หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ภาครัฐได้ดำเนินนโยบายจ่ายเงินเบี้ยผู้สูงอายุมาโดยตลอด เป็นจำนวนเงิน 600 – 1,000 บาทต่อเดือน ภายใต้เงื่อนไขต้องไม่รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใด แต่นับตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้สูงอายุนับล้านคน อาจจะไม่ได้รับเงินผู้สูงอายุอีก เมื่อมีการเพิ่มเงื่อนไขพิสูจน์ความจนเข้ามา!!
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา เว็ปไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2566 ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า ผู้สูงอายุที่จะได้รับเบี้ยยังชีพจะต้องเป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด
รวมทั้งมีบทเฉพาะกาล ข้อ 17 ระบุว่าบรรดาผู้สูงอายุที่ได้ขึ้นทะเบียนและรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้ยังมีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นต่อไป
ส่งผลให้หลังจากที่มีการเผยแพร่ะระเบียบดังกล่าว เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์
โดยล่าสุด นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความบนเว็ปไซต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เรื่องใหญ่ ลักไก่เปลี่ยนหลักเกณฑ์จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จากเดิมจ่ายแบบถ้วนหน้า ตั้งแต่ 12 สิงหา ต้องมาพิสูจน์ความจน”
โดยนายวิโรจน์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุ (60+ ปี) อยู่ 11 ล้านคน เมื่อมีการปรับเกณฑ์การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ โดยได้ทราบมาว่าจะมีการใช้ฐานข้อมูลบัตรคนจน ในการพิจารณาจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งจะทำให้มีผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพเพียงแค่ 5 ล้านคนเท่านั้น โดยผู้สูงอายุอีก 6 ล้านคน ซึ่งขัดต่อ พรบ.ผู้สูงอายุ
นอกจากนี้แล้ว บัตรคนจน หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงก่อนหน้านี้ จากการตกหล่นข้อมูลคนจนที่ควรจะได้รับบัตรดังกล่าว รวมถึงมีผู้ถือบัตรสูงถึงร้อยละ 78 ที่ไม่ได้ยากจนตามเกณฑ์
เพราะฉะนั้นแล้ว การที่กระทรวงมหาดไทยได้ปรับเกณฑ์การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ ด้วยเงื่อนไขที่ต้องพิสูจน์ความจนก่อนนอกจากจะทำให้ผู้สูงอายุนับล้านคน หลุดจากเกณฑ์ได้รับเงินยังชีพแล้ว หลายฝ่ายยังตั้งคำถามถึงเกณฑ์ความจนที่ภาครัฐได้ตั้งขึ้นมา ว่าได้ใช้หลักการใดพิสูจน์ จากที่ก่อนหน้านี้ เคยเกิดปัญหาเดียวกันมาแล้ว จากนโยบายบัตรคนจน
เมื่อสวัสดิการ คือสิ่งที่ภาครัฐต้องจัดหาแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมแล้ว ซ้ำยังได้มีการบัญญัติไว้ในกฎหมาย เพราะเหตุใด ภาครัฐได้เพิ่มเงือนไข ตั้งกฎเกณฑ์พิสูจน์ความจนของผู้ขอรับสวัสดิการอีก ?

ร่วมแสดงความคิดเห็น