จนบัดนี้ สังคมไทย รวมทั้งนักการเมือง ผู้บริหารระดับสูงจำนวนมาก ยังไม่เข้าใจว่า “การสร้างเสริมสุขภาพ” ในมิติใหม่ของโลก แตกต่างจาก“การให้สุขศึกษา” อย่างไร
นำมาสู่คำถามว่า การรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ลดสุรา ลดปัญหาอ้วน การเพิ่มการออกกำลังกาย ลดอุบัติเหตุจราจร ทำไมยังไม่ส่งผลลดพฤติกรรมเหล่านี้ ฝ่ายที่รณรงค์เรื่องเหล่านี้ “ทำงานล้มเหลว”
ปัญหาใหญ่ คือ คนระดับผู้นำทางความคิดในสังคม ยังเข้าใจผิดๆว่า
ปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ สามารถจะลดลงได้ด้วยการรณรงค์ให้ความรู้ /ให้สุขศึกษา แต่เพียงอย่างเดียว
จนถึงปีพ.ศ. 2529 โลกรู้จักแต่ “การให้สุขศึกษา” เพื่อให้คนมีพฤติกรรมที่ถูกต้องในการป้องกันโรค ทั้งโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดต่อ
เช่นสุขอนามัย 10 ข้อ ออกกำลังกาย กินอาหารครบหมู่ ไม่กินเหล้าสูบบุหรี่ ฯลฯ
ประเทศแคนาดาในช่วงต้นทศวรรษ 1970 พบว่าค่าใช้จ่ายสุขภาพเพิ่มเร็วกว่าการเพิ่มของรายได้รัฐ แม้มีระบบสุขภาพที่ลงทุนมาก แต่การป่วยและตายจากโรคไม่ติดเรื้องรังกลับเพิ่มขึ้น
พฤติกรรมเช่นการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา กินอาหารไม่ถูกต้อง ขาดกิจกรรมทางกาย เป็นสาเหตุส่งผลกระทบต่อสุขภาพ 50% ปัจจัยอื่นคือ สิ่งแวดล้อม 20% พันธุ์กรรม 20% และระบบบริการสุขภาพ มีผลเพียง 10%
องค์การอนามัยโลกจึงจัดประชุมระดมสมอง จนเกิด“ออตตาวา ชาร์เตอร์ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ” ซึ่งทำผ่านกลยุทธ์ 5 ประการคือ
1 การสร้างนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ
2 การทำให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ
3 การเสริมความเข้มแข็งของชุมชน
4 การพัฒนาความสามารถส่วนบุคคล
5 การปรับเปลี่ยนระบบบริการให้เน้นการสร้างเสริมสุขภาพ
หากสังเกตให้ดี “การให้สุขศึกษา” จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งในข้อ 4 คือ การพัฒนาความสามารถส่วนบุคคล ซึ่งประกอบด้วย“การให้สุขศึกษา การทำให้เกิดความรอบรู้จริง การฝึกอบรม
หากสังคมไทย จะลดปัญหาโรคเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพ
ซึ่งเป็นภาระต่อระบบบริการ งบประมาณรักษาคนป่วย และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
รัฐบาลจะต้องทำสิ่งที่ต้องทำอีก 4 ข้อตามที่กำหนดอยู่ใน ออตตาวา ชาร์เตอร์ ซึ่งข้อที่สำคัญที่สุดคือข้อ 1 การสร้างนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ
อินโฟที่มีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย บัลติมอร์ มาวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เราทำไป อะไรส่งผล ในสัดส่วนเท่าไร ต่อการลดลงของอัตราการสูบบุหรี่ลง 25% และจำนวนคนสูบบุหรี่ 4 ล้านคนระหว่างพ.ศ.2534-2549
พบว่านโยบายภาษีและการออกกฏหมายส่งผลให้การสูบบุหรี่ลดลง โดย *61.2% มาจากการขึ้นภาษีบุหรี่ทุก 2 ปี *21.8% มาจากการออกกฏหมายห้ามโฆษณา *5.7% มาจากการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และ *3.7% มาจากภาพคำเตือน
ขณะที่การรณรงค์มีสัดส่วนที่ทำให้คนสูบลดลง 7.5% ที่แม้จะดูว่า มีผลไม่มาก
แต่การรณรงค์มีความสำคัญมาก ที่หากไม่มีการรณรงค์สร้างความตระหนักถึงพิษภัยยาสูบอย่างจริงจังต่อเนื่อง การขึ้นภาษีและกฏหมายต่างๆจะไม่สามารถที่จะออกมาได้ เพราะการวิ่งเต้นคัดค้านของบริษัทบุหรี่และเครือข่าย
จึงชัดเจนว่า การจะลดพฤติกรรมเสี่ยง ลดภาระโรค ต้องทำมาตรการอื่นๆ ตามที่แนะนำอยู่ในออตตาวา ชาร์เตอร์ด้วย
เราเสียโอกาส ในการแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจากพฤติกรรมเสี่บงมานานเกินไปแล้วครับ
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 25 กรกฎาคม 2569
อ้างอิง
https://www.chonlatit.com/data/HL/OttawaCharter1986_thai.pdf


ร่วมแสดงความคิดเห็น