แพทย์ มช.ชี้ ลูกป่วยบ่อย อย่าเพิ่งตกใจ ป่วยตามวัยหรือป่วยแบบไหนที่ต้องตรวจเพิ่ม

ลูกป่วยบ่อย อย่าเพิ่งตกใจ
ป่วยตามวัย หรือ ป่วยแบบไหนที่ต้องตรวจเพิ่มเติม
แพทย์ มช. มีคำตอบ

“ทำไมลูกป่วยบ่อยจัง?”
“ภูมิคุ้มกันไม่ดีหรือเปล่า?”
“ต้องหาวิตามินมาเสริมภูมิไหม?”

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายคนกังวล โดยเฉพาะเมื่อลูกเริ่มเข้าเนอสเซอรี่ (Nursery) หรือสถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก เพราะจากเด็กที่เคยอยู่บ้าน เมื่อเข้าสู่สังคมและต้องพบเจอเพื่อนจำนวนมาก ก็มีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคหลากหลายชนิดมากขึ้น จึงอาจมีอาการไอ มีน้ำมูก เป็นหวัด หรือมีไข้สลับกันอยู่บ่อย ๆ

แต่ “ลูกป่วยบ่อย” ไม่ได้แปลว่า “ภูมิคุ้มกันบกพร่อง” เสมอไป
ในเด็กเล็ก การติดเชื้อทางเดินหายใจหลายครั้งอาจเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของระบบภูมิคุ้มกัน เพราะร่างกายกำลังพบเจอเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ และสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเหล่านั้น

ป่วยบ่อยแค่ไหน ถึงเรียกว่า “ป่วยตามวัย”
เด็กเล็กที่อยู่บ้านและยังสัมผัสเชื้อโรคไม่มาก อาจเป็นหวัดประมาณ 5–8 ครั้งต่อปี
แต่เมื่อเริ่มเข้าเนอสเซอรี่ (Nursery) หรือสถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก ความถี่ของการติดเชื้ออาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 10–12 ครั้งต่อปี หรือเฉลี่ยเกือบเดือนละครั้ง ดังนั้น หากพ่อแม่รู้สึกว่า “ลูกเพิ่งหายจากหวัด ก็กลับมาเป็นอีกแล้ว!” อย่าเพิ่งตกใจ เพราะเด็กเล็กที่ต้องพบเจอเชื้อโรคหลากหลายชนิดอาจมีการติดเชื้อบ่อยขึ้นในช่วงแรก สิ่งสำคัญคือ ต้องดู ลักษณะของการเจ็บป่วยร่วมด้วย
หากลูกป่วยแต่ละครั้งอาการไม่รุนแรง รักษาแล้วหายตามปกติ กินอาหารได้ เล่นได้ และมีน้ำหนักและส่วนสูงเติบโตสมวัย ก็อาจเป็นการเจ็บป่วยที่พบได้ตามวัย เมื่อเด็กโตขึ้น ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อต่าง ๆ มากขึ้น ความถี่ของการติดเชื้อมักลดลง โดยในวัยประถมอาจเหลือประมาณ 2–3 ครั้งต่อปี

“ภูมิตก” กับ “ภูมิคุ้มกันบกพร่อง” ไม่เหมือนกัน
คำว่า “ภูมิตก” เป็นคำที่ใช้กันทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์โดยตรง โดยทั่วไปมักใช้พูดถึงช่วงที่รู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอ เช่น หลังเจ็บป่วย พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียด ส่วน “ภูมิคุ้มกันบกพร่อง” เป็นภาวะทางการแพทย์ที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ทำให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ไม่ดีเท่าที่ควรสาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรม การได้รับยาหรือการรักษาที่กดภูมิคุ้มกัน รวมถึงโรคหรือการติดเชื้อบางชนิด
ดังนั้น การที่ลูกเป็นหวัดบ่อยเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสรุปได้ว่าลูกมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

5 สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
หากลูกมีลักษณะต่อไปนี้ ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม

  1. ปอดบวมหรือไซนัสอักเสบบ่อย
    โดยเฉพาะหากมีประวัติปอดบวมหรือไซนัสอักเสบ มากกว่า 2 ครั้งต่อปี
  2. มีการติดเชื้อรุนแรงหรือผิดปกติ
    เช่น การติดเชื้อรุนแรงอย่างเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือมีฝีติดเชื้อในอวัยวะภายใน
  3. ติดเชื้อจนต้องนอนโรงพยาบาลหรือได้รับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำบ่อยครั้ง
    หากการติดเชื้อแต่ละครั้งมีความรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หรือจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ ควรให้แพทย์ประเมินเพิ่มเติม
  4. น้ำหนักน้อยหรือเลี้ยงไม่โต ร่วมกับการติดเชื้อบ่อย
    หากลูกมีการติดเชื้อบ่อยและมีน้ำหนักไม่ขึ้น ส่วนสูงไม่เป็นไปตามวัย หรือมีปัญหาการเจริญเติบโตร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์
  5. มีเชื้อราในช่องปากซ้ำหรือเรื้อรัง
    โดยเฉพาะในเด็กอายุมากกว่า 1 ปี หากมีเชื้อราในช่องปากเป็นซ้ำหรือไม่หายตามปกติ ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุ
    ทั้ง 5 ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแน่นอน แต่เป็นสัญญาณที่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ ลูกป่วยบ่อย ต้องกิน “ยาฆ่าเชื้อ” ทุกครั้งไหม?
    ไม่จำเป็น
    โรคหวัดและการติดเชื้อทางเดินหายใจจำนวนมากเกิดจากเชื้อไวรัส ขณะที่ยาปฏิชีวนะใช้สำหรับรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ได้รักษาเชื้อไวรัส
    การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงและเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา
    ดังนั้น เมื่อลูกมีไข้ ไอ หรือมีน้ำมูก ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมาให้รับประทานเอง แต่ควรให้แพทย์ประเมินก่อนว่าจำเป็นต้องใช้ยาหรือไม่
    ลูกป่วย ไม่ได้แปลว่าต้องกินยาฆ่าเชื้อทุกครั้ง

ต้องซื้อวิตามินมา “เสริมภูมิ” ให้ลูกหรือไม่
สำหรับเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงและได้รับอาหารครบถ้วน การให้วิตามินหรืออาหารเสริมไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงจนไม่เจ็บป่วย
สิ่งสำคัญกว่าการพยายาม “เร่งภูมิ” คือการดูแลสุขภาพพื้นฐานให้เหมาะสมกับวัย
เพราะการได้รับวิตามินบางชนิดมากเกินความจำเป็นอาจก่อให้เกิดผลเสียได้ โดยเฉพาะวิตามินที่ละลายในไขมันซึ่งสามารถสะสมในร่างกาย
หากสงสัยว่าลูกขาดวิตามินหรือสารอาหาร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสริม

3 เกราะพื้นฐาน ดูแลสุขภาพลูก

  1. กินอาหารครบ 5 หมู่
    ให้เด็กได้รับอาหารที่หลากหลาย มีผัก ผลไม้ และแหล่งโปรตีนที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการทำงานของระบบต่าง ๆ
  2. เล่นและทำกิจกรรมตามวัย
    ให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกาย เล่น และทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยจากความร้อนและแสงแดด
  3. รับวัคซีนตามคำแนะนำ
    ควรให้เด็กได้รับวัคซีนตามกำหนด รวมถึงวัคซีนที่เหมาะสมกับช่วงวัยและความเสี่ยง เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้ออื่น ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์

ลูกป่วยบ่อย ไม่ได้แปลว่าภูมิคุ้มกันบกพร่อง
โดยเฉพาะเด็กเล็กที่เพิ่งเข้าเนอสเซอรี่ (Nursery) หรือสถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก การพบเจอเชื้อโรคหลากหลายชนิดอาจทำให้ติดเชื้อบ่อยขึ้นได้ และเมื่อโตขึ้น ความถี่ของการเจ็บป่วยมักลดลง
แต่หากลูกมี การติดเชื้อรุนแรง ปอดบวมหรือไซนัสอักเสบบ่อย ต้องนอนโรงพยาบาลหรือได้รับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำบ่อย น้ำหนักน้อยหรือโตช้า หรือมีเชื้อราในช่องปากเป็นซ้ำหรือเรื้อรัง
ควรพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม
เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่การทำให้ลูก “ไม่ป่วยเลย”
แต่คือการแยกให้ออกว่า
“ป่วยตามวัย” หรือ “ป่วยแบบที่ควรตรวจเพิ่มเติม”
รู้ให้ถูก ดูแลให้ตรง ลูกป่วยบ่อย…อย่าเพิ่งตกใจ และอย่าเพิ่งสรุปว่า “ภูมิคุ้มกันบกพร่อง”

ขอบคุณข้อมูลจาก :รศ.นพ.มงคล เหล่าอารยะ อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.
เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ติดตามผ่านทาง Facebook : https://cmu.to/8gQdE

ลูกป่วยบ่อย #เด็กป่วยบ่อย #ภูมิคุ้มกันเด็ก #ภูมิตก #หวัดในเด็ก #สุขภาพเด็ก #พ่อแม่ต้องรู้ #สัญญาณเตือน#สุขภาพน่ารู้ #ความรู้สุขภาพ #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช#หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU

ร่วมแสดงความคิดเห็น