“ปวดคอ” อย่าทนจนชิน!
แพทย์ มช. เตือน อย่ารอให้ “ชา-อ่อนแรง” เพราะอาจกระทบถึงไขสันหลัง โดยไม่รู้ตัว
หลายคนมีอาการปวดคอ ปวดบ่า หรือปวดไหล่ จนคิดว่าเป็นเพียงอาการเมื่อยล้าจากการทำงาน หรือที่เรียกกันว่า “ออฟฟิศซินโดรม” แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ โรคกระดูกคอเสื่อม ซึ่งหากปล่อยไว้นาน อาจส่งผลให้เกิดการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง จนมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้
❓โรคกระดูกคอเสื่อมเกิดจากอะไร
โรคกระดูกคอเสื่อมเกิดได้จากหลายปัจจัย ได้แก่ พันธุกรรม อายุ และการใช้งานของกระดูกคอ ซึ่งแต่ละปัจจัยส่งผลให้กระดูกคอเสื่อมเร็วหรือช้าแตกต่างกันไป
❓ทำไมอาการปวดคอจึงไม่ควรมองข้าม
กระดูกคอเป็นส่วนหนึ่งของกระดูกสันหลัง มีบทบาทสำคัญทั้งในการรองรับและช่วยให้ศีรษะเคลื่อนไหว รวมถึงทำหน้าที่ปกป้องไขสันหลังและเส้นประสาท ซึ่งกระดูกสันหลังทอดยาวตั้งแต่ฐานกะโหลกศีรษะไปจนถึงก้นกบ
ดังนั้น เมื่อเกิดความผิดปกติบริเวณกระดูกคอ จึงอาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและการทำงานของร่างกายในหลายด้าน
❓ปวดคอคืออะไร
อาการปวดคอ คือความรู้สึกไม่สบายบริเวณต้นคอ อาจมีอาการปวดตื้อบริเวณศีรษะหรือท้ายทอย และอาจปวดร้าวลงไปที่บ่า หัวไหล่ แขน หรือสะบักร่วมด้วย
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการชาที่แขนหรือนิ้วมือ ร่วมกับกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง เคลื่อนไหวคอได้น้อยลง มีอาการเจ็บขณะขยับคอ และบางครั้งอาจพบจุดกดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อต้นคอและบ่า
▪️อาการหลักของโรคกระดูกคอเสื่อม
ผู้ป่วยโรคกระดูกคอเสื่อมมักมีอาการดังต่อไปนี้
- ปวดบริเวณต้นคอ
- มีอาการทางระบบประสาท เช่น ปวดร้าวลงแขน มือชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
- บางรายมีอาการเดินเซ เนื่องจากไขสันหลังถูกกดทับ ซึ่งไขสันหลังเป็นส่วนที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
- ขยับคอได้น้อยลง มีภาวะข้อติด
- บางรายมีคอเอียง หลังค่อม หรือเหยียดคอไม่ได้
- อาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย
▪️อาการที่ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์
- ปวดต้นคอเพียงอย่างเดียว
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอโดยยังไม่พบความผิดปกติของระบบประสาท ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นและหายได้ภายในประมาณ 4–6 สัปดาห์
หากเป็นอาการเฉียบพลัน มักเกิดจากกล้ามเนื้อต้นคออักเสบหรือบาดเจ็บ แต่หากเป็นอาการเรื้อรัง สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากกระดูกคอเสื่อม - ปวดต้นคอร่วมกับการกดทับรากประสาท
ผู้ป่วยมักมีอาการปวดต้นคอร้าวลงแขน ร่วมกับอาการชา หรือแขนอ่อนแรง จากการกดทับรากประสาทบริเวณกระดูกคอ - ปวดต้นคอร่วมกับการกดทับไขสันหลัง
ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนแรงทั้งแขนและขา เดินไม่สะดวก ทรงตัวลำบาก มือใช้งานได้ไม่เต็มที่ และบางรายอาจมีความผิดปกติของระบบขับถ่ายร่วมด้วย
❓ปวดคอแบบไหนควรรีบพบแพทย์
หากมีอาการดังต่อไปนี้ ไม่ควรปล่อยไว้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย
- ปวดคอนานเกิน 2 สัปดาห์
- ปวดคอหลังเกิดอุบัติเหตุ
- แขนหรือขาอ่อนแรง มีอาการชา หรือปวดร้าวลงแขน
- มีอาการปวดข้อหรือข้ออักเสบร่วมกับส่วนอื่นของร่างกาย
- มีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือมีอาการเจ็บหน้าอก
- ไม่สามารถเคลื่อนไหวคอได้ตามปกติ
📌สาเหตุของอาการปวดคอ
อาการปวดคออาจเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่
- ความผิดปกติของโครงสร้างตั้งแต่กำเนิด
- อุบัติเหตุ
- เนื้องอก มะเร็ง หรือการติดเชื้อ
- ภาวะเสื่อมของกระดูกและหมอนรองกระดูก ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด
- ภาวะอักเสบจากการใช้งาน
- สาเหตุที่พบได้บ่อย
- ลักษณะการทำงาน
- การทำกิจกรรมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน
- การนอนในท่าที่ไม่เหมาะสม
- ภาวะเสื่อม อักเสบ หรือการกดทับเส้นประสาท
❓ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร
ออฟฟิศซินโดรม หรือ กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) เป็นอาการปวดกล้ามเนื้อที่เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เช่น การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์โดยไม่ลุกเปลี่ยนอิริยาบถ
หากปล่อยไว้อาจพัฒนาเป็นอาการปวดเรื้อรัง รวมถึงทำให้เกิดอาการชาบริเวณแขนหรือมือ จากการกดทับเส้นประสาทส่วนปลายอย่างต่อเนื่อง
▪️อาการของออฟฟิศซินโดรม
- ปวดกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ หรือสะบัก มักปวดเป็นบริเวณกว้าง ระบุตำแหน่งไม่ชัด และอาจปวดร้าวไปยังบริเวณใกล้เคียง มีลักษณะปวดล้า ๆ
- อาการจากระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น ซ่า วูบ เย็น เหน็บ ซีด ขนลุก หรือเหงื่อออกตามบริเวณที่ปวดร้าว บางรายอาจมีอาการมึนงง หูอื้อ หรือตาพร่าร่วมด้วย
- อาการจากการกดทับเส้นประสาท เช่น แขนหรือมือชา รวมถึงกล้ามเนื้ออ่อนแรง หากเส้นประสาทถูกกดทับเป็นเวลานาน
✅การป้องกันออฟฟิศซินโดรม
การลดความเสี่ยงของออฟฟิศซินโดรมสามารถทำได้ โดยปรับเปลี่ยนท่าทางในการทำงานให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม จัดอุปกรณ์การทำงานให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และเตรียมความพร้อมของร่างกายด้วยการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้งาน รวมถึงยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อน ระหว่าง และหลังการทำงานเป็นประจำ
▪️การรักษาโรคกระดูกคอเสื่อมและภาวะกดทับเส้นประสาท
🔸การรักษาโดยไม่ผ่าตัด
แพทย์อาจพิจารณาวิธีรักษาตามความเหมาะสม ได้แก่
- พักผ่อน
- ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อ
- รับประทานยา
- ฉีดยา
- กายภาพบำบัด
- ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- การแพทย์ทางเลือก เช่น นวด ฝังเข็ม หรือจัดกระดูก
- ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น อุปกรณ์พยุงคอหรือพยุงเอว โดยควรใช้อย่างถูกวิธีควบคู่กับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อ
🔸การรักษาโดยการผ่าตัด
แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่น
- รักษาแบบประคับประคองมานานกว่า 3 เดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้น
- มีอาการปวดรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิต
- มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง
- จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม เนื่องจากสงสัยว่ามีความผิดปกติของระบบประสาท ระบบขับถ่าย เนื้องอก หรือมะเร็ง
หลักการพิจารณาผ่าตัดโรคกระดูกสันหลัง
การผ่าตัดมีเป้าหมายเพื่อ
- แก้ไขภาวะกดทับเส้นประสาท
- แก้ไขความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลัง
- แก้ไขความผิดรูปของกระดูกสันหลัง เช่น ภาวะกระดูกสันหลังคด
- แนวทางการป้องกันโรคกระดูกคอเสื่อม
แม้ความเสื่อมของร่างกายจะเกิดขึ้นตามวัยและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงหรือชะลอการเสื่อมได้ด้วยการ
- เข้าใจว่าความเสื่อมเป็นส่วนหนึ่งของอายุที่เพิ่มขึ้น
- ตระหนักถึงปัจจัยด้านกรรมพันธุ์
- ดูแลอารมณ์และสุขภาพจิต
- รับประทานอาหารให้เหมาะสม ไม่ผอมหรืออ้วนเกินไป
- ปรับรูปแบบการทำงานให้เหมาะสม
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ขอบคุณข้อมูลจาก: อ.นพ.สุทธิภาศ พงศ์มณี อาจารย์ประจำหน่วยกระดูกสันหลัง ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียบเรียง: นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ/ข่าว:งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ติดตามผ่านทาง Facebook : https://cmu.to/zCYtJ

ร่วมแสดงความคิดเห็น