มุมมองผู้ว่า จากรถแทรมสู่อนาคตเชียงใหม่ พัฒนาระบบขนส่ง เชื่อมเมือง เชื่อมชีวิตคน

วันที่ 26 ตุลาคม 2569 นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้บอกถึงเรื่อง จากรถแทรมสู่อนาคตเชียงใหม่ พัฒนาระบบขนส่ง เชื่อมเมือง เชื่อมชีวิตคน ชวนอ่านเรื่องราวเบื้องหลังและแนวคิดรถแทรมเชียงใหม่ เพื่อตอบโจทย์ระบบขนส่งสาธารณะในเมือง ผู้ว่าฯทศพล นำเผยแพร่ในเฟสบุ๊คส่วนตัวที่ชื่อว่า ทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

จากรถแทรมสู่อนาคตเชียงใหม่ พัฒนาระบบขนส่ง เชื่อมเมือง เชื่อมชีวิตคน หมายเหตุ : ชวนอ่านเรื่องราวเบื้องหลังและแนวคิดรถแทรมเชียงใหม่ เพื่อตอบโจทย์ระบบขนส่งสาธารณะในเมือง

ปัญหาหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ที่หลายฝ่ายพยายามแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง คือ การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเขตเมืองให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์การเดินทางของประชาชนครับ ทุกวันนี้หลายครอบครัวมีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ส่วนตัว แต่เมื่อคนส่วนใหญ่ต้องพึ่งพารถส่วนตัวเป็นหลัก ปัญหาการจราจรและการหาที่จอดรถ โดยเฉพาะในย่านการค้า ตลาด และแหล่งท่องเที่ยว ก็ส่งผลต่อการเดินทางและการใช้ชีวิตประจำวัน

“ทั้งนี้ผมมองว่า เชียงใหม่เรามีข้อได้เปรียบตรงการที่มีชุมชนดั้งเดิม ย่านเศรษฐกิจ และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมหลายแห่งอยู่ไม่ไกลกัน ดังนั้นหากเรามีระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวก เชื่อมโยงสถานที่สำคัญได้ดี มีรถให้บริการสม่ำเสมอ ตรงต่อเวลา และปลอดภัย ก็จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม การผลักดันระบบขนส่งสาธารณะให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเส้นทางรถโดยสารสาธารณะประจำทาง ซึ่งต้องทำให้ราคาถูกและคุณภาพต้องดีพร้อมกันไปด้วย การทำให้ถูกและดีจึงเป็นความท้าทายที่หาผู้ประกอบการที่ใจถึง กล้าเสี่ยงเข้ามาลงทุนทำยากมาก ตัวอย่างเช่น เส้นทางเดินรถขนส่งสาธารณะ สายที่ 5 รอบคูเมืองเชียงใหม่ ซึ่งกำหนดขึ้นตั้งแต่ปี 2524 และเคยให้บริการในช่วงปี 2525–2545 ก่อนจะขาดผู้ประกอบการเดินรถมายาวนานกว่า 23 ปี ซึ่งโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การนำรถกลับมาวิ่งบนถนน แต่ต้องทำให้ระบบดังกล่าวเป็นทางเลือกที่ประชาชนอยากใช้จริง และสามารถให้บริการได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเหมาะสมกับบริบทของเมือง

และหนึ่งในความพยายามที่จะทำให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นจริง คือโครงการรถแทรมไฟฟ้าล้อยาง “Chiangmai Tram by Lannatique” ซึ่งผมได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นแนวคิด

“ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2567 ตอนนั้นผมยังดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ท่านนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้น ได้ฝากฝังให้ผมช่วยสนับสนุนและพิจารณาโครงการนี้ โดยเน้นย้ำว่า เราควรเปิดโอกาสให้ผู้ที่ตั้งใจเข้ามาพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะได้เดินหน้าโครงการอย่างเต็มที่ ไม่ควรปล่อยให้ขั้นตอนของภาครัฐเป็นอุปสรรค แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย และมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด”

ผมยอมรับตามตรงครับว่า วันแรกที่เห็นแบบร่างรถ ผมนึกถึงรถในสวนสนุกต่างประเทศ เพราะมีรูปแบบสวยงามและแตกต่างจากรถโดยสารที่เราคุ้นเคย จนอดสงสัยไม่ได้ว่า

รถแบบนี้จะนำมาให้บริการจริงบนถนนเชียงใหม่ได้หรือไม่ ?

“วันนี้เมื่อได้เห็นรถตัวจริง ผมดีใจที่ภาพร่างบนกระดาษในวันนั้นกลายเป็นรถที่ได้รับการออกแบบให้มีความร่วมสมัย และสะท้อนกลิ่นอายวัฒนธรรมล้านนา แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ เบื้องหลังที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ เนื่องจากเป็นโครงการที่คิดใหม่ทำใหม่ โครงการนี้จึงต้องผ่านการพิจารณาหลายขั้นตอน ทั้งการรับรองรูปแบบรถและรายละเอียดทางเทคนิค มาตรฐานความปลอดภัย เงื่อนไขการเดินรถ การสำรวจพื้นที่ และการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย ซึ่งถ้าไม่อึดจริงคงถอยหรือล้มเลิกไปแล้ว”

โดยความพยายามเหล่านี้ค่อย ๆ ก้าวหน้าไปทีละขั้น ทีละตอน ตามลำดับของระเบียบกฎหมาย อย่างรัดกุม ผมจำได้ดีว่า สมัยผมดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ครั้งแรก ผมมีนโยบายเน้นย้ำว่าต้องการเห็นระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นในเขตชุมชนเมืองโดยเร็ว และวันที่ 19 กันยายน 2568 ผู้ประกอบการ ได้ยื่นขออนุญาต และวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ผมได้ร่วมกับคณะกรรมการควบคุมการขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีมติเห็นชอบอนุมัติให้ออกใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทางด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารเส้นทางหมวด 1 สายที่ 5 รอบคูเมืองเชียงใหม่ ให้แก่ บริษัท เดอะ แกลเลอรี พัฒนา จำกัด โดยกำหนดเงื่อนไขรถมาตรฐาน 2 (รถโดยสารปรับอากาศ) จำนวน 6-10 คัน ผู้ประกอบการจึงนำผลการอนุมัติ ไปดำเนินการสร้างรถให้เกิดขึ้นจริงจนแล้วเสร็จ

และเมื่อผมได้กลับมาเป็น ผู้ว่าฯ รอบสอง ได้กลับมาสานต่อ จนทำให้โครงการเดินหน้ามาถึงอีกก้าวสำคัญ คือเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ผมในฐานะประธานและคณะกรรมการฯ ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีมติอนุมัติการปรับปรุงเส้นทางเดินรถ สาย 5 ซึ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็นตามระเบียบแล้ว ซึ่งเป็นความคืบหน้าสำคัญในการผลักดันระบบขนส่งสาธารณะรูปแบบใหม่นี้ให้เกิดขึ้นจริงได้สักที

ผมรู้สึกยินดีที่ได้เห็นโครงการค่อยๆ ก้าวหน้ามาเป็นรูปธรรม ความสำเร็จในวันนี้เกิดจากความตั้งใจและความร่วมมือของหลายฝ่าย ผมจึงขอขอบคุณบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC บริษัท เดอะ แกลเลอรี พัฒนา จำกัด สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เดินหน้ามาได้จนถึงวันนี้

และอีกสิ่งที่หลายคนอยากรู้คงหนีไม่พ้นว่า รถจะวิ่งผ่านที่ไหนบ้าง และจะช่วยให้การเดินทางในเมืองสะดวกขึ้นอย่างไร ตามแผนเส้นทางที่ได้รับอนุมัติ รถโดยสารสายที่ 5 จะเริ่มต้นบริเวณหน้าวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร วิ่งผ่านถนนสำคัญรอบคูเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจของเมือง ก่อนวนกลับมายังจุดเริ่มต้น รวมระยะทางประมาณ 13.8 กิโลเมตร มีจุดจอด 14 จุด และใช้เวลาวนรอบประมาณ 40 นาที ตามข้อมูลของสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่

เส้นทางนี้เชื่อมโยงวัดวาอารามเก่าแก่ ย่านการค้า ตลาด และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ ช่วยให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าถึงสถานที่สำคัญของเมืองได้สะดวกขึ้น พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของเชียงใหม่ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และเศรษฐกิจท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีแนวทางออกแบบศาลาพักคอยในรูปแบบล้านนา เพื่อให้สิ่งอำนวยความสะดวกกลมกลืนกับเอกลักษณ์ของเมือง

โดยมีจุดจอดตามเส้นทางดังนี้
A1 LANNATIQUE
A2 วัดศรีดอนไชย
A3 สุริวงศ์บุ๊คเซ็นเตอร์
A4 วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
A5 วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
A6 วัดโลกโมฬี
A7 ย่านช้างม่อย
A8 กาดหลวง
A9 ตึกตันตราภัณฑ์ ถนนท่าแพ
A10 วัดมหาวัน
A11 ประตูท่าแพ
A12 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง โฮเทล
A13 บ้านโบราณเชียงใหม่
A14 โรงแรมมีเลีย เชียงใหม่
.
สำหรับกำหนดการเปิดให้บริการที่วางไว้คือ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2569 ผมหวังว่าโครงการนี้จะเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ทั้งคนเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น ทั้งนี้ ขอให้ติดตามประกาศยืนยันวันเปิดให้บริการและรายละเอียดจุดจอดจากหน่วยงานหรือผู้ให้บริการอีกครั้งก่อนเดินทาง

นอกจากนี้ เมื่อเราพูดถึงระบบขนส่งสาธารณะ ก็ย่อมมีคำถามสำคัญที่หลายท่านอาจสงสัยว่าแล้ว

“รถแทรมนี้ทำมาเพื่อนักท่องเที่ยว หรือเพื่อคนเชียงใหม่กันแน่”

“ผมคิดว่าคำถามนี้สำคัญมาก เพราะหากเราต้องการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของเชียงใหม่ให้ตอบโจทย์เมืองได้อย่างแท้จริง ประโยชน์ของระบบนี้ไม่ควรตกอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ควรเป็นทางเลือกที่ทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้”

นักท่องเที่ยวจะได้รับประโยชน์จากการเดินทางไปยังวัด แหล่งประวัติศาสตร์ ตลาด และย่านเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องขับรถหรือนำรถส่วนตัวเข้าไปในทุกพื้นที่ ช่วยให้การเที่ยวชมเมืองเป็นระบบมากขึ้น และมีโอกาสใช้เวลาอยู่กับสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ แต่คนเชียงใหม่เองก็ควรได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน

คนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองสามารถมีทางเลือกในการเดินทางไปทำธุระ ติดต่อราชการ จับจ่ายซื้อของ หรือเข้าถึงแหล่งบริการต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้รถส่วนตัวทุกครั้ง ผู้สูงอายุ ครอบครัวที่มีเด็ก และผู้ที่ไม่สะดวกขับรถก็อาจมีทางเลือกเพิ่มเติม หากการให้บริการได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับผู้โดยสารทุกกลุ่ม

ผู้ประกอบการในย่านต่าง ๆ ก็อาจได้รับประโยชน์จากการที่ผู้คนเข้าถึงพื้นที่ได้สะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้าท้องถิ่น ตลาด ชุมชนเก่า หรือธุรกิจบริการ โดยเฉพาะหากระบบขนส่งสามารถเชื่อมโยงผู้คนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้อย่างต่อเนื่อง

แต่อย่างไรก็ตาม ประโยชน์เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการให้บริการจริง ทั้งความถี่ของรถ ค่าโดยสาร ความตรงต่อเวลา ความปลอดภัย ระบบบริหารจัดที่ทันสมัย การเข้าถึงของผู้สูงอายุและคนพิการ ตลอดจนการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น เราจึงต้องติดตามและพัฒนาระบบต่อไป ไม่ใช่เพียงมีรถที่สวยงามแล้วถือว่าภารกิจสำเร็จ

สำหรับข้อมูลที่ได้รับอนุมัติในปัจจุบัน กำหนดค่าโดยสารไว้ไม่เกิน 30 บาทตลอดสาย ซึ่งประชาชนสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการได้เมื่อเปิดให้บริการตามกำหนด

ทั้งนี้นอกจากความสะดวกและค่าใช้จ่ายแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญมากคือ เรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะเชียงใหม่เผชิญปัญหาฝุ่นควันและ PM2.5 มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง เราจึงต้องแก้ปัญหาจากหลายด้าน ทั้งการจัดการไฟป่า การเผาในที่โล่ง และการพัฒนาระบบคมนาคมให้สะอาดขึ้น

ด้วยระบบของรถโดยสารไฟฟ้านั้น ไม่มีมลพิษจากท่อไอเสียขณะขับขี่ จึงช่วยลดมลพิษจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ณ จุดใช้งานได้ ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลทำให้โลกร้อน แต่เพียงเท่านี้ยังไม่สามารถแก้ปัญหา PM2.5 ได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญคือการทำให้ประชาชนเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้จริง ด้วยบริการที่สะดวก ปลอดภัย ทันสมัยและเชื่อมต่อกับการเดินทางรูปแบบอื่นได้ดี เพื่อลดการพึ่งพารถส่วนตัวในระยะยาว

และสิ่งที่เชียงใหม่ควรเดินหน้าต่อจากนี้ สำหรับผม รถแทรมไฟฟ้าเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้เชื่อมโยงย่านเศรษฐกิจ สถานที่ราชการ แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่สำคัญต่าง ๆ เข้าด้วยกัน รวมถึงการพัฒนาจุดจอดแล้วจร (Park and Ride) เพื่อให้คนจากพื้นที่รอบนอกสามารถเดินทางเข้าสู่เมืองได้สะดวกขึ้น ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อให้ระบบขนส่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของคนเชียงใหม่ และในเร็ว ๆ นี้ จะมีระบบรถขนส่งสาธารณะพลังงานสะอาด ของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งผมและคณะกรรมการฯ ขนส่งทางบกเชียงใหม่ เห็นชอบเส้นทางไปแล้ว 2 เส้นทาง และกำลังจะพิจารณาเพิ่มให้อีก 4 เส้นทาง เพื่อเข้ามาเติมเต็มระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองเชียงใหม่ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยคาดว่า จะเริ่มเปิดให้บริการได้ในช่วงต้นปี 2570 แน่นอน

วันนี้ผมดีใจที่ได้เห็นภาพร่างเมื่อกว่า 2 ปีก่อนกลายเป็นรถจริง และขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันผลักดันโครงการนี้จนก้าวหน้ามาถึงจุดนี้ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามของรถเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ประชาชนใช้บริการได้จริง สะดวก ปลอดภัย ค่าโดยสารเหมาะสม และมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น

นี่คือทิศทางที่เชียงใหม่ควรมุ่งไป เพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยว ช่วยลดการพึ่งพารถส่วนตัว และทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองที่เดินทางสะดวก น่าอยู่ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นครับ

ทศพล เผื่อนอุดม
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
26 ต.ค.69.

ร่วมแสดงความคิดเห็น