รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง นำทีมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกเยี่ยมชุมชน ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน การแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำในเขตท้องที่ อ.สบปราบ หลังรับแจ้งรายงานมีชาวบ้านชุมชนท้ายน้ำได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งฝนทิ้งช่วง ไม้ผลที่ปลูกเสี่ยงยืนต้นตายกว่า 70 ไร่
ตามที่ในหลายๆ พื้นที่ของจังหวัดลำปาง ได้เกิดปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วงติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานานหลายเดือน โดยนับแต่ย่างเข้าสู่หน้าแล้งในพื้นที่จังหวัดลำปาง ได้มีปริมาณฝนตกลงมาภายในบริเวณเขตท้องที่อำเภอต่างๆ น้อยมาก จนทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอยู่ตามแหล่งพื้นที่กักเก็บทุกแห่งมีปริมาณน้ำน้อยอย่างเห็นได้ชัด และได้เริ่มส่งกระทบกับชาวบ้านเกษตรกรในหลายเขตท้องที่ โดยมีรายงานพื้นที่เพาะปลูกไม้ผลยืนต้นนอกเขตชลประทานทั่วทั้งจังหวัด 13 อำเภอ รวมทั้งหมด 53,097 ไร่ ในจำนวนนี้มีพื้นที่เพาะปลูกที่กำลังประสบกับปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำสำหรับใช้ในการหล่อเลี้ยงต้นไม้รวมจำนวนมากกว่า 19,600 ไร่ โดยเฉพาะหมู่บ้านพื้นที่ท้ายน้ำในเขตชุมชนบ้านสบปราบ หมู่ที่ 2 ตำบลสบปราบ อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง ที่ได้มีรายงานสภาพปัญหาพื้นที่ เกษตรกรกำลังขาดแคลนน้ำใช้อย่างหนัก ไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับที่จะนำมาใช้ในการหล่อเลี้ยงต้นไม้ที่ปลูกไว้ ทำให้ไม้ผลทั้งลำไย มะม่วง มะนาว ส้มเกลี้ยง และส้มโอ จำนวนหลายสิบไร่กำลังถูกปล่อยทิ้งให้ยืนต้นตาย

ล่าสุด นายสิธิชัย จินดาหลวง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้ทำการลงพื้นที่ชุมชนบ้านสบปราบ หมู่ที่ 2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการติดตามสถานการณ์น้ำและดูแลพื้นที่เพื่อจะช่วยดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้เข้าให้การช่วยเหลือแก่พื้นที่สวนเกษตรของนางสมบูรณ์ ปงแก้ว รวมถึงของชาวบ้านในชุมชนทั้งหมดกว่า 30 ราย นำน้ำกว่า 12,000 ลิตร มอบแจกจ่ายแก่เกษตรกรตามพื้นที่สวนเกษตร ที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ รวมทั้งได้ร่วมพบปะกับกลุ่มเกษตรกรชาวบ้านเยี่ยมชมสภาพพื้นที่ภายในสวนเกษตร ซึ่งพบว่าขณะนี้มีต้นไม้ผลทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ จำนวนหลายสิบต้นใบแห้งร่วงหล่นเหลือแต่กิ่งก้านกำลังจะตาย โดยในส่วนนี้รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้นำทีมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความรู้สอนเทคนิควิธีการใช้น้ำเพื่อการเกษตรอย่างประหยัด ทำระบบน้ำหยดน้ำซึมจากขวดน้ำดื่มขนาด 1.5 ลิตร รวมทั้งสอนวิธีการทำสาวตัดตกแต่งกิ่งไม้ เพื่อให้ต้นไม้สูญเสียน้ำน้อยที่สุดในช่วงหน้าแล้ง และสามารถที่จะมีชีวิตรอดพ้นในช่วงวิกฤตภัยแล้งนี้ไปได้

โดยระบบน้ำหยดน้ำซึมจากขวดน้ำดื่มขนาด 1.5 ลิตรนี้ ได้อาศัยการใช้เข็มเย็บผ้าทำการเจาะรูบนขวดน้ำ ทั้งจุดส่วนบนกับจุดส่วนล่างไว้รอบขวดทั้ง 4 ด้านๆ ละ 2 รู และแต่ละด้านให้จุดส่วนล่างห่างจากก้นขวด 1 คืบ แล้วนำไปฝังดินไว้บริเวณรอบทรงพุ่มต้นไม้และเติมน้ำให้เต็ม ซึ่งน้ำ 1 ขวด จะช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับบริเวณรอบๆ ได้นานประมาณ 1 เดือน ด้วยเทคนิควิธีดังกล่าวถือเป็นวิธีการแบบง่ายและประหยัดไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งยังได้มีการทดสอบแล้วว่าใช้ได้ผลจริง โดยชาวบ้านที่ได้มาร่วมเรียนรู้ต่างรู้สึกดี และกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าจะนำวิธีการนี้กลับไปทดลองใช้ดูบ้าง ทั้งกับพืชไม้ผลที่ปลูกไว้ในสวน และกับพืชสวนครัวที่ปลูกไว้หลังบ้านซึ่งก็คาดว่าน่าจะได้ผลดี
อย่างไรก็ตามในความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น ได้รับทราบข้อมูลจากชาวบ้านว่า ปัญหาสาเหตุหลักของการขาดแคลนน้ำดังกล่าว เกิดขึ้นจากการที่น้ำในลำน้ำแม่วังไม่สามารถไหลผ่านลงมายังพื้นที่ท้ายน้ำได้ เนื่องจากตลอดแนวลำน้ำได้มีการสร้างฝายขวางกั้นอยู่เป็นจำนวนมาก และฝายบางแห่งยังเป็นฝายแบบน้ำล้นไม่มีประตูระบายน้ำ เมื่อน้ำในลำน้ำมีน้อยจึงไม่สามารถไหลผ่านข้ามลงมายังพื้นที่ท้ายน้ำได้ ซึ่งปัญหาในส่วนนี้เบื้องต้นทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างได้เร่งให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนกันอย่างเต็มที่ โดยที่ผ่านมาได้มีการปล่อยน้ำกว่า 14 ล้าน ลบ.บ. จากเขื่อนกิ่วลมลงสู่น้ำแม่วัง เพื่อช่วยเหลือบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้แก่ชาวบ้านในเขตพื้นที่ 5 อำเภอ 30 ตำบล ส่วนชุมชนนอกเขตชลประทาน ได้พยายามสำรวจหาแหล่งน้ำเพื่อให้การช่วยเหลือ ล่าสุดได้อาศัยแหล่งน้ำที่กักเก็บได้ในขุมเหมืองเก่าสูบขึ้นมาใช้ประโยชน์แจกจ่ายให้กับชาวบ้านในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง
ทั้งนี้สำหรับอำเภอสบปราบ มีรายงานข้อมูลทราบว่าทั่วทั้งอำเภอ มีพื้นที่ปลูกไม้ผลทั้งหมดกว่า 1,726 ไร่ ในจำนวนนี้มีพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรง ไม้ผลเสี่ยงต่อการยืนต้นตายจำนวน 68 ไร่ โดยมีพื้นที่ที่ประสบปัญหาและได้รับการช่วยเหลือแล้วจำนวน 19 ไร่ ซึ่งในส่วนพื้นที่ที่เหลือทางเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้มีการเร่งติดตามและให้การช่วยเหลือต่อไป

ร่วมแสดงความคิดเห็น