เช็กวิธีใช้ให้ดี! น้ำมันที่ใช้ประกอบอาหาร มีวิธีและประเภทที่แตกต่างกัน

1.น้ำมันคาโนลา

น้ำมันคาโนล่า (Canola Oil) เป็นน้ำมันพืชชนิดหนึ่งที่สกัดมาจากเมล็ดของต้นคาโนล่า น้ำมันชนิดนี้ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ เพราะเชื่อกันว่าอาจช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดและลดความเสี่ยงของโรคบางชนิด เนื่องจากมีปริมาณไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fat) อยู่สูง 

น้ำมันคาโนล่าประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fat) ประมาณ 64 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกรดไขมันที่เหลือจะเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fat) ประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ โดยไขมันในกลุ่มนี้จะรวมไปถึงกรดไขมันจำเป็น อย่างกรดไลโนเลอิก (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 6 ที่คุ้นเคยกันดี และยังมีกรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) ประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์

แม้ว่าชื่อจะเป็นไขมันที่ทำให้หลายคนกลัว แต่ไขมันเหล่านี้จะมีประโยชน์ต่อร่างกายหากรับประทานอย่างถูกวิธีและในปริมาณที่เหมาะสม ผู้ที่สนใจใช้น้ำมันชนิดนี้ในการปรุงอาหารจึงควรทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประโยชน์และโทษต่อสุขภาพ รวมถึงวิธีการใช้น้ำมันคาโนล่าอย่างปลอดภัยด้วย

ประโยชน์ของน้ำมันคาโนล่า

กรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นสารอาหารที่โดดเด่นของน้ำมันชนิดนี้ โดยประโยชน์ของไขมันชนิดนี้คือช่วยลดปริมาณไขมันชนิดที่เป็นอันตรายภายในเลือด อย่างไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) และไขมันทรานส์ ซึ่งอาจจะไปกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรังในระยะยาว อีกทั้งไขมันไม่อิ่มตัวยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดหัวใจ ช่วยให้หัวใจแข็งแรงและลดไขมันสะสมภายในร่างกาย ดังนั้น การได้รับไขมันไม่อิ่มตัวอย่างเหมาะสมอยู่เป็นประจำก็อาจช่วยต้านการอักเสบในร่างกาย เสริมสร้างสุขภาพหัวใจแข็งแรง และลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน เป็นต้น

นอกจากนี้ ไขมันไม่อิ่มตัวมักมีวิตามินอีเป็นส่วนประกอบ ซึ่งวิตามินอีเป็นสารอาหารจำเป็นและทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงอาจช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกายได้ นอกจากประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว น้ำมันคาโนล่าสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลายรูปแบบ ทั้งการปรุงอาหารแบบผัดหรือย่าง ใช้แทนน้ำสลัด หรือใช้แทนเนยและเนยเทียมในการอบขนม

ความเสี่ยงจากน้ำมันคาโนล่าที่ควรรู้ก่อนใช้

แม้ว่าประโยชน์ของน้ำมันคาโนล่าจะมีงานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นรองรับ แต่ก็ยังมีข้อโต้แย้งบางอย่างที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ นอกจากนี้ การบริโภคอย่างไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เกิดโรคได้เช่นกัน ผู้ใช้จึงควรทราบความเสี่ยงจากการรับประทานน้ำมันชนิดนี้ เช่น

ได้รับโอเมก้า 6 ในปริมาณสูงเกินไป

กรดไขมันโอเมก้า 6 หรือกรดไลโนเลอิกเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่หากได้รับในปริมาณมากเกินไปอาจส่งผลให้ระดับไขมันโอเมก้า 6 และโอเมก้า 3 อยู่ในระดับไม่สมดุล จากการศึกษาพบว่าเมื่อระดับไขมันทั้งสองชนิดนี้ไม่สมดุลอาจทำให้เกิดการอักเสบมากกว่าการต้านอักเสบ ซึ่งในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วน โรคหัวใจ และโรคอัลไซเมอร์ได้

มีไขมันทรานส์

แม้ว่าน้ำมันคาโนล่ามีไขมันดีสูงและเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ก็ยังมีส่วนประกอบไขมันทรานส์ที่เป็นตัวไปเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีภายในเลือดและอาจทำให้มีไขมันอุดตันในเส้นเลือด ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวานชนิดที่ 2

เป็นผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอ (GMO)

น้ำมันคาโนล่าส่วนใหญ่มักมาจากต้นคาโนล่าที่ได้รับการตัดแต่งพันธุกรรมหรือที่เรียกว่าพืช GMO ซึ่งการปลูกพืช GMO ส่วนใหญ่มักมีการใช้สารเคมีเพื่อควบคุมคุณภาพของผลผลิต จึงอาจทำให้มีสารปนเปื้อนมากับผลิตภัณฑ์ด้วย ทำให้ในปัจจุบันยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่าผลผลิตจากพืชที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมนั้นสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพได้หรือไม่

ประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจที่ยังไม่แน่ชัด

แม้ว่างานวิจัยหลายงานชี้ว่าน้ำมันคาโนล่าเป็นประโยชน์ต่อหัวใจและการไหลเวียนเลือด ช่วยต้านการอักเสบ และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ แต่ก็ยังมีการศึกษาที่ให้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม โดยพบว่าน้ำมันชนิดนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วนลงพุงในผู้ที่รับประทานเป็นประจำ นอกจากนี้ การศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของน้ำมันคาโนล่าบางชิ้นได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทที่ขายน้ำมันชนิดนี้ จึงทำให้ประโยชน์บางอย่างยังเป็นที่น่าสงสัย

วิธีบริโภคน้ำมันคาโนล่าอย่างปลอดภัย

คนจำนวนไม่น้อยเลือกใช้น้ำมันคาโนล่าเพราะประโยชน์ด้านสุขภาพ เพื่อความปลอดภัยและประโยชน์สูงสุด ควรใช้ตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • รับประทานน้ำมันคาโนล่าในปริมาณที่เหมาะสม แม้จะมีไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การได้รับมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดการสะสมภายในร่างกายได้เช่นกัน
  • รับประทานโอเมก้า 3 จากแหล่งอาหารอื่นเพิ่มเติม อย่างปลาทะเลหรือถั่วเปลือกแข็งเป็นประจำ เพื่อป้องกันภาวะไม่สมดุลของกรดไขมันโอเมก้า
  • เพื่อรักษาคุณภาพในการใช้ ควรใช้น้ำมันคาโนล่าให้หมดภายใน 3 เดือน และเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น ห่างจากแสงแดดและความร้อน

ข้อมูลจาก พบแพทย์

2.น้ำมันถั่วเหลือง

น้ำมันถั่วเหลือง คือ น้ำมันพืชที่ผ่านการสกัดจากเมล็ดถั่วเหลืองเพื่อให้ได้น้ำมันบริสุทธิ์ออกมา ด้วยคุณสมบัติของน้ำมันถั่วเหลืองที่เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง ช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกายในมนุษย์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงสรรพคุณต้านโรคบำรุงร่างกายอีกมากมาย ที่ใครหลายคนคงไม่เคยทราบมาก่อน

• ควบคุมคอเลสเตอรอล ตามที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นว่าน้ำมันถั่วเหลืองโดดเด่นด้านไขมันชนิดไม่อิ่มตัวในปริมาณสูง จึงทำให้น้ำมันถั่วเหลืองมีส่วนในการช่วยส่งเสริมกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย และช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกายได้ โดยพบว่าน้ำมันถั่วเหลืองสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในลำไส้ลงได้กว่า 10-15 เปอร์เซ็นต์ แน่นอนว่าข้อดีดังกล่าวจะช่วยให้ร่างกายรอดพ้นจากโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคที่เกี่ยวข้องระบบทางเดินเลือดลงได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

• กระตุ้นความจำ น้ำมันถั่วเหลืองประกอบด้วยวิตามินเค (Vitamin K) ที่สามารถช่วยปรับปรุงหรือบรรเทาอาการโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) ให้ดีขึ้นได้ ทั้งยังช่วยบำรุงระบบความจำต่อเซลล์ประสาทและสมองให้ทำงานได้ดีขึ้นด้วย

• เสริมสร้างกระดูก สืบเนื่องจากประโยชน์ของวิตามินเค นอกจากบำรุงสมองแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและแคลเซียมในกระดูกให้มากขึ้น จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนในอนาคตได้ ทั้งยังมีบทบาทในการช่วยไม่ให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ และเพิ่มความสามารถในการจับแคลเซียมเข้าไปใส่เอาไว้ในเนื้อกระดูกได้อีกด้วย

• บำรุงและสายตา น้ำมันถั่วเหลืองมีโครงสร้างของกรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3 Fatty Acid) มีส่วนช่วยลดผลกระทบที่ก่อให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม และโรคต้อกระจก พร้อมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระจากวิตามินอี (Vitamin E) ช่วยปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ผิวหนังไม่ให้เปราะบางมากขึ้น กระตุ้นการปรับปรุงผิวที่เสียหาย เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและช่วยขจัดอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดปัญหาด้านผิวพรรณต่างๆ เช่น มะเร็ง ริ้วรอยก่อนวัย

น้ำมันถั่วเหลือง นิยมนำมาผัด น้ำสลัด และมาการีน (อาหารที่ใช้ความร้อนปานกลาง)

ข้อมูลจาก Haijai

3.น้ำมันปาล์ม

น้ำมันปาล์มนั้น นอกจากจะมีคุณสมบัติดีเด่นด้านอุตสาหกรรมแล้ว ยังเป็นน้ำมันพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการดีเด่นอีกด้วย จากการวิจัยคุณสมบัติของน้ำมันปาล์มพบว่า น้ำมันปาล์มเป็นแหล่งรวมวิตามินอีในปริมาณสูงสุด เมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ วิตามินอีที่เรารู้จักประกอบไปด้วยโทโคฟิรอล (Tocopherol), โทโคไทรนอล (Tocotrienol) และอยู่ในรูปของแอลฟา เบต้า แกมมา และเดลตา ซึ่งโทโคฟิรอลนั้น เป็นสารต้นทางการออกซิไดซ์ตามธรรมชาติ คือ จะทำให้น้ำมันไม่เหม็นหืนง่าย ช่วยชะลอความแก่ ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ รักษาแผลไพไหม้ ผ่าตัด แผลงูสวัด และทำหน้าที่เป็นตัวกำจัดพิษในร่างกาย ความผิดปกติเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ และการแท้งลูก อีกทั้งยังปรากฏว่า น้ำมันปาล์มดิบมีสารเบต้าแคโรทีน เป็นสารที่ช่วยลดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ป้องกันโรคมะเร็งในเยื่อบุผิว ผนังเยื่อจมูก เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ช่วยยืดอายุความเป็นหนุ่มสาว ป้องกันการแก่เร็ว ช่วยการเจริญเติบโตของกระดูกอ่อน กระดูกและฟัน

นอกจากนี้น้ำมันปาล์มที่ได้จากเนื้อปาล์ม ยังประกอบไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวในปริมาณที่สมดุลมีกรดไขมันเป็นกรดเดี่ยว (Monounsaturated) คือ กรด Oleic 43% และกรดไขมันไม่อิ่มตัวหมู่ (Poly-Unsaturated) คือ Linoleic11% เป็นกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ซึ่งผลจากการวิจัยรายงานว่า Monounsaturated Fatty Acid หรือกรด Oleic นั้นสามารถลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ด้วย

น้ำมันปาล์ม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
1. น้ำมันปาล์ม ( Crude Palm Oil ) สกัดได้จากส่วนเปลือกสดของผลปาล์มน้ำมัน
2. น้ำมันเมล็ดในปาล์ม ( Crude Palm Kernel Oil ) สกัดได้จากเมล็ดในของผลปาล์มน้ำมัน

เราสามารถนำน้ำมันปาล์มไปประกอบอาหารได้ทุกชนิด ทั้งผัดและทอด โดยเฉพาะการทอดอาหารด้วยน้ำมันปาล์มจะทำให้อาหารกรอบนาน สีสันน่ารับประทานอาหาร และรสชาติดีกว่าการทอดด้วยน้ำมันชนิดอื่น

น้ำมันปาล์มและน้ำมันเมล็ดในปาล์ม ประมาณ 20% นำไปใช้ประโยชน์ในการผลิต สินค้าอุปโภค โดยผ่านกระบวนการทางเคมี ดังนี้

1. การผลิตกรดไขมันประเภทต่างๆ ทั้งกรดไขมันอิ่มตัวและกรดไขมันไม่อิ่มตัว เพื่อนำใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น
– กรดลอริก ใช้ทำเป็นเรซินในอุตสาหกรรมสี
– กรดปาล์มมิติก ใช้ในการเลี้ยงเชื้อราเพื่อสกัดเป็นยาปฎิชีวนะ ผสมกับกรดสเตียติคเพื่อทำเทียนไข
– กรดโอเลอิก ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ
– กรดสเตียริก ใช้ในการผลิตเครื่องสำอาง สบู่เด็ก ผสมกับกรดปาล์มมิติกเพื่อทำเทียนไข
– กรดลิโนเลอิก ใช้เป็นยาฉีดสำหรับลดไขมันในเส้นเลือด

 

2. การผลิตเมทธิลเอสเทอร์ เป็นสารที่ได้จากการทำปฎิกิริยาเคมีระหว่างน้ำมันปาล์มและเมทธิลเอสเทอร์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งในด้านพลังงาน (ไบโอดีเซล) หรือใช้เป็นสารสำหรับผลิตอนุพันธ์ของกรดไขมันประเภทต่างๆ
– Fatty Alcohol ใช้ประโยชน์ในการผลิต Sodium Alkyl Sulphates และ Sulphate ที่ใช้ผลิตผงซักฟอก
– Fatty Acid Amides มีคุณสมบัติช่วยกันน้ำ นิยมใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ การผลิตกระดาษ ไม้อัด โลหะ ยางฯ
– Fatty Amines ที่มีความสำคัญและนิยมใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ การผลิตพลาสติก น้ำมันหล่อสารควบคุมเชื้อราและเเบคทีเรีย

ข้อมูลจาก cpi-th

4.น้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าว เป็นน้ำมันที่สกัดได้จากรำข้าวและเมล็ดข้าว ส่วนใหญ่นิยมใช้ประกอบอาหารเป็นหลัก โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย เป็นต้น ด้วยคุณสมบัติของน้ำมันรำข้าวที่มีจุดเดือดสูงจึงเหมาะกับการประกอบอาหารประเภททอดหรือใช้ความร้อนสูง เนื่องจากไขมันในน้ำมันจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้ง่ายเมื่อผ่านอุณหภูมิสูง เพราะหากใช้น้ำมันจุดเดือดต่ำประกอบอาหารที่ใช้ความร้อนสูงจนเลยจุดเดือดของน้ำมันจะทำให้เกิดสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังมีการผลิตน้ำมันรำข้าวในรูปแบบของอาหารเสริมหรือใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

น้ำมันรำข้าวมักถูกกล่าวอ้างถึงคุณประโยชน์ต่อโรคต่าง ๆ มากมาย เช่น โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน ป้องกันมะเร็ง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน พัฒนาการทำงานของตับ ลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ อาการแพ้ของผิวหนัง ผื่นผิวหนังอักเสบ และอื่น ๆ ซึ่งการค้นคว้าในปัจจุบันค่อนข้างจำกัด แต่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่รศึกษาประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวต่อสุขภาพไว้บางส่วน ดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของน้ำมันรำข้าวที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรค

ภาวะคอเลสเตอรอลสูง น้ำมันรำข้าวมักได้รับการกล่าวถึงเกี่ยวกับคุณสมบัติในการลดไขมันในเลือด เนื่องจากมีสารสำคัญหลายตัว เช่น แกมมา โอไรซานอล (Gamma Oryzanol) เบต้า-ซิโตสเตอรอล (Beta-Sitosterol) โทโคไตรอีนอล (Tocotrienols) ซึ่งอาจมีส่วนสำคัญในกระบวนการสลายไขมันและยับยั้งเอ็นไซม์ HMG-CoA Reductase โดยเป็นตัวช่วยในเรื่องการสังเคราะห์ไขมันในร่างกาย

จากการศึกษาคุณสมบัติของน้ำมันรำข้าวสูตรผสม (น้ำมันรำข้าวผสมกับน้ำมันเมล็ดคำฝอยในอัตราส่วน 70: 30) ต่อการลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของผู้ป่วยภาวะไขมันในเลือดสูง จำนวน 80 คน เป็นเวลา 3 เดือน โดยผู้ป่วยกลุ่มทดลองได้รับน้ำมันรำข้าวผสมในปริมาณ 1 ลิตรต่อคนต่อเดือน ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เช่น เพิ่มการออกกำลังกายและมีผู้ให้คำปรึกษาด้านอาหาร ในขณะที่อีกกลุ่มควบคุมได้รับน้ำมันชนิดอื่น ผลปรากฏว่า กลุ่มทดลองมีระดับไขมันในเลือดชนิดไม่ดีและระดับไขมันรวมลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่งชี้ให้เห็นว่า น้ำมันรำข้าวสูตรผสมและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันช่วยลดระดับไขมันในเลือดลง และอาจช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุลอื่น

เช่นเดียวกับการศึกษาผลของน้ำมันรำข้าวต่อระดับไขมันในอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี จำนวน 9 คน อายุระหว่าง 42-57 ปี โดยได้รับน้ำมันรำข้าวปริมาณ 75 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง เป็นระยะเวลา 50 วัน จากนั้นเปรียบเทียบผลการตรวจเลือดก่อนและหลังการทดลองจบลง ผลพบว่า ระดับไขมันชนิดไม่ดี ไขมันรวม ไขมันชนิดวีแอลดีแอล (VLDL) และไตรกลีเซอไรด์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงเชื่อว่าน้ำมันรำข้าวมีส่วนช่วยในการลดไขมันอย่างเห็นได้ชัด สอดคล้องกับอีกการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของน้ำมันรำข้าวในอาหารต่อระดับไขมันในเลือดของผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงจำนวน 14 คน โดยให้รับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมันรำข้าวผสมกับน้ำมันชนิดอื่น (น้ำมันรำข้าวคิดเป็น 1 ส่วน 3 ของไขมันในอาหาร) ต่อมาจึงได้รับน้ำมันผสมที่มีองค์ประกอบของกรดไขมันคล้ายกับของน้ำมันรำข้าว โดยศึกษาเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 10 สัปดาห์ ปรากฏว่า ขณะที่รับประทานน้ำมันรำข้าวมีระดับไขมันรวมและไขมันชนิดไม่ดีในเลือดลดลงกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการรับประทานน้ำมันอีกชนิด แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันชนิดดี น้ำมันรำข้าวจึงอาจช่วยลดระดับไขมันในเลือดของคนที่มีสุขภาพดีได้

จากข้อมูลตามข้างต้นชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าน้ำมันรำข้าวอาจมีส่วนช่วยลดระดับไขมันชนิดไม่ดีและระดับไขมันรวมในเลือดลง แต่ยังไม่สามารถสรุปว่าช่วยลดไขมันชนิดอื่นได้แน่ชัด อย่างไรก็ตาม ควรมีการควบคุมการรับประทานอาหารและออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย

ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง น้ำมันรำข้าวมีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น กลุ่มโทโคฟีรอล (Tocopherols/Tocotrienols) และแกมมา โอไรซานอล ซึ่งช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื่นและมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ จึงมักใช้ประโยชน์ในการผลิตเป็นยาทาผิวหนังภายนอก เป็นส่วนผสมของครีมกันแดด ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอย รวมไปถึงใช้รักษาโรคทางผิวหนัง ผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนัง มีผิวอ่อนแอและสูญเสียน้ำได้ง่าย จึงอาจได้รับประโยชน์จากการรักษา

จากการศึกษาประสิทธิภาพของน้ำมันรำข้าวต่อการรักษาโรคทางผิวหนังในอาสาสมัครที่มีสภาพผิวปกติ จำนวน 17 คน และเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง จำนวน 5 คน และผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ไม่มีผื่นที่แขน จำนวน 4 คน เพื่อทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์ อาการระคายเคือง และช่วยคงความชุ่มชื้นของผิว โดยก่อนเริ่มการทดลอง 2 ชั่วโมง จะมีการทำความสะอาดผิวหนังด้วยสบู่อ่อน ๆ ก่อนทาผลิตภัณฑ์สูตรเฉพาะที่มีส่วนผสมของน้ำมันรำข้าว 10% และส่วนผสมอื่นบริเวณต้นแขนและถูเป็นวงกลมประมาณ 20 วินาที จากนั้นจึงปล่อยทิ้งและวัดผลทุก 30 นาที 60 นาที 90 นาที 120 นาที และ 150 นาที ผลพบว่า ผลิตภัณฑ์ทาผิวที่มีส่วนผสมจากน้ำมันรำข้าว 10% มีความคงตัวได้ดีและก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่ำ เมื่อนำไปทาที่ผิวหนังยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของผิวและรักษาค่าพีเอชของผิวตามปกติ (pH) ซึ่งการทดลองนี้ชี้ว่า น้ำมันรำข้าวอาจมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคทางผิวหนังอย่างโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังหรือโรคสะเก็ดเงิน

โรคเบาหวาน น้ำมันรำข้าวมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่อาจช่วยกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินในผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ให้ดีขึ้น จึงมีแนวคิดในการนำมาใช้เพื่อรักษาโรคเบาหวาน จากงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของน้ำมันรำข้าวผสมกับน้ำมันงาต่อภาวะน้ำตาลสูงในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 300 คนและคนที่ระดับน้ำตาลในเลือดปกติ จำนวน 100 คน เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติได้รับน้ำมันสูตรผสม กลุ่มที่ 2 เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานได้รับน้ำมันสูตรผสมเช่นเดียวกัน กลุ่มที่ 3 เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานได้รับยาไกลเบนคลาไมด์ ขนาด 5 มิลลิกรัมต่อวัน และกลุ่มที่ 4 ผู้ป่วยโรคเบาหวานได้รับยาไกลเบนคลาไมด์ ขนาด 5 มิลลิกรัมต่อวันควบคู่กับน้ำมันสูตรผสม ซึ่งกลุ่มที่ได้รับน้ำมันสูตรผสมจะได้รับการแนะนำให้ใช้เป็นน้ำมันทำอาหาร จากนั้นจึงวัดผลระดับน้ำตาลในสัปดาห์ที่ 4 และ 8 ผลพบว่า กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับน้ำมันสูตรผสม ได้รับยาไกลเบนคลาไมด์ หรือได้รับน้ำมันสูตรผสมควบคู่กับยาไกลเบนคลาไมด์มีระดับน้ำตาลในเลือดลงอย่างมีนัยสำคัญ ข้อสรุปของการศึกษานี้ชี้ว่า น้ำมันสูตรผสมระหว่างน้ำมันรำข้าวผสมกับน้ำมันงาเป็นน้ำมันทำอาหารสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดสูงของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2

อย่างไรก็ตาม การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งกลับได้ผลลัพธ์ตรงข้าม ในการทดลองได้ให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 35 คน รับประทานน้ำมันรำข้าวสูตรผสมในนมดัดแปลง 250 มิลลิลิตร (ประกอบด้วยน้ำมันรำข้าว 18 กรัม) เปรียบเทียบกับยาหลอก 250 มิลลิลิตร (เป็นน้ำมันจากถั่วเหลืองผสมในนมดัดแปลง ประกอบด้วยน้ำมันถั่วเหลือง 18 กรัม) เป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ และวัดผลเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง ปรากฏว่า กลุ่มที่รับประทานน้ำมันรำข้าวสูตรดัดแปลงมีระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารและหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่รับประทานยาหลอก จึงมีแนวโน้มว่าน้ำมันรำข้าวอาจไม่ส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตและเพิ่มกลุ่มการทดลองให้มากขึ้น เพื่อช่วยยืนยันผล

โรคความดันโลหิตสูง น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันอีกชนิดที่นิยมนำมาใช้รับประทานและประกอบอาหาร เพราะอุดมไปด้วยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเชื่อว่ามีส่วนช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ที่เป็นผลเกี่ยวข้องมาจากการรับประทานอาหาร

จากการศึกษาผลการใช้น้ำมันสูตรผสมจากน้ำมันรำข้าวที่มีสารแกมมา โอรีซานอล (Y-Oryzanol ) 80% และน้ำมันงาสกัดเย็นที่มีสารลิกแนน (Lignans) 20% เป็นน้ำมันปรุงอาหารในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ไม่รุนแรง จำนวน 300 คน เป็นระยะเวลา 60 วัน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตใช้น้ำมันสูตรผสมจากน้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันปรุงอาหารเพียงอย่างเดียว กลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตที่รักษาด้วยยาไนเฟดิปีน (Nifedipine) 20 มิลลิกรัมต่อวัน กลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ใช้น้ำมันสูตรผสมจากน้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันปรุงอาหารควบคู่กับยาไนเฟดิปีน 20 มิลลิกรัมต่อวัน และเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่มีความดันโลหิตปกติ จำนวน 100 คน ซึ่งมีการวัดความดันโลหิตก่อนเริ่มการทดลอง วันที่ 15 วันที่ 30 วันที่ 45 วันที่ 60 ผลพบว่า กลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้น้ำมันสูตรผสมจากน้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันปรุงอาหารควบคู่กับการใช้ยาไนเฟดิปีนมีความดันโลหิตลดลงมากที่สุด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการใช้น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันปรุงอาหารอาจช่วยลดความดันโลหิตลงและอาจช่วยเสริมฤทธิ์ยารักษาโรคความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคนี้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังจำกัดเฉพาะในคนกลุ่มหนึ่ง ผลการทดลองยังไม่อาจยืนยันประสิทธิภาพของน้ำมันรำข้าวในการลดความดันโลหิตได้อย่างแน่ชัด ยังคงต้องศึกษาเพิ่มมากขึ้น

เพิ่มกล้ามเนื้อ มีการกล่าวอ้างถึงสารแกมมา โอไรซานอลในน้ำมันรำข้าวว่ามีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับนักเพาะกายและนักกีฬา ทำให้เชื่อกันว่าการรับประทานน้ำมันรำข้าวน่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อของร่างกาย

จากการศึกษาประสิทธิภาพและคุณค่าทางโภชนาการของสารแกมมา โอไรซานอลจากอาหารเสริมในผู้ชายสุขภาพดี จำนวน 30 คน กลุ่มแรกได้รับประทานอาหารเสริมที่มีสารแกมมา โอไรซานอล 600 มิลลิกรัม และอีกกลุ่มได้รับประทานยาหลอก เพื่อเปรียบเทียบผลในช่วง 9 สัปดาห์ โดยทั้ง 2 กลุ่มรับประทานอาหารเสริมหรือยาหลอกหลังการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องวันละ 1 ชั่วโมงเป็นระยะเวลา 4 วันต่อสัปดาห์ ผลพบว่า สารแกมมา โอไรซานอลอาจช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่ทั้ง 2 กลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในด้านอื่น ๆ จากการศึกษาจึงชี้ให้เห็นว่าสารแกมมา โอไรซานอลไม่ได้มีผลต่อการเพิ่มกล้ามเนื้อ ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาในกลุ่มทดลองอื่นและมีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น นักกีฬาที่มีการฝึกซ้อมเป็นประจำ นักกีฬาผู้หญิง ผู้ป่วยที่มีอาการล้าของกล้ามเนื้อ เพื่อหาหลักฐานที่เพียงพอต่อการสรุปผลมากขึ้น

ความปลอดภัยของน้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าวหรือสารสกัดจากน้ำมันรำข้าวอาจส่งผลข้างเคียงเล็กน้อยในบางราย แต่โดยทั่วไปค่อนข้างปลอดภัยในการรับประทานหรือใช้ทาที่ผิวหนังเมื่อใช้ในปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสม
หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำมันรำข้าวในปริมาณมาก เพราะยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัย
สารแกมมา โอไรซานอลอาจส่งผลให้การทำงานของไทรอยด์ลดต่ำลง ผู้ที่มีโรคขาดไทรอยด์ฮอร์โมน (Hypothyroidism) หรือมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์อื่น ๆ ไม่ควรรับประทานน้ำมันรำข้าว โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ก่อน
ผู้ป่วยโรคไตหรือมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของไตควรหลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำมันรำข้าว เนื่องจากกรดไฟติก (Phytic Acid) ในเมล็ดข้าวอาจส่งผลให้การทำงานของไตแย่ลง

ข้อมูลจาก พบแพทย์

5.น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน

น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน (sunflower seed oil) เป็นน้ำมันพืชที่สกัดจากเมล็ดของดอกทานตะวัน (sunflower) น้ำมันดอกทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว โดยเฉพาะกรด กรดลิโนเลอิก (linoleic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดที่จำเป็น (essential fatty acid) ในกลุ่มโอเมกา-6 ปริมาณสูง เป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งของวิตามินอี (vitamin E) หรือโทโคฟีรอล โดยเฉพาะแอลฟ่า-โทโคฟีรอลที่ดี โดยพบในปริมาณ 45 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม

น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน เหมาะสำหรับการ ปรุงอาหารประเภทผัด หรือที่ใช้ความร้อนสูงในเวลาไม่นานนัก แต่ไม่เหมาะที่ใช้เป็นน้ำมันสำหรับการทอด (frying)

น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยัง ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เนยเทียม (margarine) น้ำมันสลัด

กากเมล็ดทานตะวันหลังจากสกัดน้ำมันแล้ว จะมีโปรตีนร้อยละ30-40 นำไปเป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์

น้ำมันดอกทานตะวันทำมาจากเมล็ดทานตะวัน

Best for: the latest advice says we should avoid altogether
Worst for: cooking or frying at high temperatures
smoke point of 440-450˚
มีการนำน้ำมันดอกทานตะวันมาใช้ทางการแพทย์ได้แก่ แก้ท้องผูก ลดไขมันคอเลสเตอรอล ใช้ทาผิวหนังเพื่อรักษาโรคผิวหนังเช่น skin for poorly healing wounds, skin injuries, psoriasis, and arthritis; and as a massage oil.

ประโยชน์ของน้ำมันดอกทานตะวัน

ลดไขมันคอเลสเตอรอล และไขมัน LDL ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดี
สำหรับผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็ง หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแดงแข็งการใช้น้ำมันดอกทานตะวันอาจจะลดไขมันได้ผลไม่ดี
ใช้น้ำมันดอกทานตะวันทาผิวหนังเป็นเวลา 6 สัปดาห์จะรักษาโรคฮ่องกงฟุต
น้ำมันดอกทานตะวันอาจจะมีประโยชน์ในโรคต่อไปนี้

โรคความดันโลหิตสูงเมื่อเทียบกับน้ำมันมะกอกพบว่าน้ำมันมะกอกลดระดับความดันได้ดีกว่า

หลักฐานไม่เพียงพอสำหรับ:
โรคหลอดเลือดแข็ง Atherosclerosis พบว่าน้ำมันดอกทานตะวันที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าน้ำมันปลาเพื่อลดคราบในหลอดเลือดแดงของคนที่มีโรคหลอดเลือดแดงแข็ง

โรคข้ออักเสบ

เช่น Reiter’s syndrome โรค รูมาตอยด์ (RA) พบว่าไม่ได้ผลในแง่การรักษา

ผลข้างเคียงน้ำมันดกทานตะวัน

หากใช้น้ำมันดอกทานตะวันเพื่อเป็นอาหารหรือใช้ทาตามผิวหนังไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรง

ข้อควรระวังพิเศษ
การตั้งครรภ์และให้นมบุตร
ไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือพอที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้น้ำมันดอกทานตะวันถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เพื่อความปลอดภัยให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันดอกทานตะวัน

ผู้ที่มีโรคภูมิแพ้กับต้นตระกูล ragweed
พืชในตระกูลนี้ได้แก่ ragweed เบญจมาศ, ดอกดาวเรือง, ดอกเดซี่และอื่น ๆ อีกมากมาย หากคุณแพ้พืชตระกูลนี้ก็มีโอกาศแพ้ดอกทานตะวัน

โรคเบาหวาน
อาหารทีมีน้ำมันดอกทานตะวันสูงดูเหมือนว่าจะเพิ่มอินซูลินและระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง

น้ำมันดอกทานตะวันเป็นไขมันบริสุทธิ์ซึ่งหมายความว่ามันควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ น้ำมันดอกทานตะวันที่มีกรดไขมันโอเลอิกสูงเป็นน้ำมีที่มีผลดีต่อสุขภาพ น้ำมันดอกทานตะวันมีมี 40 แคลอรี่ต่อน้ำมัน 1 ช้อนชาและมีปริมาณไขมัน 4.5​​ กรัม สมาคมโรคหัวใจอเมริกันแนะนำว่าการรับประทานไขมันไม่ควรเกินไม่เกินร้อยละ 25 ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณแคลอรี่ในชีวิตประจำวันของคุณซึ่งจะเป็นปริมาณไขมันประมาณ 55-75 กรัม กรมวิชาการเกษตรสหรัฐฯให้คำแนะนำการ จำกัด การบริโภคน้ำมันรายวันทั้งหมดของคุณไม่เกิน 5-7 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งรวมถึงน้ำมันที่พบตามธรรมชาติในอาหารเช่นถั่วและเมล็ดพืช

ประเภทของน้ำมันดอกทานตะวัน
สมาคมดอกทานตะวันได้แบ่งน้ำมันดอกทานตะวันไว้เป็นสี่ชนิดตามชนิดและปริมาณของกรดไขมันในน้ำมันอดกทานตะวัน โดยการผสมพันธ์เพื่อให้เมล็ดทานตะวันมีน้ำมันขนิดต่างๆ

น้ำมันดอกทานตะวันที่มีกรดไขมัน Linoleic สูง น้ำมันชนิดนี้เป็นน้ำมันที่ผลิตมาหลายปี ปัจจุบันมีการใช้น้อยลงเนื่องจากมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูงซึ่งไม่สามารถใช้ทอดอาหารได้ ดอกทานตะวันที่น้ำมาทำน้ำมันให้มีปริมาณน้ำ oleic ต่อ linoleic ต่อ ไขมันอิ่มตัวเท่ากับ 21ต่อ68ต่อ11
NuSun หรือ Mid -Oleic เป็นน้ำมันที่ผลิตกันเป็นจำนวนมากและนิยมใช้ในอเมริกาและแคนาดา น้ำมันชนิดนี้เกิดจากการปรับปรุงพันธ์ดอกทานตะวันให้มีปริมาณน้ำ oleic ต่อ linoleic ต่อ ไขมันอิ่มตัวเท่ากับ 65ต่อ26ต่อ9 ทำให้มีความคงทนต่อความร้อนใช้ทอดหรือผัดอาหารได้ และสามารถเก็บได้นาน
น้ำมันทานตะวัน High Oleic เป็นน้ำมันที่ได้จากดอกทานตะวันที่มีการปรับปรุงพันธ์จนได้กดรไขมัน Oleic อย่างน้อย 80% ทำให้น้ำมันชนิดนี้มีความคงทนและรสชาติดี
High Stearic /High Oleic มีการพัฒนาดอกทานตะวันให้มีการผลิตน้ำมันที่มี oleic:stearic:linoleic:orther=72:18:5:5 น้ำมันชนิดนี้เหมาะสมที่จะใช้รับประทานอาหาร
ดังนั้นหากท่านจะใช้น้ำมันทานตะวันเพื่อประกอบอาหารท่านจะต้องอ่านฉลากอาหารก่อนซื้อ

ระวัง ไขมันทรานส์ Trans fat
ขบวนการผลิตน้ำมันดอกทานตะวันบางครั้งมีการเติม ไฮโดรเจน Hydrogenation เพื่อทำให้น้ำมันมีความคงทน รสชาติดีขึ้นแต่ข้อเสียคือเกิดน้ำมันทรานส์ซึ่งเป็นไขมันที่มีผลเสียต่อสุขภาพทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

การใช้น้ำมันดอกทานตะวัน
น้ำมันดอกทานตะวันมีกลิ่นหรือรสชาติไม่มากจึงเหมาะสำหรับนำมาปรุงอาหารที่ต้องการให้เกิดรสชาติดั่งเดิมของอาหาร ทั้งการทอด การผัด

เมล็ดทานตะวันและน้ำมัน
เมล็ดทานตะวันมีอยู่สองชนิดคือ

เมล็ดทานตะวันที่มีน้ำมัน ใช้สำหรับนำมาผลิตน้ำมัน
เมล็ดทานตะวันที่ไม่มีไขมันเหมาะสำหรับนำไปเลี้ยงสัตว์
น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันได้จากการสกัดจากเมล็ดทานตะวัน น้ำมันดอกทานตะวันสีเหลืองอำพันมีกลิ่นและรสชาติไม่แรง น้ำมันทานตะวันที่ผ่านการกลั่นจะมีสีเหลืองอ่อนสี กลิ่นและรสชาติไม่แรง แต่จะมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน polyunsaturated fat เป็นปริมาณมาก เป็นเบามากที่มีเนื้อหาสูงของไขมันไม่อิ่มตัวน้ำมันดอกทานตะวันมักจะเป็นที่ต้องการมากกว่าน้ำมันอื่น ๆ เช่นคาโนลา, ดอกคำฝอย,

ดอกทานตะวันน้ำมันประโยชน์:
ประโยชน์ของน้ำมันดอกทานตะวันเป็นส่วนเกิน ลองมาดูที่ผลประโยชน์ที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผิวผมและสุขภาพ:

ประโยชน์ของน้ำมันดอกทานตะวัน

น้ำมันดอกทานตะวันมีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ส่งเสริมสุขภาพและลดไขมันในเลือด

1.ผลต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด น้ำมันดอกทานตะวันอุดมไปด้วยโคลีนกรดฟีนอลซึ่งมีผลดีต่อหัวใจ และหลอดเลือดน้ำมันดอกทานตะวันมีวิตามินอีสูงกรดไขมันอิ่มตัวต่ำ นอกจากนั้นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูงจะลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
2.ป้องกันโรคข้ออักเสบ น้ำมันดอกทานตะวันช่วยในการป้องกันโรคไขข้ออักเสบ
3.การป้องกันของโรคหอบหืดและโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ น้ำมันดอกทานตะวันมีวิตามินอีมากกว่าน้ำมันปรุงอาหารอื่น ๆ ดังนั้นการใช้น้ำมันนี้ในอาหารของคุณจะทำให้คุณป้องกันโรคหอบหืดและโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
4.การป้องกันโรคมะเร็งอื่น ๆ สาร carotenoids ที่พบในน้ำมันดอกทานตะวันจะช่วยในการป้องกันมดลูกปอดและมะเร็งผิวหนัง นอกจากนี้น้ำมันดอกทานตะวันมีวิตามิน A ช่วยในการป้องกันการเกิดต้อกระจก
5.ช่วยลดคอเลสเตอรอล น้ำมันดอกทานตะวันอุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่เหมาะสมทำให้ระดับ LDL / HDL (คอเลสเตอรอลที่ดี) อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งจะลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด น้ำมันดอกทานตะวันยังมีเลซิตินที่ช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอล ไขมันอิ่มตัวที่พบในน้ำมันอื่น ๆทำให้ระดับไขมันคอเลสเตอรอลสูง LDL (คอเลสเตอรอลที่ไม่ดี) ระดับ นี้ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพเช่นเส้นเลือดอุดตันที่หลอดเลือดปวดข้อ
6.ต่อสู้อนุมูลอิสระ น้ำมันดอกทานตะวันทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มันเป็นที่อุดมไปด้วยวิตามินอีหรือวิตามินอีที่ช่วยในการ neutralizing อนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดมะเร็ง อนุมูลอิสระทำลายเซลล์และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
การซ่อมแซมร่างกาย น้ำมันดอกทานตะวันยังมีโปรตีนที่มีความสำคัญสำหรับการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อและการผลิตฮอร์โมนและเอนไซม์ ร่างกายของเราต้องใช้จำนวนเงินที่สูงของโปรตีน เนื่องจากร่างกายไม่เก็บโปรตีนพวกเขาจะต้องมีการบริโภคและน้ำมันดอกทานตะวันตอบสนองความต้องการนี้
7.ป้องกันการติดเชื้อของทารกน้ำมันดอกทานตะวันจะเป็นประโยชน์ในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในทารก ที่คลอดก่อนกำหนด หรือทารกที่มีน้ำหนักตัวน้อย เนื่องจากภูมิคุ้มกันเด็กยังไม่ดี น้ำมันดอกทานตะวันทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันและป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนัง
8.ระบบประสาทและสุขภาพ วิตามินบีของน้ำมันดอกทานตะวันส่งเสริมระบบประสาทสุขภาพดี ระบบย่อยอาหารดี และเป็นแหล่งที่ดีของพลังงาน
9.การลดลงของปัญหาหัวใจ น้ำมันดอกทานตะวันมีซีลีเนียมที่เป็นประโยชน์ในการลดความเสี่ยงของปัญหาการเต้นของหัวใจและความเสื่อมโทรมของตับ ซีลีเนียมในเลือดของคุณยังช่วยการลดความเสี่ยงของมะเร็งปอดและมะเร็งผิวหนัง

ผลประโยชน์อื่น ๆ

1.โฟเลตหรือโฟลิกกรดที่พบในน้ำมันดอกทานตะวันจะช่วยในการผลิตเซลล์ใหม่
แมกนีเซียมช่วยป้องกันการปวดกล้ามเนื้อ
2.ในขณะที่โพรไบโอผ่อนคลายสมองและส่งเสริมการนอนหลับโดยการช่วยในการผลิตสารสื่อประสาทซีโรโทนิ
น้ำมันดอกทานตะวันกับสุขภาพผิวหนัง
3.น้ำมันทานตะวันมีฤทธิ์สมานผิว ให้ความชุมชื่น มีสารอาหารสำหรับผิวหนังครบถ้วน และมีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงได้มีการนำน้ำมันทานตะวันมาใช้ในการดูแลผิวหนัง

เนื่องจากคุณสมบัติทำให้ผิวนวลของน้ำมันดอกทานตะวันจะช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื้น
การใช้น้ำมันดอกทานตะวันเป็นโลชั่นบนผิวของทารกที่เกิดก่อนวัย หรือทารกที่มีน้ำหนักตัวน้อยจะลดการติดเชื้อที่ผิวหนังลงได้ร้อยละ14
น้ำมันทานตะวันมีวิตามินอีสูงซึ่งจะป้องกันผิวหนังเสียหายจากแสงแดด และยังป้องกันแผลเป็นและตีนกา
น้ำมันดอกทานตะวันสูงมากในวิตามินอีในการเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอื่น ๆ เช่นน้ำมันอัลมอนด์หรือเชียบัตเตอร์ วิตามินอีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ผิวจากแสงอัลตราไวโอเลตหรือรังสี UVA จากดวงอาทิตย์
วิตามินอีช่วยเพิ่มลักษณะและสุขภาพผิวของคุณโดยกาู่
น้ำมันดอกทานตะวันยังอุดมไปด้วยวิตามิน A, C และ D และ carotenoids มีสุขภาพดีและแว็กซ์ซึ่งเป็นเกราะป้องกันผิว ดังนั้นน้ำมันนี้มีประสิทธิภาพในการรักษาสิว
เบต้าแคโรทีเป็นสีมั่งคั่งสารประกอบที่ละลายในไขมันที่สามารถแปลงเป็นวิตามิน A การรับประทานน้ำมันดอกทานตะวันจะลดการเสื่อมของผิวหนังจากแสงแดด
สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันดอกทานตะวันจะป้องกันริ้วรอยก่อนวัยอันควร ชลอการเสื่อมของผิวหนังก่อนวัย ลดการเกินตีนกา รอยเหยี่ยวย่น
น้ำมันดอกทานตะวันจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการเก็บรักษาความชุ่มชื้นของผิวของคุณและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง ทำให้ผิวของคุณนุ่มและขจัดเซลล์ที่ตายแล้วและสิ่งสกปรก

น้ำมันดอกทานตะวันกับสุขภาพผม
น้ำมันดอกทานตะวันมีผลต่อการเพิ่มความชุ่มชื้นในเส้นผมของคุณได้เป็นอย่างดี หลากหลายของสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระร่วมกับกรดไขมันที่จำเป็นทำให้มันเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผมของคุณ ต่อไปนี้เป็นประโยชน์ของน้ำมันดอกทานตะวันสำหรับผม

เนื่องจากน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันไม่เหนียวและไม่มีกลิ่นจะทำให้นุ่มผมและเพิ่มความเงางาม ช่วยในการควบคุมความแห้งกร้านและความเสียหายและทำให้เส้นผมของคุณจัดทรงได้ง่าย
น้ำมันอเนกประสงค์นี้ยังคงความมันวาวของเส้นผมและเนื้อสัมผัสและสามารถใช้เป็นครีมธรรมชาติ
น้ำมันดอกทานตะวันสามารถนำไปใช้และนวดบนหนังศีรษะของคุณก่อนที่จะอาบน้ำสัปดาห์ละครั้ง
น้ำมันดอกทานตะวันจะช่วยในเครื่องผมมันเยิ้ม มันบำรุงเส้นผมและป้องกันไม่ให้แตก
น้ำมันดอกทานตะวันเป็นแหล่งสำคัญของกรดแกมมาไลโนเลนิอัลฟา (GLA) ซึ่งจะช่วยใหผมดกงาม ใช้รักษาภาวะผมร่วง

ไขมัน
น้ำมันดอกทานตะวันจะมีไขมันอิ่มตัวในปริมาณน้อย แต่มีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเป็นจำนวนมาก Linoleic เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนโดยเฉพาะ omega-6 fatty acids ซึ่งจะทำให้เส้นผมแข็งแรง และการซ่อมแซม ส่วน oleic เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวซึ่งจะช่วยในเรื่องความจำ การป้องกันมะเร็ง ลดความดันโลหิต ได้มีการศึกษาพบว่าการรับประทานน้ำมันมะกอกจะลดคอเลสเตอรอล

สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น Vitamin E, betaine, phenolic acid, choline arginine and lignans สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้จะป้องกันการเกิดมะเร็ง เพิ่มความจำ การรับประทานน้ำมันทานตะวันปริมาณที่เหมาะสมจะเป็นผลดีต่อสุขภาพ การรับประทานน้ำมันทานตะวัน(omega-6 fatty acids)มากไปอาจจะทำให้ระดับอินซูลิน และน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นและเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนั้นยังเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก.

ข้อเสนอแนะ
เนื่องจากน้ำมันทานตะวันมีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด ดังนั้นท่านต้องอ่านฉลากอาหารก่อนซื้อ
น้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนมากไม่ควรจะใช้ปรุงอาหารเนื่องจากมี omega-6 fatty acids มากซึ่งอาจจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพ เช่นการเกิดเบาหวาน การเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง

การเลือกน้ำมันทานตะวันเพื่อการทอดจะต้องเลือกน้ำมันที่มี oleic สูงเนื่องจากทนความร้อนได้ดี
หากเลือกน้ำมันทานตะวันที่ถูกต้องจะสามารถลดคอเลสเตอรอล ลดการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ
น้ำมันดอกทานตะวันจะมีประโยชน์ต่อผิวหนังและผม

ข้อมูล siamhealth

6.น้ำมันถั่วลิสง

น้ำมันถั่วลิสง คือน้ำมันพืชชนิดหนึ่งที่ผลิตมาจากถั่วลิสงที่เราคุ้นตากันนั่นเอง โดยมีกลิ่นและกรดไขมันเฉพาะตัวที่เหมาะสำหรับการนำมาประกอบอาหารเป็นอย่างมาก ช่วยชูรสชาติให้กับเมนูอาหารต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แต่หลายปีที่ผ่านมานั้น น้ำมันถั่วลิสงมักจะถูกคิดว่าเป็นน้ำมันที่มีคอเลสเตอรอลสูงอันเป็นสาเหตุของโรคอ้วน และอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ แต่ในความจริงแล้ว น้ำมันชนิดนี้กลับมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการอย่างมาก ซึ่งเราจะพาคุณไปติดตามดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของน้ำมันถั่วลิสง
น้ำมันถั่วลิสงในจำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงานทั้งหมด 45 แคลอรี ซึ่งเป็นไขมันทั้งหมด 4.8 กรัม ประกอบไปด้วยไขมันอิ่มตัว 0.7 กรัม ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 1.9 กรัม และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 1.5 กรัม อุดมไปด้วยวิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค โพแทสเซียม ไอโอดีน และกรดต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น Myristic acid, Palmitic acid, Stearic acid, Oleic acid, Linoleic acid, Linolenic acid, Arachidic acid และ Behenic acid ซึ่งล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น

ประโยชน์ของน้ำมันถั่วลิสง
ถั่วลิสงที่ว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายแล้ว เชื่อหรือไม่ว่าในส่วนของน้ำมันถั่วลิสงก็อุดมไปด้วยประโยชน์ที่มีดีต่อร่างกายไม่แพ้กัน เราไปดูกันว่ามีดีต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง

ช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด น้ำมันถั่วลิสงอุดมไปไขมันดีที่ช่วยกระตุ้นต่อมหมวกไต ถุงน้ำดี และฮอร์โมนต่างๆ โดยสามารถดึงเอาไขมันไปใช้งานได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ไขมันดีในน้ำมันถั่วลิสงจะเข้าไปเพิ่มไขมันดีในเลือด (HDL) ช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน คอเลสเตอรอลสูง และเส้นเลือดตีบ

ป้องกันรักษาโรคหัวใจ น้ำมันถั่วลิสงมีส่วนช่วยในการป้องกันและรักษาโรคหัวใจให้กับคุณได้ เนื่องจากน้ำมันถั่วลิสงมีส่วนประกอบของกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวในปริมาณที่เหมาะสม จึงทำให้ไขมันไม่ไปอุดตันการทำการของระบบเลือดและระบบหัวใจ หัวใจจึงแข็งแรงและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับหัวใจลงได้
ระบบขับถ่ายดีขึ้น น้ำมันถั่วลิสงมีสรรพคุณในการดูแลระบบขับถ่ายให้เป็นปกติยิ่งขึ้น ช่วยแก้ปัญหาด้านการขับถ่ายต่างๆ เช่น ท้องผูก ถ่ายยาก ท้องเสีย หรืออุจจาระไม่สุด โดยสามารถรับประทายน้ำมันถั่วลิสงอย่างเป็นประจำ ก็จะช่วยปรับสมดุลและเสริมสร้างระบบขับถ่ายให้กลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติยิ่งขึ้น

ลดอาการปวดไมเกรน ผลการวิจัยจากหลายสถาบันทางการแพทย์ทำให้พบว่า พลังงานจากไขมันของน้ำมันถั่วลิสงนั้นสามารถช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น จนทำให้สามารถลดอาการปวดไมเกรนหรืออาการปวดหัวต่างๆ เสริมระบบก้านสมองให้สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ กระตุ้นการทำงานของสมองให้ดีขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดไมเกรนลงได้

ไอเดียการใช้น้ำมันถั่วลิสงเพื่อสุขภาพ
น้ำมันถั่วลิสง นอกจากการนำมาทานบำรุงสุขภาพร่างกายเหมือนเช่นน้ำมันชนิดอื่นๆ แล้ว เรายังสามารถนำมาใช้สำหรับการดูแลบำรุงร่างกายภายนอกได้อีกด้วย ซึ่งก็มีไอเดียการนำมาใช้ดังนี้

ลดอาการปวดเมื่อย นอกจากน้ำมันถั่วลิสงจะสามารถนำไปรับประทานได้แล้ว ยังสามารถนำมานวดเพื่อสร้างความผ่อนคลายให้กับร่างกายได้อีกด้วย เนื่องจากความร้อนจากน้ำมันถั่วลิสงจะช่วยทำให้เส้นประสาทใต้ผิวหนังคลายตัวและยังทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น จึงช่วยลดอาการปวดเมื่อยได้เป็นอย่างดี

พอกหน้าเพิ่มความอ่อนเยาว์ น้ำมันถั่วลิสงมีสารโพลีฟีนอลและวิตามินอีเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีสรรพคุณในการต่อต้านอนุมูลอิสระได้ดี จึงช่วยทำให้ผิวพรรณมีสุขภาพดีขึ้น หน้าใส เปล่งปลั่ง และลดจุดด่างดำได้ดี เพียงนำน้ำมันถั่วลิสงมาทาและพอกบนใบหน้า ปล่อยไว้ประมาณ 5 – 10 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด แนะนำให้ทำก่อนนอนเป็นประจำ จะรู้สึกได้ว่าสภาพผิวหน้าดีขึ้นมาก โดยเฉพาะริ้วรอยต่างๆ จะเริ่มลดลง ผิวหน้าเปล่งปลั่ง เนียนนุ่มและอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้นทีเดียว

ข้อมูลจาก hd.co.th

7.น้ำมันหมู

หลายคนคงเคยรู้มาบ้างแล้วว่า “มันหมู” ถูกวิจัยพบว่ามีโภชนาการทางอาหารสูงติดอันดับ 8 ของโลก จากทั้งหมด 100 อันดับ เราขอพาย้อนไปดูข้อมูลชุดนี้อีกครั้ง โดยสื่อต่างประเทศ BBC รายงานข่าวว่า ทีมนักวิทยาศาตร์และนักโภชนาการทางอาหาร ได้ทำการศึกษาในหัวข้อ “Uncovering the Nutritional Landscape of Food” ซึ่งพวกเขายืนยันว่ามันหมูประกอบด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากถึงร้อยละ 60 และยังมีกรดโอเลอิค ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งดีต่อหลอดเลือดหัวใจและช่วยบำรุงผิว รวมถึงช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายด้วย

ทีมนักวิจัยดังกล่าวได้วิเคราะห์อาหารดิบมากกว่า 1,000 ชนิด เพื่อทำการจัดอันดับคุณค่าทางโภชนาการของอาหารแต่ละประเภท โดยยึดหลักจากส่วนผสมที่ให้สมดุลที่ดีที่สุดสำหรับความต้องการทางโภชนาการประจำวันของคนทั่วไป และพวกเขาได้พบข้อมูลที่น่าประหลาดใจว่า  “ไขมันหมู”  เป็นหนึ่งในอาหารที่คุณค่าทางสารอาหารสูงและมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าไขมันทั่วไป

เนื่องจาก  ไขมันหมูเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัวและมีความเฮลตี้มากกว่าไขมันแกะหรือไขมันวัว นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งวิตามินบีและแร่ธาตุที่ดีซึ่งมีความสำคัญต่อร่างกายของคนเรา โดยทีมวิจัยได้จัดอันดับอาหารคุณค่าโภชนาการสูงที่สุดในโลก 10 อันดับ (จาก 100 อันดับ) เอาไว้ดังนี้ 1. อัลมอนด์  2. น้อยหน่า  3.  ปลา perch จากมหาสมุทร  4.  ปลาตาเดียว  5. เมล็ดเจีย 6. เมล็ดฟักทอง  7. ผักสวิสชาร์ด  8. มันหมู  9. ใบของหัวบีท  10. ปลากระพง

จากผลงานวิจัยชิ้นนี้ทำให้หลายคนอยากรู้ต่อว่า “มันหมู”  มีคุณค่าและประโยชน์ต่อร่างกายสูงขนาดนั้นจริงหรือ? แล้วถ้ากินเยอะๆ จะมีผลเสียต่อร่างกายหรือไม่? ถ้าจะกินอาหารที่ทำจากมันหมูต้องมีข้อควรระวังอะไรบ้าง? กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ชวนมาหาคำตอบเรื่องนี้กัน

ส่องข้อดี VS ข้อเสีย “มันหมู”
อย่างที่สายกินเขารู้กันว่า “หมูสามชั้น” เป็นส่วนที่มีไขมันหมูแทรกอยู่เยอะเป็นพิเศษ ถือเป็นส่วนที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับคนรักเนื้อหมู แม้ว่าจะมีปริมาณไขมันหมูที่เยิ้มฉ่ำจำนวนมาก แต่ด้วยรสสัมผัสที่นุ่ม หอม มัน ทำเอาหลายคนเผลอกัดจมเขี้ยว เคี้ยวเพลินในปากอย่างเอร็ดอร่อย

แต่..ต้องบอกว่าการบริโภคหมูสามชั้น ที่มากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพเนื่องจากปริมาณไขมันที่สูงถึงสูงมาก แต่อย่างไรก็ตามจากการศึกษาวิจัยในข้างต้น ก็ทำให้เราได้ทราบว่า “มันหมู” ก็มีคุณค่าทางสารอาหารและมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายอยู่มากทีเดียว เอาเป็นว่าเราขอสรุปง่ายๆ เป็น ข้อดี VS ข้อเสีย ออกมาให้ดูดังนี้

 

ข้อดี

– มันหมูประกอบด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากถึง  60%

– มีกรดโอเลอิคหรือกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งดีต่อหลอดเลือดหัวใจ

– ช่วยบำรุงผิวพรรณ

– ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย

ข้อเสีย

– มีพลังงานสูง มันหมู 100 กรัมให้พลังงานสูงถึง 900 kcal

– หากบริโภคมากเกินพอดีทำให้เสี่ยงต่อโรคอ้วน

– หากบริโภคมากเกินพอดีทำให้เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ

มีข้อมูลจาก รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เจ้าของเพจ OhISeebyAjarnJess  และ  นพ.พิรัตน์ โลกาพัฒนา แพทย์อายุรศาสตร์ เจ้าของเพจ ความรู้สนุกๆ แบบหมอแมว อธิบายเรื่องนี้เอาไว้ว่า มันหมู มีคุณค่าทางอาหารสูงจริง แต่ต้องระวังไม่กินมากเกินไป   เนื่องจากหากดูสารอาหารของมันหมูแล้วพบว่า มันหมูมีองค์ประกอบไขมันที่เป็นไขมันอิ่มตัวอยู่ทั้งหมดถึง 38–43%    และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวอยู่ 56–62%  อีกทั้งมีพลังงานสูงถึง 900 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนัก 100 กรัม

ดังนั้นแม้ว่า  มันหมู จะมีสารอาหารมากมายหลายหลายจริง แต่ไม่ใช่ว่าจะกินได้โดยไม่ต้องระมัดระวังอะไร โดยเฉพาะเรื่องแคลอรีจำนวนมาก ถ้ากินมันหมูมากเกินไปก็ได้รับทั้งแคลอรี่และกรดไขมันอิ่มตัวที่มากเกินกว่าความเหมาะสม ทำให้เป็นโรคอ้วนตามมาได้   และตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน  นพ.พิรัตน์  บอกว่าควรยึดตามหลักกินอาหารแต่พอดี อะไรที่คุณค่าทางอาหารสูง แต่กินมากไปก็อันตรายได้ และอย่าให้แคลอรี่รวมในอาหารทั้งหมดเกินความต้องการของร่างกาย

 

อีกอย่างหนึ่งที่เป็นข้อควรระวังก็คือ หากอยากกินหมูสามชั้นที่มี “มันหมู” แทรกอยู่เยอะ  ก็ควรบริโภคเนื้อหมูควบคู่กับผักต่างๆ ไปพร้อมกันด้วย และควรใช้วิธีต้มหรือผัด มากกว่าการย่างหรือทอด    และไม่ควรบริโภคหมูหรือมันหมูที่มีส่วนผสมของน้ำมันหมูผ่านกรรมวิธี หรือ Processed Lard

เอาเป็นว่าตราบใดที่หมูสามชั้นซึ่งเป็นของโปรดของหลายคน ไม่ได้ถูกแปรรูปและไม่มีน้ำมันหมูแปรรูป ก็สามารถกินได้แถมมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ต้องจำกัดปริมาณการกินให้พอเหมาะพอดี อย่าเผลอตามใจปากเท่านั้นเอง

ข้อมูลจาก bpl.co.th

 

8.น้ำมันงา

น้ำมันงาเป็นน้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดงาซึ่ง“น้ำมันงามี 2 ชนิด”

1.น้ำมันงาที่สกัดจากเมล็ดงาสดน้ำมันที่ได้จะมีเหลืองใสคล้ายกับน้ำมันพืชชนิดอื่นโดยมีสรรพคุณมากกว่าน้ำมันงาที่ได้จากเมล็ดคั่วแต่จะไม่มีกลิ่นหอมเท่านั้น
2.น้ำมันงาที่สกัดจากเมล็ดงาที่คั่วแล้วโดยสังเกตุได้จากสีของน้ำมันงาที่มีลักษณะสีน้ำตาลใส มีกลิ่นหอม

เมล็ดงาจะประกอบด้วยน้ำมันงาประมาณ 35-60% ซึ่งน้ำมันงาที่ดีจะมีลักษณะดังนี้

1. ประกอบด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูง ที่สามารถช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายไม่ให้มากเกินไป
2. น้ำมันงาสามารถเก็บไว้ได้นาน
3. น้ำมันงาไม่จับตัวเป็นก้อน
4. มีกลิ่นหอมน่ารับประทาน

ประโยชน์จากน้ำมันงา

1.ในด้านความสวยความงาม อาทิ การป้องกันผิวหนังแห้งแตก การป้องกันผมแห้งแตกปลาย การใช้นวดบริเวณตามข้อกระดูก เป็นต้น
2.น้ำมันงามีสารป้องกันการหืนสามารถเก็บไว้ได้นานและนำมาประกอบอาหารโดยไม่มีกลิ่นเหม็นหืน
3.น้ำมันงาประกอบด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูงจึงเหมาะสำหรับบริโภคโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงป้องกันโรคในระบบหัวใจและหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี
4.มีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายเช่น กรดลิโนเลอิคและโอเลอิคที่ช่วยในการเจริญเติบโตและสร้างความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง

“การนำน้ำมันงามาใช้ประโยชน์มีมานานตั้งแต่อดีตโดยนำน้ำมันงามาใช้ในการรักษากระดูกหักได้เป็นอย่างดีและในปัจจุบันได้นำน้ำมันงามาใช้ในตำรับยาของการแพทย์ทางเลือกรวมทั้งการผลิตน้ำมันงาแคปซูลโดยมุ่งบริโภควิตามินอีธรรมชาติจากน้ำมันงา”

สำหรับสรรพคุณของวิตามินอีในน้ำมันงามีคุณสมบัติดังนี้

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant)
ต้านเชื้อแบคทีเรีย(anti-bacterial)
ต้านเชื้อรา(anti-fungal)
ต้านไวรัส (anti-viral)
ชะลออาการแก่ของเซลล์ (anti-aging)
ต้านอาการลุกลามของผื่นและแผล (anti-inflammatory)
ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น (moisturizing)
และทำให้ผิวหนังนุ่มเนียน
คุณสมบัติของน้ำมันงา

น้ำมันงามีลักษณะคล้ายน้ำมันผิวหนังมนุษย์มากที่สุดจึงซึมสู่เนื้อเยื่อของร่างกายได้รวดเร็วและซึมได้ลึกไม่เหนียวเหนอะหนะ
น้ำมันงาสามารถเก็บไว้ได้นานเนื่องจากมีลักษณะของ anti-oxidant
น้ำมันงามีคุณสมบัติทำให้ผิวอ่อนเยาว์ แก่ช้า ชะลอความแก่
น้ำมันงาทำให้ผิวขาวและอ่อนนุ่ม
น้ำมันงามีคุณสมบัติต้านเชี้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา ต้านเชื้อไวรัส ต้านมะเร็งและต้านการลุกลามของผื่นและแผล

โดยคุณสมบัตินี้สามารถช่วยลดอาการป่วยต่างๆ ได้อย่างมากมายตั้งแต่ ไข้หวัด ภูมิแพ้ ความดันโลหิตสูงเส้นเลือดอุดตัน ระบบสืบพันธุ์ และแม้กระทั่งการชะลอความแก่และการระบบสภาพผิวหนัง การใช้น้ำมันงามี 2 ประเภท คือใช้รับประทานและทา ในกรณีที่ใช้น้ำมันงาเพื่อรับประทานร่างกายจะได้รับวิตามินอีและกรดไขมันจำเป็นได้แก่กรดไขมัน linoleic และ oleic กรดไขมันนี้ร่างกายสามารถนำไปสร้างฮอร์โมนที่มีผลต่อการขยายหลอดเลือดช่วยลดความดันโลหิต ป้องกันเกล็ดเลือดเกาะตัวเป็นลิ่ม  ยับยั้งการสร้าง คอเลสเตอรอล ในร่างกายวิตามินอีในน้ำมันงานี้จะช่วยให้เซลล์ดูดซึมสารอาหารเข้าสู่เซลล์ได้ดี ร่างกายได้รับสารอาหารสมบูรณ์ เสริมสร้างความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน และทำให้ผนังเซลล์ยืดหยุ่นสามารถขับของเสียออกจากเซลล์เข้าสู่ระบบขับถ่ายได้ดีรวมทั้งต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายนอกจากนี้ในน้ำมันงายังมีสารที่เรียกว่า sesamal sesamin และ sesamolin ซึ่งสารนี้จะช่วยเสริมคุณสมบัติของวิตามินอีในการป้องกันร่างกายจากการทำลายของอนุมูลอิสระ นอกจากนี้การบริโภคเมล็ดงาจะทำให้สารอาหารที่มีปริมาณไขมันประมาณ 45-57% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวมีปริมาณโปรตีนอยู่ไม่น้อยกว่า 20% และในเมล็ดงายังอุดมไปด้วยวิตามินบีทุกชนิด (ยกเว้นวิตามินบี 12) ซึ่งจะช่วยบำรุงสมอง ประสาทและป้องกันโรคเหน็บชา ส่วนเกลือแร่มีประมาณ 4-6% ที่สำคัญคือธาตุเหล็ก ไอโอดีน สังกะสี แคลเซียมและฟอสฟอรัส โดยเฉพาะแคลเซียมและฟอสฟอรัสมีมากกว่าผักชนิดอื่นๆถึง 40 เท่าและ 20 เท่าตามลำดับและมีแคลเซียมมากกว่านมถึง 3 เท่าซึ่งจะเห็นว่าสารอาหารเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างหนึ่งที่อาจจะช่วยบรรเทาโรคบางชนิดได้เช่น โรคเหน็บชา โรคปวดตามข้อกระดูก เป็นต้น

ข้อมูลจาก healthysesame

9.น้ำมันมะพร้าว


น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันที่ได้จากไขมันในเนื้อสีขาวของลูกมะพร้าว โดยอาจผลิตด้วยกระบวนการที่แตกต่างหลากหลาย บางผลิตภัณฑ์ใช้คำว่าน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Virgin Coconut Oil) ซึ่งหมายถึงน้ำมันมะพร้าวที่สกัดโดยใช้กระบวนการธรรมชาติ เช่น ปราศจากสารฟอกสี การระงับกลิ่น หรือการกลั่น และบางครั้งระบุว่าใช้กระบวนการสกัดเย็น อันเป็นวิธีใช้เครื่องสกัดที่จะทำให้เกิดความร้อนตามธรรมชาติไม่เกิน 49 องศาเซลเซียสมากที่สุด

น้ำมันมะพร้าวประกอบด้วยไขมันอิ่มตัวที่เป็นไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลาง ซึ่งเชื่อว่าอาจมีประโยชน์ต่อร่างกาย เโดยไม่ผ่านแหล่งความร้อนจากภายนอก เพราะเชื่อว่าจะช่วยคงประโยชน์ทางสุขภาพของน้ำมันมะพร้าวไว้ได้มพราะอาจมีการทำงานต่างจากไขมันอิ่มตัวชนิดอื่น ๆ ที่มีสายยาวกว่า เช่น อาหารจำพวกน้ำมันพืช ไขมันจากนมและเนื้อสัตว์ทั้งหลาย จึงมักถูกนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะการรักษาทางเลือกสำหรับโรคต่าง ๆ เช่น เบาหวาน หัวใจ หรืออัลไซเมอร์ และถึงแม้จะประกอบด้วยแคลอรี่และไขมันอิ่มตัวสูง ก็ยังมีความเชื่อว่าการรับประทานน้ำมันมะพร้าวอาจช่วยลดน้ำหนักและระดับคอเลสเตอรอลในเลือด รวมทั้งการใช้ทาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว รักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคสะเก็ดเงิน ตลอดจนสรรพคุณบำรุงสุขภาพเส้นผมและสุขภาพช่องปาก

นานาประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวที่เคยได้ยินกันมานั้นจะน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด จากฐานข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการแพทย์ทางธรรมชาติ (Natural Medicines Comprehensive Database) ได้ระบุว่าข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวในปัจจุบันยังนับว่ามีน้อยอยู่มาก จึงทำให้ยากที่จะยืนยันถึงประสิทธิภาพด้านนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ทางสุขภาพที่พอจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์กล่าวถึง มีดังนี้

โภชนาการของน้ำมันมะพร้าวที่อาจมีประโยชน์

ลดน้ำหนักและลดความอ้วน เชื่อว่าน้ำมันมะพร้าวอาจมีคุณสมบัติและการทำงานแตกต่างจากไขมันชนิดอื่น โดยแทนที่ร่างกายจะเปลี่ยนไขมันที่ได้รับเป็นไขมันสะสมในร่างกาย น้ำมันมะพร้าวอาจช่วยให้เผาผลาญไขมันได้มากขึ้นและส่งผลให้น้ำหนักลดน้อยลง ดังการศึกษาหนึ่งที่ทดลองกับผู้หญิงที่มีภาวะอ้วนลงพุง 40 คน อายุระหว่าง 20-40 ปี กลุ่มหนึ่งให้รับประทานน้ำมันถั่วเหลือง ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งรับประทานน้ำมันมะพร้าววันละ 30 มิลลิลิตร นาน 12 สัปดาห์ และให้ทั้งหมดลดการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต แต่เพิ่มโปรตีนและเส้นใยอาหารมากขึ้น ส่วนไขมันนั้นรับประทานเท่าเดิม ร่วมกับการเดินออกกำลังกายอีกวันละ 50 นาทีควบคู่ไปด้วย

ผลลัพธ์พบว่าอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มมีดัชนีมวลกายลดลง แต่เฉพาะในกลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวเท่านั้นที่มีรอบเอวลดลง โดยชี้ว่าการรับประทานน้ำมันมะพร้าวไม่ได้ส่งผลให้เกิดไขมันในเลือดสูงแต่ประการใด ทว่ากลุ่มรับประทานน้ำมันถั่วเหลืองกลับมีไขมันไม่ดีในเลือดสูงขึ้น และมีไขมันดีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อไม่นานมานี้ยังได้มีการรวบรวมผลการศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติลดน้ำหนักของไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลางในน้ำมันมะพร้าวที่เคยมีมา ผลการวิเคราะห์แนะนำว่าการรับประทานไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลาง (เช่น น้ำมันมะพร้าว) แทนไตรกลีเซอไรด์สายยาว (เช่น ไขมันจากสัตว์) อาจช่วยลดน้ำหนักและสัดส่วนของร่างกายได้พอประมาณ โดยไม่ส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การศึกษาที่ออกแบบอย่างครอบคลุมและใช้อาสาสมัครมากกว่านี้ยังคงจำเป็นต้องมีในอนาคต เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลางที่พบในน้ำมันมะพร้าว รวมถึงการระบุให้ได้ว่าควรใช้ในปริมาณเท่าใดจึงจะเห็นผลและปลอดภัยที่สุด เพราะน้ำมันมะพร้าวเป็นอาหารที่มีแคลอรี่สูง การรับประทานมาก ๆ คงไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพนัก หรือหากหวังว่าน้ำมันมะพร้าวจะช่วยลดน้ำหนักโดยไม่ต้องมีการควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกายก็คงเป็นไปได้ยาก

ดีต่อสุขภาพหัวใจ มีงานวิจัยบางงานออกมาว่าไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลางในน้ำมันมะพร้าวอาจช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีในเลือด ซึ่งเป็นไขมันที่มีหน้าที่ช่วยขจัดไขมันส่วนเกินชนิดไม่ดีออกไป และหากเป็นเช่นนั้นจริง การรับประทานน้ำมันมะพร้าวก็อาจเป็นโทษต่อสุขภาพหัวใจน้อยกว่าการรับประทานไขมันอิ่มตัวชนิดอื่น ๆ เช่น ชีส สเต็กติดมัน หรือไขมันอิ่มตัวชนิดไม่ดีทั้งหลาย

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นแย้งว่าแม้จะมีงานวิจัยในคนบางกลุ่มบางประเทศที่ใช้น้ำมันมะพร้าวปรุงอาหารเป็นประจำ แล้วไม่ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจสูงขึ้น แต่เป็นไปได้สูงที่ผลการศึกษาเหล่านั้นจะมีปัจจัยอื่น ๆ ประกอบ เช่น พันธุกรรม พฤติกรรมการรับประทานอาหารอื่น ๆ และการออกกำลังกายในแต่ละวัน ทำให้ไม่อาจกล่าวยืนยันได้ว่าน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ

นอกจากนี้ ยังควรตะหนักไว้เสมอว่าน้ำมันมะพร้าวเองก็สามารถทำให้เกิดไขมันชนิดไม่ดีที่อาจก่อให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจได้เช่นกัน โดยในน้ำมันมะพร้าวเพียง 1 ช้อนโต๊ะประกอบด้วยไขมันอิ่มตัวถึง 13 กรัม หรือเท่ากับ 120 แคลอรี่ ซึ่งเป็นปริมาณไขมันอิ่มตัวที่ทางสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกันแนะนำให้รับประทานไม่เกินจากนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานประมาณ 2,000 แคลอรี่ต่อวัน

รักษาโรคอัลไซเมอร์ คุณสมบัติในการรักษาโรคนี้ของน้ำมันมะพร้าวเกิดจากการมีงานวิจัยเกี่ยวกับอาหารทางการแพทย์สำหรับรักษาโรคอัลไซเมอร์ชนิดหนึ่ง อ้างว่าสามารถทำให้เกิดสารคีสโตนในร่างกาย ซึ่งเป็นสารที่อาจเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่ากลูโคสในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ พิสูจน์จากการทดสอบที่พบว่าอาสาสมัครที่รับประทานนั้นมีความทรงจำที่ดีขึ้น และเนื่องจากในน้ำมันมะพร้าวนั้นมีไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สายยาวปานกลางที่จะแตกตัวออกเป็นสารคีโตนเมื่อเข้าสู่ร่างกายเช่นกัน จึงกลายมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีการโฆษณาสรรพคุณรักษาอัลไซเมอร์อย่างแพร่หลาย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการแนะนำให้ใช้ทั้งน้ำมันมะพร้าวหรืออาหารชนิดดังกล่าวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เนื่องจากยังขาดการศึกษาที่น่าเชื่อถือในการยืนยันประสิทธิภาพ หากต้องการลองใช้ควรได้รับคำแนะนำและอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพื่อเฝ้าดูผลลัพธ์และระวังผลเสียใด ๆ รวมถึงระดับไขมันในเลือดที่อาจเพิ่มขึ้นสูง

โรคเบาหวาน สำหรับคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวในด้านนี้ที่มีการกล่าวถึงค่อนข้างมาก ซึ่งแม้จะมีงานวิจัยบางงานที่กล่าวสนับสนุน แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่การศึกษาในสัตว์ เช่น งานวิจัยกับหนูทดลองที่พบว่าอาหารที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์สายปานกลางสูงอย่างน้ำมันมะพร้าว อาจช่วยลดการสะสมเนื้อเยื่อไขมัน รวมถึงรับมือกับภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรืออีกงานวิจัยหนึ่งที่พบว่าการให้หนูที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กินน้ำมันมะพร้าว สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและมีผลการตรวจความทนทานต่อน้ำตาลดีขึ้น ซึ่งหากได้ผลเช่นเดียวกันกับการวิจัยในคน ก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานในการป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูง อย่างไรก็ตาม ด้วยในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาคุณประโยชน์ของมะพร้าวกับผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยตรง ประโยชน์และความปลอดภัยของน้ำมันมะพร้าวที่มีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงยังคลุมเครืออยู่มาก

ป้องกันผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม การรักษาโรคมะเร็งด้วยการทำเคมีบำบัดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ตามมา งานวิจัยที่ทดลองนำน้ำมันมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ในด้านนี้ ศึกษาโดยแบ่งครึ่งผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะที่ 3 และ 4 จำนวน 60 คน เป็นกลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวและกลุ่มควบคุม ผลลัพธ์ปรากฏว่ากลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ระหว่างช่วงรับการทำเคมีบำบัด มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยังพบว่าน้ำมันมะพร้าวมีส่วนช่วยลดอาการที่เป็นผลข้างเคียงจากการได้รับยาเคมีฆ่าเซลล์มะเร็ง เช่น อาการอ่อนเพลีย หอบเหนื่อย นอนไม่หลับ และไม่อยากอาหาร ทว่างานวิจัยนี้มีข้อจำกัดที่ใช้ผู้ป่วยเพียงจำนวนน้อย จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อยืนยันคุณประโยชน์ด้านนี้ของน้ำมันมะพร้าวได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวต่อผิวหนัง

รักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคที่ส่งผลให้ผิวหนังคัน แดง แห้ง ตกสะเก็ด และเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากแบคทีเรียที่ผิวหนังตามมา ซึ่งผู้ป่วยมักต้องใช้มอยซ์เจอไรเซอร์คอยบำรุงผิวหนัง น้ำมันมะพร้าวเป็นตัวเลือกหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นเพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองของผิว และยังอาจช่วยลดจำนวนแบคทีเรียสแตฟิโลค็อกคัสบนผิวหนัง หนึ่งในตัวการที่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังตามมา

รักษาโรคสะเก็ดเงิน การทาน้ำมันมะพร้าวบนหนังศีรษะหลังจากอาบน้ำประมาณครึ่งชั่วโมง ค่อย ๆ นวดแล้วล้างออก เป็นวิธีทางธรรมชาติที่เชื่อว่าอาจช่วยขจัดสะเก็ดบนหนังศีรษะจากโรคสะเก็ดเงินได้ ทว่าการใช้น้ำมันมะพร้าวบรรเทาอาการด้วยการทาผิวหนังหรือหนังศีรษะนั้นยังไม่มีผลการศึกษาที่พอจะช่วยบ่งบอกได้ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด สำหรับผู้ที่ต้องการลอง ควรระมัดระวังในการใช้อย่างเหมาะสมเพื่อความปลอดภัย

เพิ่มน้ำหนักตัวทารกคลอดก่อนกำหนด บางงานวิจัยพบว่าการนวดทารกที่คลอดก่อนกำหนดด้วยน้ำมันมะพร้าวด้วยน้ำหนักปานกลางสามารถช่วยเพิ่มน้ำหนักและการเติบโตของทารกได้ โดยประโยชน์ของการนวดน้ำมันหอมระเหยต่าง ๆ นั้นเกิดจากกลไกใดก็ยังไม่ทราบได้แน่ชัด คาดว่าอาจเป็นเพราะน้ำมันสามารถซึมผ่านผิวหนังและเกิดไขมันขึ้น การนวดทำให้เกิดการกระตุ้นเส้นประสาท กระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร หรือเกี่ยวเนื่องกับฮอร์โมน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

ทั้งนี้ จากการศึกษาเปรียบเทียบการนวดเด็กที่มีน้ำหนักน้อยเนื่องจากการคลอดก่อนกำหนด (น้ำหนัก 1500-2000 กรัม) และเด็กคลอดปกติ (น้ำหนักมากกว่า 2500 กรัม) ด้วยน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมิเนอรัล หรือยาหลอก ตั้งแต่วันที่ 2 ถึงวันที่ 31 หลังจากเกิด ผลปรากฏว่า การนวดด้วยน้ำมันมะพร้าวส่งผลดีต่อเด็กทั้งที่คลอดก่อนกำหนดและเด็กน้ำหนักปกติ โดยช่วยให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับอีก 2 กลุ่ม แต่เด็กคลอดก่อนกำหนดจะมีลำตัวยาวขึ้นด้วย การนวดเด็กที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำด้วยน้ำมันมะพร้าวจึงอาจเป็นอีกทางเลือกให้คุณแม่ที่ประสบปัญหานี้ได้ทดลองใช้ แม้ว่าจะยังไม่สามารถยืนยันผลได้อย่างชัดเจนนัก เช่นเดียวกับประโยชน์ด้านอื่น ๆ ของน้ำมันมะพร้าว

รักษาสิว ความเชื่อเรื่องการทาน้ำมันมะพร้าวเพื่อการรักษาสิวนั้น มีการกล่าวอ้างผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์บางงานที่พบว่ากรดลอริก (Lauric Acid) ซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่งที่พบได้ในน้ำมันมะพร้าว อาจมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นตัวการให้เกิดสิวอักเสบอย่างพีแอคเน่ (Propionibacterium Acnes)

ประโยชน์ต่อสุขภาพผมและหนังศีรษะ

รักษาเหา,บำรุงเส้นผม

ประโยชน์ต่อสุขภาพเหงือกและฟัน

ขจัดคราบจุลินทรีย์และแบคทีเรียในช่องปาก เนื่องจากกรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวนั้นมีคุณสมบัติลดการอักเสบและต้านเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เชื่อว่าการอมน้ำมันมะพร้าวในปากอาจไปช่วยจับเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์ไม่พึงประสงค์ภายในปาก และถูกกำจัดออกไปหลังจากถูกบ้วนทิ้ง การทดลองหนึ่งกล่าวสนับสนุนประโยชน์ด้านนี้ของน้ำมันมะพร้าว เนื่องจากพบว่าสามารถช่วยลดภาวะเหงือกอักเสบและการสะสมของคราบหินปูนในช่องปากของวัยรุ่น 60 คน อายุ 16-18 ปี จากการใช้กลั้วทำความสะอาดปากเป็นประจำนาน 30 วัน โดยเห็นผลได้ตั้งแต่วันที่ 7

เช่นเดียวกับอีกงานวิจัยที่ทดลองกับเด็กอายุ 8-12 ปี ทั้งหมด 50 คน ครึ่งหนึ่งใช้น้ำมันมะพร้าวบ้วนปากเป็นประจำทุกวันนาน 2-3 นาที หลังจากการแปรงฟันตอนเช้า เป็นเวลาติดต่อกัน 30 วัน กับอีกกลุ่มที่ทำลักษณะเดียวกันแต่เปลี่ยนจากน้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียอย่างคลอร์เฮกซิดีน (Chlorhexidine) ผลลัพธ์ชี้ว่าทั้งน้ำมันมะพร้าวและคลอร์เฮกซิดีนต่างมีประสิทธิภาพลดจำนวนแบคทีเรียสเตร็ปโตคอกคัสมิวแทนส์ (Streptococcus Mutans) แบคทีเรียต้นเหตุของฟันผุที่พบได้บ่อยที่สุดได้อย่างไม่แตกต่างกัน และแม้ในปัจจุบันจะยังไม่อาจยืนยันได้แน่ชัด แต่ก็นับเป็นอีกหนึ่งคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวที่น่าจะลองทำตามกันได้ง่าย ๆ และไม่ก่อให้เกิดอันตราย

การใช้น้ำมันมะพร้าวอย่างปลอดภัย

การรับประทานน้ำมันมะพร้าวหรือนำมาใช้ทาผิวหนังถือว่าค่อนข้างปลอดภัยต่อสุขภาพหากใช้อย่างเหมาะสม แต่เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมีไขมันมันสูง ทำให้มีข้อกังวลว่าการบริโภคน้ำมันมะพร้าวมากเกินไปอาจส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้น จึงควรพึงระมัดระวังในการรับประทานเพื่อการรักษาโรคต่าง ๆ ที่อาจใช้ในปริมาณมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้

 

  • หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ควรรับประทานน้ำมันมะพร้าวเพียงในปริมาณปกติที่พบได้จากอาหารในชีวิตประจำวัน เพราะยังไม่มีการศึกษาที่พอจะยืนยันถึงความปลอดภัยของการรับประทานมะพร้าวปริมาณมาก
  • น้ำมันมะพร้าวค่อนข้างปลอดภัยต่อเด็ก หากรับประทานในปริมาณปกติที่พบได้จากอาหารทั่วไป และอาจปลอดภัยหากนำมาใช้ทาผิวหนัง โดยสามารถใช้ได้ทั้งกับทารกและเด็กเล็กอย่างปลอดภัยในช่วงระยะสั้น ๆ ส่วนการรับประทานน้ำมันมะพร้าวเพื่อจุดประสงค์ในการรักษาโรคในเด็กนั้นยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าจะไม่เป็นอันตราย
  • ผู้เชี่ยวชาญบางคนคาดว่าแคลอรี่และไขมันที่มีสูงในน้ำมันมะพร้าวอาจทำให้ระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมและระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นได้ ทว่าก็มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่โต้แย้งว่าแท้จริงแล้วน้ำมันมะพร้าวอาจช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี และอาจมีผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีผลเลยในการทำให้ระดับคอเลสเตอรอลไม่ดีเพิ่มขึ้น จึงยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดในเรื่องนี้ และควรระมัดระวังไว้ก่อน
  • ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าน้ำมันมะพร้าวจะทำให้เกิดปฏิกิริยากับยารักษาโรคชนิดใดหรือไม่ ผู้ที่กำลังใช้ยาใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนลองรับประทานน้ำมันมะพร้าว ทั้งนี้การรับประทานยาไซเลียม ซึ่งเป็นยาแก้ท้องผูกชนิดหนึ่ง อาจทำปฏิกิริยาโดยลดการดูดซึมของร่างกายต่อไขมันในน้ำมันมะพร้าวได้

10.น้ำมันมะกอก

Olive oil and olive branch on the wooden table outside

 

ประเภทของน้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอกแบ่งออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1. น้ำมันมะกอกเอ๊กซ์ตร้าเวอร์จิ้น (extra virgin)

น้ำมันมะกอกประเภทนี้เป็นน้ำมันมะกอกที่มีสีเขียวเข้ม ไดด้มาจากการบีบเอาน้ำมันออกมาจากมะกอกสดๆ ดังนั้นจึงเป็นน้ำมันมะกอกที่ดีที่สุดในบรรดาน้ำมันมะกอกทุกประเภท และมีราคาสูง ใช้ทานสดๆ แบบผสมเป็นน้ำสลัด หรือทำเป็นซอสพาสต้าได้ แต่ต้องไม่ผ่านความร้อนเด็ดขาด เพราะจะทำให้น้ำมันมะกอกสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการไป และไขมันดีก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันชนิดที่ไม่ดีต่อร่างกายแทน

ควร : นำไปผสมในน้ำสลัด ซอสต่างๆ ที่ไม่ต้องผ่านความร้อน

ไม่ควร : ไม่เหมาะกับการในการทอด หรือผัด

2. น้ำมันมะกอกเวอร์จิ้น (virgin)

เป็นน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ที่ได้จากการบีบสดจากลูกมะกอกเหมือนกัน แต่ผลมะกอกจะแก่กว่า มีคุณภาพรองลงมาจากน้ำมันมะกอกเอ๊กซ์ตร้าเวอร์จิ้น ดังนั้นยังถือว่าดีต่อสุขภาพเหมือนกัน แค่ราคาจะถูกกว่าเล็กน้อย

ควร : นำไปผสมในน้ำสลัด ซอสต่างๆ ที่ไม่ต้องผ่านความร้อน

ไม่ควร : ไม่เหมาะกับการใช้การทอด หรือผัด

3. น้ำมันมะกอกแบบผสม (olive oil หรือ pure olive oil)

เป็นน้ำมันที่ผสมผสานกันระหว่าง น้ำมันมะกอกเอ๊กซ์ตร้าเวอร์จิ้น กับน้ำมันมะกอกที่ผ่านกรรมวิธีเพิ่มคุณค่าทางสารอาหารเข้าไป ทำให้ได้ออกมาเป็นน้ำมันที่มีคุณค่าทางสารอาหารสูงใกล้เคียงกับน้ำมันมะกอกเอ๊กซ์ตร้าเวอร์จิ้น แต่เพิ่มเติมคือทนความร้อนได้ดีขึ้น จึงสามารถนำไปประกอบอาหารโดยผ่านความร้อนแบบเร็วๆ ได้ แต่ก็ยังทอดไม่ได้ เพราะคุณค่าทางสารอาหารในน้ำมันมะกอกเอ๊กซ์ตร้าเวอร์จิ้นก็จะหายไป กลายเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกายเหมือนเดิม

ควร : นำไปใช้ผัดอาหารแบบเร็วๆ เช่นผัดผัก ข้าวผัด

ไม่ควร : ไม่เหมาะกับการใช้ทอดอาหารนานๆ เด็ดขาด

4. น้ำมันมะกอกแบบผ่านกรรมวิธี (Refined Olive Oil, Light Olive Oil, Extra Light Olive Oil)

เป็นน้ำมันประเภทข้างบนแบบเพียวๆ โดยที่ไม่มีน้ำมันมะกอกเอ๊กซ์ตร้าเวอร์จิ้นผสมอยู่ ยังถือว่ามีคุณค่าทางสารอาหารดีๆ อยู่บ้าง แต่ก็หายไปบ้างจากการสกัดเอาสี กลิ่น รส เดิมออกไปโดยผ่ายกรรมวิธีทางเคมี และผ่านความร้อน ทำให้นำมันค่อนข้างใส และมีราคาไม่สูง แต่สามารถทนความร้อนได้สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ควร : นำมาใช้ทอดอาหารได้นานยิ่งขึ้น เช่น ทอดหมู ไก่ ปลา

ไม่ควร : ไม่เหมาะกับการนำมาทานสดๆ ผสมน้ำสลัด หรือผสมซอส

5. น้ำมันกากมะกอก (olive pomace oil)

มาจากการสกัดเอาน้ำมันออกมาจากกากมะกอกอีกที แล้วนำไปผ่านกรรมวิธีทางเคมี และผ่านความร้อน ถึงแม้ว่าจะเป็นน้ำมันมะกอกเกรดคุณภาพต่ำที่สุด แต่ก็ยังสามารถนำมาใช้ประกอบอาหารได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารประเภททอดที่ใช้เวลานาน แต่ก็มีค่าไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกายสูงกว่าน้ำมันมะกอกชนิดอื่นๆ เช่นกัน จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก

ควร : นำมาใช้ทอดอาหารได้นานยิ่งขึ้น เช่น ทอดหมู ไก่ ปลา

ไม่ควร : ไม่เหมาะกับการนำมาทานสดๆ ผสมน้ำสลัด หรือผสมซอส

ข้อมูลจาก Medic Thai

การบริโภคน้ำมันอย่างเหมาะสมตามประเภท และปริมาณที่แนะนำต่อวัน ตลอดจนเหมาะสมกับสภาพร่างกายนั้นจะช่วยให้เกิดการสร้างสร้างสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น ได้ประโยชน์มากกว่าโทษอย่างแน่นอน ดังนั้น เมื่อทราบอย่างนี้แล้วควรเลือกรับประทาน และใช้น้ำมันต่างๆให้ถูกต้องตามแต่ละกรรมวิธีการปรุงและชนิดอาหาร เพื่อประโยชน์สุงสุดของน้ำมันแต่ละชนิดนะคะ

เรียบเรียงโดย เชียงใหม่นิวส์

 

ร่วมแสดงความคิดเห็น