ในปัจจุบันหลายคนคงเคยพบเจอกับความสัมพันธ์แบบนี้ และส่วนใหญ่มักจะเกิดในวัยรุ่น ด้วยความที่ยังอยู่ในช่วงวัยที่ยังมีความรักสนุกมากกว่าที่จะมั่นคง ความสัมพันธ์แบบ “Situationship” หรือความสัมพันธ์ที่ชอบอยู่ด้วยกัน แต่ไม่คบกัน ไม่ผูกมัด ไม่พัฒนาต่อ เหมือนเป็นแฟนกันแต่ก็ไม่ใช่ แต่ก็รู้สึกดีต่อกัน จึงเป็นสิ่งที่ถูกตั้งคำถามขึ้นมาว่า “สรุปแล้วระหว่างเราคืออะไรกันแน่”
เอลิซาเบธ อาร์มสตรอง ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ในสหรัฐฯ ผู้วิจัยเกี่ยวกับเรื่องเพศวิถีและความสัมพันธ์รูปแบบดังกล่าว ระบุว่า ความสัมพันธ์แบบ Situationship เป็นขั้นตอนหนึ่งในการออกเดต ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ เจน Z หรือกลุ่มผู้ที่เกิดในระหว่างปี พ.ศ.2540-2555 มีอายุตั้งแต่ 9-24 ปี

Situationship เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่ไม่ได้มุ่งหวังที่จะผูกมัดหรือครอบครองด้วยการพัฒนาความสัมพันธ์ให้เป็นคนรัก บางครั้งความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน แต่ปล่อยให้มันเป็นไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างเช่น นักศึกษามหาวิทยาลัยปีสุดท้ายสองคนอาจจะยังไม่ได้ตกลงเป็นคู่รักกัน เพราะต่างรู้ดีว่าพอเรียนจบแล้วอาจจะต้องแยกย้ายกันไปเติบโตหลังจากเรียนจบ จึงปล่อยจอยกับความสัมพันธ์แบบนี้
“คนรุ่นใหม่มักคิดว่าการคลั่งการทุ่มเทในความรักมากจนเกินไป อาจจะทำให้เสียโอกาสเป้าหมายในชีวิตหลายๆ อย่าง ดังนั้น ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดจึงเหมาะสมที่สุดสำหรับวัยของพวกเขา”
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ Situationship จะกลายเป็นที่นิยมของคนเจน Z และกลายเป็นเรื่องปกติที่จะอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน แทนที่จะหลีกหนีเหมือนคนรุ่นอื่น ๆ แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์นี้

ถ้าความสัมพันธ์นี้มันบั่นทอนจนทำให้เราไม่มีความสุข เราก็สามารถที่จะเลือกทางเดินชีวิตในเรื่องของความรักของเราเองได้ เพียงแค่เรามีความ “ซื่อสัตย์” ต่อตัวเอง และ “รัก” ตัวเองมากพอ
การซื่อสัตย์ต่อตัวเองเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตัดสินใจ ถึงแม้ว่ามันจะทำให้เราเสียใจและเสียเวลา ก็ถือซะว่าให้มันเป็นบทเรียนของการเติบโตขึ้น การตัดสินใจออกมาไม่ใช่เรื่องที่แย่ แต่กลับว่าดีด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อยเราจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดอยู่ฝ่ายเดียว

ไม่ว่าความสัมพันธ์จะมาในรูปแบบใด ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นเรื่องของคนสองคน ในเมื่อทั้งคู่ยังมีความสุขดีและยังเป็นเรื่องที่สบายใจทั้งสองฝ่าย มีการตกลงและพอใจที่จะอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้ ก็ไม่มีอะไรถูกผิดหรือมีอะไรเสียหาย เพราะถือว่าทั้งสองนั้นเลือกแล้ว ถ้าวันนึงเราจะต้องเสียใจกับมัน ให้คิดว่ามันเป็นโอกาสและบทเรียนที่เราจะได้เรียนรู้ เป็นภูมิคุ้มกันให้ในอนาคต เพราะชีวิตในวันข้างหน้าเราต้องพบเจอผู้คนมากมาย มันต้องมีสักวันที่เราจะต้องสมหวังแน่นอน
ที่มา : healthline
ร่วมแสดงความคิดเห็น