เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ กก สาย รวก โขง จัดชุมนุมถือป้ายแสดงเจตนารมณ์ปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี พร้อมมอบน้ำปนเปื้อนและยื่นแถลงการณ์ถึง พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา”
ช่วงสายวันนี้ (3 ส.ค.69) กลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก และแม่โขง จำนวนหลายสืบคน ได้เดินทางมาชุมนุมบริเวณสถานกงส่วนใหญ่เมียนมาร์ ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย และรัฐบาลทหารเมียนมา เรียกร้องให้มีมาตรการขั้นเด็ดขาดทันทีเพื่อยุติวิกฤตการปนเปื้อนของสารพิษในแหล่งน้ำข้ามพรมแดน หลังพบว่าการทำเหมืองแร่ในฝั่งเมียนมาได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนชาวไทยหลายล้านคน
โดยทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้ตั้งขบวนและเริ่มเดินเท้าจากจุดเริ่มต้นที่ด้านหน้าวัดสันติธรรม อ.เมืองเชียงใหม่ และมุ่งหน้าไปยังบริเวณหน้าสถานกงสุลใหญ่แห่งสหภาพเมียนมาประจำจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับเตรียมป้ายข้อความประท้วง อาทิ “หยุดมลพิษข้ามพรมแดน! หยุดเหมือง! หยุดเผด็จการ! เอาแม่น้ำกกคืนมา!” รวมถึงมีการนำขวดบรรจุน้ำที่ปนเปื้อนจากแม่น้ำกกมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ด้วย
การชุมนุมครั้งนี้มีแกนนำเครือข่ายสิ่งแวดล้อมและนักวิชาการเข้าร่วมขับเคลื่อนสำคัญ นำโดย ดร.สืบสกุล กิจนุกร แกนนำกลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ กก สาย รวก โขง, น.ส.วรวรรณ ศุกระฤกษ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ลุ่มน้ำโขงจาก Earthrights International โครงการเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าหงสา, น.ส.บุพมาส สันธิราษฎร์ นักพัฒนาสังคม และ น.ส.แสงระวี สุรีรการย์ จากเครือข่ายรักษ์น้ำกก
สำหรับเนื้อหาสาระ ของจดหมายที่ยื่นครั้งนี้ มีใจความว่า “พวกเราประชาชนชาวไทยหลายล้านคน ที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ต้องได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหารของเราปนเปื้อนด้วยสารพิษที่ไหลมาจากการทำเหมืองแร่ในเมียนมาร์ เกษตรกรในลุ่มน้ำโขงจำเป็นต้องใช้น้ำปนเปื้อนสารพิษเพื่อปลูกข้าว ทั้งข้าวนาปีและนาปรัง ในพื้นที่อย่างน้อย 110,000 ไร่ (40,000 เอเคอร์) และพวกเขากำลังขายผลผลิตที่ปนเปื้อนเหล่านี้ให้กับผู้บริโภคชาวไทยทั่วประเทศ ชาวประมงใน 60 หมู่บ้านไม่สามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ เพราะผู้บริโภคไม่ประสงค์ที่จะบริโภคปลาที่ปนเปื้อนด้วยสารตะกั่ว แคดเมียม และปรอท กระทรวงสาธารณสุขมีคำแนะนำให้งดบริโภคกุ้ง หอย และปูจากแม่น้ำที่ปนเปื้อน และห้ามกินเครื่องในปลาเนื่องจากมีปริมาณโลหะหนักปนเปื้อนสูง ผู้ประกอบการท่องเที่ยวตามแม่น้ำกกกำลังสูญเสียแหล่งประกอบอาชีพ นอกจากนี้ ประชาชนอย่างน้อย 40,000 ครัวเรือน หรือ 120,000 คน ในตัวเมืองเชียงราย ต้องดื่มน้ำประปาที่ปนเปื้อนโลหะหนัก”
“อย่างไรก็ดี หลังจากมีการเผยแพร่จดหมายร่วม (Joint Communication) ขององค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เกี่ยวกับ “การละเมิดด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน ซึ่งยังมีความร้ายแรง เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม โดยเป็นผลมาจากการทำเหมืองและการปนเปื้อนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” รัฐบาลของท่านได้มีจดหมายตอบกลับเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 โดยปฏิเสธ “ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่หายากและเหมืองแร่อื่น ๆ” และอ้างว่า ไม่มีการทำเหมืองเช่นนั้นเกิดขึ้นตามริมฝั่งแม่น้ำกกในเมียนมาร์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกับภาพถ่ายดาวเทียม การโกหกอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ถือว่าเป็นการดูหมิ่นองค์การสหประชาชาติและประชาชนในประเทศไทย
สถานการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเราขอเรียกร้องดังต่อไปนี้
- รัฐบาลทหารเมียนมาร์ต้องยอมรับถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเหมืองแร่ริมฝั่งแม่น้ำกก สาย รวก และสาขาของแม่น้ำโขงอื่น ๆ รวมทั้งแม่น้ำโขงที่ไหลในเมียนมาร์ ซึ่งกำลังทำให้เกิดการปนเปื้อนข้ามพรมแดน และจะต้องยุติการทำเหมืองทุกประเภทที่อยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำทันที จนกว่าจะมีการแก้ปัญหาการปนเปื้อนในน้ำได้








ร่วมแสดงความคิดเห็น