ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่อำเภอเมืองพิษณุโลก อำเภอบางระกำ และอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ขณะที่กองพลพัฒนาที่ 3 และกองพันทหารช่างที่ 302 ระดมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากอำเภอชาติตระการ
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก โดย เมื่อ 11:00 น ที่ร้านก๋วยจั๊บป้าจม ตำบลหัวรอ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ระดับแม่น้ำน่านค่อยๆ ลดระดับลง อย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ระดับ 9.74 เมตร ช่วงขึ้นพีคสุดวันที่ 4 ตุลาคม 2568 น้ำน่านขึ้นสูงมาก ในเขตพื้นที่ตำบลหัวรอ แนวป้องกันน้ำท่วมของตำบลหัวรอ ที่สะพานหว่องสามารถป้องกันน้ำไว้ได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการบูรณาการเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในเขตอำเภอเมืองพิษณุโลก
สำหรับพื้นที่อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ผู้บัญชาการกองพลพัฒนาที่ 3 พร้อมด้วย ผู้บังคับกองพันทหารช่างที่ 302 กรมทหารช่างที่ 3 หัวหน้าส่วนราชการอำเภอชาติตระการ และจิตอาสาภัยพิบัติอำเภอชาติตระการ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื่นที่ ตำบลบ้านดง อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ “บัวลอย” โดยได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์จากหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่อำเภอชาติตระการ และได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเส้นทางบ้านห้วยน้ำปลา จากนั้นได้เดินทางเข้าไปยังพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก เพื่อพบปะพูดคุยให้กำลังใจกับประชาชน และมอบสิ่งของที่จำเป็นแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน
ขณะเดียวกัน ผู้บังคับกองพันทหารช่างที่ 302 กรมทหารช่างที่ 3 พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการอำเภอชาติตระการ และจิตอาสาภัยพิบัติอำเภอชาติตระการลงพื้นที่พบปะหัวหน้าส่วนราชการ ตำบลบ้านดง อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่ได้รับผลกระทบจากพายุ “บัวลอย” พร้อมทั้งยังได้พบปะกำลังชุดบรรเทาสาธารณภัยของกองพันทหารช่างที่ 302 กรมทหารช่างที่ 3 เพื่อเน้นย้ำและชี้แจงการในการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนและได้มอบของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน และในเวลาต่อมาได้เดินทางเข้าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก เพื่อติดตามสถานการณ์อย่าง พร้อมทั้งพบปะพูดคุยกับประชาชนและได้มอบสิ่งของที่จำเป็นแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน
ด้วยเมื่อคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2568 มีฝนตกหนักในพื้นที่ตำบลดงประคำ และตำบลทับยายเชียง ส่งผลให้น้ำไหลหลากจากเขาประดู่ เขาน้อย เข้าท่วมที่อยู่อาศัยของประชาชน หมู่ 2,3,5 ตำบลทับยายเชียง อำเภอพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย ขณะที่ นายณรงค์ไชย บุตตวงค์ นายอำเภอพรหมพิราม ลงพื้นที่เเยี่ยมและให้กำลังใจประชาชนผู้ประสบอุทกภัย และหาแนวทางในการป้องกันแก้ไขปัญหาพร้อมด้วย กำนัน , ผู้ใหญ่บ้าน , สารวัตรกำนัน ผู้นำท้องที่ และประชาชนจิตอาสาตำบลทับยายเขียง ร่วมลงพื้นที่ ด้วย
สำหรับพื้นที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และนายสาธุ เกตุแก้ว ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทจังหวัดพิษณุโลก, นายอำเภอบางระกำ,สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบถุงยังชีพกับชาวบ้านที่ติดเกาะ กลางเวิ้งน้ำ ต้องใช้เรือสัญจรเข้าออกหมู่บ้านเท่านั้น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาทีเข้าถึงบ้าน หมู่ 10 ตำบลแท่นนางงาม หมู่ 11 บ้านใหม่กรุงทอง ตำบลท่านางงาม ที่กลายเป็นพื้นที่รับน้ำหรือบางระกำโมเดล รับมวลน้ำยมจาก อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ไหลมารวมที่ อ.บางระกำ ทำให้บ้านเรือนที่อยู่ริมแม่น้ำยมและพื้นที่ลุ่มต่ำ ต.คุยม่วง ต.ชุมแสงสงคราม ต.ท่านางงาม ต.วังอิทก ต.บางระกำ อ.บางระกำ กำลังถูกท่วมสูง
ด้าน นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก รายงานสถานการณ์ ว่าตั้งแต่กรกฎาคม ถึงกันยายน 2568 ได้รับผลกระทบจากพายุ วิภา คาจิกิ หนองฟ้า และบัวลอย มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 9 อำเภอ 84 ตำบล 601 หมู่บ้าน ชาวบ้านเดือดร้อน 9,701 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 96,989 ไร่ ปัจจุบันทุกพื้นที่เข้าสู่สภาวะปกติ ยกเว้นอำเภอบางระกำ ที่แม่น้ำยม ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรน้ำท่วมขังนาน 3-4 เดือน
จากพบปะพูดคุยสอบปัญหาความเดือดร้อน ชาวบ้านแท่นนางงาม ต้องการให้รัฐบาลสร้างถนนสูงพ้นน้ำท่วม เพื่อไว้ใช้เป็นเส้นทางเข้าออกหมู่บ้าน เพราะน้ำท่วมทุกปี ลำบากทุกปี ถ้าทำถนนสูง น้ำไม่ท่วม ชาวบ้านจะไม่เดือดร้อนมาก อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาน้ำท่วมบางระกำอย่างยั่งยืน จะต้องเพิ่มพื้นที่ป่าหรือการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำยม ฝนที่ตกตอนบนลุ่มแม่น้ำยมต้องเก็บกักตามธรรมชาติให้มากที่สุด และไหลลงมาสู่พื้นที่ทุ่งบางระกำได้ช้าที่สุด
ชาวบ้านบางระกำพักอาศัยอยู่บ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูงกลางทุ่งนา ระดับน้ำใกล้ปริ่มพื้นบ้าน ยังพออยู่ได้ ไม่ถึงขั้นหนุนของ แต่สพาพน้ำท่วมเป็นเวิ้งเต็มไปหมด หากผู้ที่อยู่ตามชุมชุน บ้านชั้นเดียว น้ำท่วมมิด จำเป็นอพยพไปอยู่ตามไหล่ถนน คาดว่า ใช้เวลากินนอน 1 เดือนขึ้นไป
กรณีหมู่บ้านติดเกาะ จำต้องใช้เรือสัญจรเท่านั้น การเดินทางยิ่งลำบากขึ้นโดยเฉพาะเวลาค่ำคืน หากไม่จำเป็นก็ต้องออกไปไหน ชาวบ้านมักซื้อสิ่งอุปโภคบริโภคจำเป็นตุนไว้ 3-5 วันจึงค่อยใช้เรือออกไป ปัจจุบันมีเรือของ”ผู้ใหญ่เด๋อ” ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 10 ให้บริการชาวบ้านแท่นนางงามและหมู่ 11 บ้านใหม่กรุงทอง โดยให้บริการฟรีแก่ชาวบ้านสัญจรไปมา ยกเว้นยามค่ำคืน ซึ่งก็ทำให้วันนี้ชาวบ้าน ร้องต่อรัฐมตรีช่วยมหาดไทยว่า อยากได้ถนนสัญจร แม้น้ำจะท่ามนานแค่ไหนก็ตาม พร้อมขอเร่งรัดเงินเยียวยาค่าบ้านน้ำท่วมเร่งด่วนอีกด้วย










ร่วมแสดงความคิดเห็น