“สะพานรัษฎาภิเศก” หรือที่ชาวลำปางเรียกกันติดปากว่า “สะพานขาว” เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองลำปาง ซึ่งเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม สะพานแห่งนี้ตั้งตระหง่านเหนือแม่น้ำวังมาอย่างยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ พร้อมผ่านพ้นเหตุการณ์สำคัญของชาติและโลกได้อย่างสง่างาม
จากสะพานไม้รุ่นแรก สู่สัญลักษณ์คอนกรีตแห่งความมั่นคง
สะพานรัษฎาภิเศกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2436 ในสมัยเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย เพื่อเชื่อมการสัญจรระหว่างแขวงหัวเวียงและแขวงเวียงเหนือ สะพานไม้ในยุคนั้นมีความยาวถึง 120 เมตร ซึ่งถือเป็นสะพานขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยขณะนั้น
สะพานได้รับพระราชทานนามว่า “รัษฎาภิเศก” จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชพิธีรัชดาภิเษก
แต่เนื่องด้วยวัสดุไม้ผุพังตามกาลเวลา รวมถึงกระแสน้ำที่พัดพาซุงมาปะทะสะพาน สะพานรุ่นแรกและรุ่นที่สองจึงพังลงในเวลาต่อมา กระทั่งในปี พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชดำริให้สร้างสะพานใหม่ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยได้รับความร่วมมือจากวิศวกรเยอรมันและแรงงานท้องถิ่น
สะพานขาวแห่งลำปาง กับดีไซน์ที่สื่อถึงประวัติศาสตร์
สะพานรัษฎาภิเศกรุ่นที่สามสร้างเสร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2460 โดดเด่นด้วยรูปทรงโค้งคันธนู 4 โค้งขวางเต็มลำน้ำ ตกแต่งด้วยสัญลักษณ์สำคัญที่สื่อถึงความเป็นมาของสะพาน ได้แก่
- เสาสี่ต้น บนหัวสะพานทั้งสองฝั่ง สื่อถึงความมั่นคงแข็งแรง
- พวงมาลายอดเสา เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5
- ครุฑหลวงสีแดง บนเสาด้านหน้า สัญลักษณ์แผ่นดินไทยในสมัยรัชกาลที่ 6
สะพานแห่งนี้ยังผ่านเหตุการณ์สำคัญอย่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการทิ้งระเบิดทำลายสะพาน แต่ได้รับการยกเว้นจากนางลูซี สตาร์ลิง ผู้อำนวยการโรงเรียนวิชชานารี ผู้ให้เหตุผลว่าสะพานไม่ได้มีประโยชน์ทางยุทธศาสตร์
จากอดีตสู่ปัจจุบัน: สะพานที่เป็นหัวใจแห่งลำปาง
ปัจจุบัน สะพานรัษฎาภิเศกหรือสะพานขาว เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดลำปาง โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ “กาดกองต้า” ถนนคนเดินชื่อดัง จะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาเดินเล่นและสัมผัสบรรยากาศเมืองเก่า สะพานนี้จึงไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวลำปาง
หากมีโอกาสมาเยือนลำปาง “สะพานรัษฎาภิเศก” คือจุดที่คุณไม่ควรพลาด ทั้งเพื่อเรียนรู้เรื่องราวในอดีต และสัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมืองรถม้าที่จะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืม
ที่มา : https://www.lampang.go.th/travel/weblp/page/page13.html
ร่วมแสดงความคิดเห็น