สถาบันปิดทองหลังพระฯ ประกาศเป้าหมายทำงาน 5 ปี ผ่านระบบออนไลน์ รับสถานการณ์โลก เกษตรกร มีรายได้รวม 4,888 ล้านบาท สูงกว่าเส้นความยากจน บูรณาการทำงานใน 8 พื้นที่ 13 จังหวัด ร่วมกับชุมชน ข้าราชการ เอกชน ส่งเสริมอาชีพ น้อมนำพระราชดำรัส เป็นกำลังใจทุกภาคส่วน “ไม่ท้อ ไม่ถอย” ปรับการทำงานสู้วิกฤติภัยแล้ง ยกระดับเกษตรกรสู่พรีเมี่ยม ชุมชนอยู่รอด พอเพียงและยั่งยืนตามพระราชดำริ

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานสถาบันส่งเสริม และพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ แถลงผลการดำเนินงาน ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 โดยประเด็นหลัก นอกจากสรุปการทำงานในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมาแล้ว ยังพูดถึงแผนในอีก 5 ปีข้างหน้า และการรับมือกับวิกฤติการณ์ภัยแล้ง

แผนงานระยะ 5 ปี 2564-2568 มีการหารือร่วมกันหลายฝ่าย ทั้งคณะกรรมการมูลนิธิฯ สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดตัวชี้วัด ชุมชนพื้นที่ต้นแบบเดิม จากการอยู่รอด สู่ความพอเพียงและยั่งยืน ตามพระราชดำริ เมื่อครบตามแผนงานจะมีครัวเรือนประยุกต์ทฤษฎีใหม่ 6,433 ครัวเรือน มีรายได้ภาคการเกษตร 120,000 บาท/ครัวเรือน/ปี สูงกว่าเส้นความยากจน (102,763 บาท/ครัวเรือน/ปี) รายได้ทางการเกษตร 3,088 ล้านบาท พื้นที่ชายแดนใต้เกิดครูภูมิปัญญาเกษตร 200 คน และรายได้ทางเกษตร 1,800 ล้านบาท ส่วนพื้นที่ชายแดนเหนือ จะร่วมพัฒนาโครงการกับท้องถิ่น 280 หมู่บ้าน

“ครูภูมิปัญญาทางการเกษตร เป็นสิ่งที่เราทำคือการสร้างคน ทั้งหมดที่แม่ฟ้าหลวง และปิดทองหลังพระฯ ทำมาตลอดคือสร้างคน และคนเหล่านี้ก็สร้างคนต่อ ๆ ไปเรื่อย ๆ”
แผน 5 ปีนี้ สอดคล้องกับการทำงาน 10 ปีที่ผ่านมา ในการร่วมกันทำงานกับชุมชนและข้าราชการ สามารถพัฒนาแหล่งน้ำและสร้างฝาย 6,259 แห่ง ส่งเสริมอาชีพให้แก่ประชาชน ทำให้เกิดรายได้จากการเกษตร ทั้งในพื้นที่ต้นแบบและขยายผล รวม 2,956 ล้านบาท ประชาชนเข้าร่วมพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ในพื้นที่ต้นแบบและขยายผลรวม 75,841 ครัวเรือน
และการร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เพิ่มพื้นที่ป่า 2.09 แสนไร่ใน จ.น่าน เพิ่มพื้นที่ป่า 6 พันไร่ ใน จ.อุทัยธานี และยุติการบุกรุกป่าเพิ่มขึ้นอย่างสมบูรณ์ใน จ.เพชรบุรี ประชาชนในบางพื้นที่ผ่านจากความอยู่รอด และเริ่มเข้าสู่ระดับความพอเพียง มีการจัดตั้งกลุ่มอาชีพ บริหารจัดการกันเอง รวมกัน 67 กลุ่ม มีเงินทุนรวม 12 ล้านบาท การรวมตัวบริหารทรัพยากรธรรมชาติ 55 กลุ่ม การฝึกอบรมการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ 11,347 คน เพื่อให้เกิดการนำเอาไปใช้ในพื้นที่อื่น ๆ

“ผลงานที่ทำมีความคลอบคลุมทั้งด้านรายได้ ตลอดจนกิจกรรมเพื่อความยั่งยืน ทั้งด้านการพัฒนาคน และด้านทรัพยากรธรรมชาติ” ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว

รับมือภัยแล้ง 2563
สำหรับการรับมือภัยแล้งปี 2563 มีการวางแผนสร้างพื้นที่นำร่องที่ จ.อุดรธานี เป็นเครือข่ายการทำงานระหว่างจังหวัด หน่วยงาน และภาคเอกชน พัฒนาอาชีพเกษตรสมัยใหม่ที่ใช้น้ำน้อย อยู่ระหว่างการประเมินผล เพื่อนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ มีการดำเนินงานที่ครบทั้งวงจร คือ ชาวบ้านยินดีและพร้อมที่จะร่วมมือ มีระบบสนับสนุนทรัพยากรและความรู้ และมีการตลาดรองรับสินค้า
ระบบสนับสนุนทรัพยากรและองค์ความรู้ ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี สนับสนุนอย่างเต็มที่ ทรัพยากรมาจากปิดทองหลังพระฯ องค์ความรู้ไม่ใช่เฉพาะแต่ราชการ แต่มีภาคเอกชนด้วย อาทิ ซีพี. เบทาโกรฯ เทสโก้ โลตัส การเกษตรที่นำโดยกระทรวงเกษตรฯ พัฒนาที่ดิน เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ รวมถึง กรมชลประทาน ให้ทุกหน่วยงานมาประชุมหารือต่อหน้าชาวบ้าน และให้ชาวบ้านเลือกว่าจะเอาแบบไหน วิธีการใด

“การเลือก จ.อุดรธานี เพราะจากการทำงานร่วมกันมา 8 ปี ทำให้รู้ว่าครอบครัวไหน ขยัน และซื่อสัตย์ 2 ปัจจัยนี้เป็นตัวหลัก ถ้าไม่มีความซื่อสัตย์ และขยัน เราจะไม่มีทางสำเร็จ ที่เราเลือกคนเหล่านี้มาเพราะ เขาอยู่รอด อยู่พอเพียง ตอนนี้จะไปที่ความยั่งยืน เป็นตัวอย่างแรกของปิดทองฯ ที่เราจะทำให้เขายั่งยืนให้ได้ โดยยกระดับวิกฤติน้ำแล้งมาเป็นตัวตั้ง”
ผู้ที่เข้ามาร่วมงาน 19 ราย เป็นเจ้าของที่ดินติดแหล่งน้ำเปิด ให้เพื่อนบ้านเข้ามาดำเนินงานได้โดยไม่คิดเงิน ปิดทองหลังพระฯ ช่วยลงทุนล่วงหน้าด้านโรงเรือน และระบบน้ำหยดแล้ว เกษตรกรจ่ายคืนภายหลังแบบทยอยจ่ายโดยไม่คิดดอกเบี้ย จัดระบบการทำงานแบบทฤษฏีใหม่อย่างประณีตและ “แม่นยำ” วันต่อวัน ชั่วโมงต่อชั่วโมง ต้องคอยตรวจเช็ค เป็นสิ่งสำคัญมากทำอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกษตรกรเรียนรู้การทำเกษตรให้ได้มาตรฐาน และความต้องการของตลาดที่ให้ราคาสูง
“ตลาดธรรมดาจะไม่ทำ จะทำตลาดที่สูงกว่า อย่างอาหารเพื่อสุขภาพ และทำเรื่องพรีเมี่ยม เกรดทุกอย่างที่ออกไปจากปิดทองหลังพระฯ ต้องพรีเมี่ยม เอกชน ร่วมวางแผนการผลิตและการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค จังหวัดประสานส่วนราชการอื่นๆ ให้ความสนับสนุน ตลอดจนเรียนรู้กระบวนการเพื่อนำไปขยายผล”
คาดว่าโครงการนี้ จะคืนทุนได้ภายในประมาณ 3 ปี เมื่อถึงเวลาเกษตรกรจะเป็นเจ้าของโรงเรือนและระบบน้ำ มีความรู้ในการผลิตพืชผักที่มีมาตรฐานสูง และมีตลาดรองรับสินค้าอย่างสม่ำเสมอ “นั่นคือจะมีคุณภาพชีวิตที่ก้าวหน้า จากการทำนาแบบเดิม กลายเป็นเกษตรกรผู้ประกอบการที่มีความรู้ ”
เจ้าหน้าที่ปิดทองหลังพระฯ อสพ. จากทุกพื้นที่ ก็เข้ามาร่วมเรียนรู้กระบวนการ และนำไปขยายผลในพื้นที่ของตนเองอีก 12 จังหวัด เพื่อช่วยนำประชาชนผ่านภัยแล้งที่รุนแรงนี้ พร้อมกับยกระดับความสามารถให้เขาเกิดความยั่งยืนในชีวิตต่อไป
ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวว่า ตอนนี้ทุกคนคงกำลังหนักใจในเรื่องบรรยากาศของประเทศและของโลก เพราะกังเผชิญกับหลาย ๆ เรื่องพร้อม ๆ กัน ที่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนทั่วไป ไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้นแต่เป็นของคนทั้งโลก จึงยกพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2532 เป็นสิ่งเตือนใจว่า เราทุกคนมีส่วนร่วมกันในการทำให้สังคมและประเทศดีขึ้นได้ แต่เราต้องอย่าท้อ ที่ทรงตรัสว่า “…บางเรื่องมันน่าท้อถอย..แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือบ้าน คือเมือง..คือความสุขของคนไทยทั้งประเทศ”
10 ปีกับการขยายผล
10 ปีที่แล้ว ปิดทองหลังพระฯ เริ่มทำงานแห่งแรกใน จ.น่าน ต่อมาขยายงานไปสร้างต้นแบบในพื้นที่อื่น ๆ ประกอบด้วย อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุทัยธานี เพชรบุรี 3 จังหวัดชายแดนใต้ 4 จังหวัดชายแดนเหนือ รวม 8 พื้นที่ 13 จังหวัด การทำงานแต่ละพื้นที่จะมีโจทย์แตกต่างกันไปตามภูมิสังคม แบ่งได้ 3 กลุ่มหลักใหญ่ ๆ คือ
กลุ่มบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อพัฒนาอาชีพ อุดรธานี ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ มีแหล่งน้ำไม่ได้ใช้งานเต็มที่ จึงเข้าไปร่วมปรับปรุง ส่งเสริมอาชีพใหม่ ๆ มีครัวเรือนที่ทำงานร่วมกัน 1,758 ครอบครัวทำให้มีรายได้ทางเกษตรสะสม 493 ล้านบาท และพัฒนาเป็นกลุ่มผลิตสินค้า 16 กลุ่ม บูรณาการให้หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา เข้ามาช่วย 56 องค์กร

กลุ่มร่วมฟื้นฟูป่าและส่งเสริมอาชีพทางเลือกให้แก่ประชาชนคือ น่าน อุทัยธานี และเพชรบุรี สามารถบรรลุทั้งเป้าหมายหลักและเป้าหมายรอง คือ จ.น่าน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เข้ามาร่วมปลูกป่าสามอย่าง รวมพื้นที่ 2 แสนไร่ จ.อุทัยธานี สามารถคืนพื้นที่ป่าจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวได้ 6,000 ไร่และ จ.เพชรบุรีไม่มีการบุกรุกป่าเพิ่มเติมนับจากมีโครงการมี 2,234 ครอบครัว ที่เข้ามาร่วมงาน สามารถสร้างรายได้สะสม 1,223 ล้านบาท โดยเราทำงานบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ 63 แห่ง ยุติการบุกรุกป่า ทำให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้
กลุ่มที่เป็นประเด็นเฉพาะที่เป็นปัญหาแตกต่างกับที่อื่น ๆ มีความรุนแรง ถ้าปล่อยไว้ก็จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อคนทั้งประเทศนั่นคือ พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4 จังหวัดชายแดนเหนือ ทางใต้เราหวังจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจจากความรุนแรงที่ยาวนาน และทางเหนือเราหวังจะสร้างอาชีพที่มั่นคงเพื่อลดปัญหายาเสพติด ทางใต้ เรามีประชากรร่วมงานด้วย 607 ครัวเรือน ทำรายได้สะสม 86 ล้านบาท ส่วนทางเหนือยังมุ่งเน้นการฝึกอบรม เพื่อกระตุ้นให้นำแนวพระราชดำริไปพัฒนาด้วยตนเอง ซึ่งตอนนี้อบรมไปแล้ว 119 ตำบล
การทำงานทุกกลุ่มเริ่มจากการศึกษาปัญหา ความต้องการของชาวบ้าน “ไม่ใช่เราคิดอะไรแล้วบังคับให้เขาทำ เราไปศึกษาปัญหาและความต้องการของชาวบ้านก่อน และหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับชุมชน โดยการดึงเอาความร่วมมือจากชุมชน ข้าราชการและเอกชนมาร่วมบูรณาการกัน”
การขยายแนวพระราชดำริไปยังนอกพื้นที่ต้นแบบ ซึ่งได้แก่ จ.น่าน และ จ.อุดรธานี ปิดทองหลังพระฯร่วมกับกระทรวงมหาดไทย พัฒนาแหล่งน้ำทั่วทั้ง 2 จังหวัด ทำให้ 71,215 ครัวเรือน ได้ทำเกษตรนอกฤดู สร้างรายได้จากการประกอบอาชีพ 1,144 ล้านบาท


ร่วมแสดงความคิดเห็น