81845

ตื่นปุ๊บ ดื่มกาแฟปั๊บ…หรือจะรอหลังอาหารเช้า

ตัวกาแฟเองเป็นที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยสุขภาพและลดความสุ่มเสี่ยง ต่อการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดจนกระทั่งถึงมะเร็ง (บทความสุขภาพหรรษา ไทยรัฐเรื่องกาแฟ โดยหมอดื้อ) อย่างไรก็ตาม ในขนาดบริโภค 62 มิลลิกรัมของคาเฟอีนต่อ100 ซีซี โดยดื่มถ้วยเดียว หรือ ขนาด 100 ถึง 400 มิลิกรัม ดื่มถ้วยเดียว จะมีผลทำให้กระบวนการจัดการน้ำตาลในเลือด หลังที่กินอาหารไปแล้วเกิดความแปรปรวนขึ้นมา และเป็นที่กริ่งเกรงกันว่าการดื่มกาแฟหลังจากที่ไม่ได้นอนมาระยะหนึ่งหรือการนอนโดนที่ถูกกระตุกเป็นช่วง ๆ การดื่มกาแฟดังกล่าวแทนที่จะได้ผลดีต่อสุขภาพอาจจะเกิดผลเสียสะสมขึ้นไปอีก บทความนี้ตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการของอังกฤษ (British journal of nutrition) เมื่อกลางปี 2563นี้ และทำการศึกษาในบุรุษและสตรีที่สุขภาพดี 29 คน โดยการศึกษาแบ่งออกเป็นสามสภาวะ ในแบบแรกให้มีการนอนปกติและเมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็ให้ดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ในแบบที่สองกำหนดให้มีการนอนกระท่อนกระแท่นโดยมีการปลุกทุกชั่วโมงเป็นเวลา 5 นาที (โดยรวมแล้วเท่ากับ 80 นาที) แล้วตอนเช้าให้ดื่มเครื่องดื่มน้ำตาล และในแบบสุดท้ายให้มีการนอนแบบมีการทารุณกรรมตามข้างต้น แต่เช้าวันรุ่งขึ้น ให้ดื่มกาแฟดำเข้มข้นและอีก 30 นาทีต่อมาตามด้วยเครื่องดื่มน้ำตาล โดยในแต่ละแบบมีการเจาะเลือดหลังจากที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลไปแล้วซึ่งมีปริมาณแคลอรี่เทียบเคียงกับอาหารเช้าตามปกติ ผลการศึกษาปรากฏว่า การนอนแบบกระท่อนกระแท่นแบบถูกทารุณกรรมนั้น ไม่มีผลกระทบต่อกระบวนการจัดการระดับน้ำตาลและอินซูลินในเลือด โดยผลที่ได้นั้นเหมือนกับการนอนอย่างมีความสุขในทางกลับกัน การดื่มกาแฟดำเข้มข้นก่อนอาหารเช้ากลับพบว่าทำให้ระบบการจัดการน้ำตาลและอินซูลินรวนเรและมีระดับเพิ่มขึ้นประมาณ 50% คณะผู้ศึกษาได้ทำการวิเคราะห์และสรุปให้ความเห็นว่าผลที่ได้นี้ไม่ได้คัดค้าน […]

หยุดงานวัน ‘พุธ’ เทรนด์ใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ขอให้ฉันได้หยุดงานเถอะ หยุดงานทุกวัน ‘พุธ’ เทรนด์ใหม่ทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ ‘วันนี้ลางานดีมั้ยนะ?’ คำนี้คงเป็นความคิดแรกสุดของเหล่ามนุษย์เงินเดือน ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแน่นอน การทำงาน 5 วัน/สัปดาห์ เป็นอะไรที่หนักหนาและเหนื่อยแสนเหนื่อย การหยุดเพียงแค่เสาร์-อาทิตย์ ไม่ได้ช่วยฟื้นฟูพลังใจที่เพียงเพื่อต่อสู้กับเช้าวันจันทร์ ไปจนถึงเย็นวันศุกร์ได้ แต่การทำงานขึ้นอยู่กับบุคคล บางคนชอบทำงงานกลางวัน บางคนชอบทำงานกลางคืน  หรือบางคนรอเดดไลน์ก่อนทำก็มี ทุกคนชอบการทำงานในเวลาที่ต่างกัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนล้วนต้องทำงานอยู่ดี ดังนั้นวันหยุดยาวจึงถือเป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับชาวออฟิศ หลายๆคนจึงเลือกวิธีการหยุดงานแบบวันเสาร์-จันทร์ หรือวันศุกร์-อาทิตย์ หรือเลือกที่จะหยุดเสาร์-อาทิตย์ สลับกับการหยุดวันจันทร์ อังคาร พุธ ไปเรื่อยๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง กลายเป็นเทรนด์ใหม่ คือการทำงาน 4 วัน/สัปดาห์นั่นเอง ในขณะที่อีกหลายๆคน กำลังชั่งใจว่าควรหยุดงานวันไหนดี ถึงจะคุ้มค่าและสามารถชาร์จพลัง เพื่อต่อสู้กับการทำงานในวันต่อไปได้ คำถามนี้มีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาให้แล้ว พบว่า ‘การหยุดวันพุธ แล้วค่อยไปหยุดวันเสาร์-อาทิตย์อีกที ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด’ แล้วทำไมการหยุดทำงานในวันพุธถึงเป็นวันที่ดีที่สุด? ดอว์นา บัลลาร์ด (Dawna Ballard) ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส และนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องเวลาและการสื่อสาร ได้บอกว่า การหยุดวันพุธเป็นการขัดจังหวะการทํางานจากปัจจัยภายนอก ขณะเดียวกันคุณก็จะพบจังหวะใหม่ภายในที่เกิดขึ้น แม้ว่าวันหยุดยาวจะทำให้คุณมีเวลาอยู่กับตารางของตัวเองมากขึ้น […]

ความสัมพันธ์แบบ ‘Situationship’ ชอบอยู่ด้วยกัน แต่ไม่คบกัน 

ในปัจจุบันหลายคนคงเคยพบเจอกับความสัมพันธ์แบบนี้ และส่วนใหญ่มักจะเกิดในวัยรุ่น ด้วยความที่ยังอยู่ในช่วงวัยที่ยังมีความรักสนุกมากกว่าที่จะมั่นคง ความสัมพันธ์แบบ “Situationship” หรือความสัมพันธ์ที่ชอบอยู่ด้วยกัน แต่ไม่คบกัน ไม่ผูกมัด ไม่พัฒนาต่อ เหมือนเป็นแฟนกันแต่ก็ไม่ใช่ แต่ก็รู้สึกดีต่อกัน จึงเป็นสิ่งที่ถูกตั้งคำถามขึ้นมาว่า “สรุปแล้วระหว่างเราคืออะไรกันแน่” เอลิซาเบธ อาร์มสตรอง ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ในสหรัฐฯ ผู้วิจัยเกี่ยวกับเรื่องเพศวิถีและความสัมพันธ์รูปแบบดังกล่าว ระบุว่า ความสัมพันธ์แบบ Situationship เป็นขั้นตอนหนึ่งในการออกเดต ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ เจน Z หรือกลุ่มผู้ที่เกิดในระหว่างปี พ.ศ.2540-2555 มีอายุตั้งแต่ 9-24 ปี Situationship เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่ไม่ได้มุ่งหวังที่จะผูกมัดหรือครอบครองด้วยการพัฒนาความสัมพันธ์ให้เป็นคนรัก บางครั้งความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน แต่ปล่อยให้มันเป็นไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างเช่น นักศึกษามหาวิทยาลัยปีสุดท้ายสองคนอาจจะยังไม่ได้ตกลงเป็นคู่รักกัน เพราะต่างรู้ดีว่าพอเรียนจบแล้วอาจจะต้องแยกย้ายกันไปเติบโตหลังจากเรียนจบ จึงปล่อยจอยกับความสัมพันธ์แบบนี้ “คนรุ่นใหม่มักคิดว่าการคลั่งการทุ่มเทในความรักมากจนเกินไป อาจจะทำให้เสียโอกาสเป้าหมายในชีวิตหลายๆ อย่าง ดังนั้น ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดจึงเหมาะสมที่สุดสำหรับวัยของพวกเขา” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ Situationship จะกลายเป็นที่นิยมของคนเจน Z และกลายเป็นเรื่องปกติที่จะอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน แทนที่จะหลีกหนีเหมือนคนรุ่นอื่น ๆ แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์นี้ ถ้าความสัมพันธ์นี้มันบั่นทอนจนทำให้เราไม่มีความสุข เราก็สามารถที่จะเลือกทางเดินชีวิตในเรื่องของความรักของเราเองได้ เพียงแค่เรามีความ “ซื่อสัตย์” ต่อตัวเอง และ “รัก” ตัวเองมากพอ […]