ม.แม่โจ้ เปิดอบรมหลักสูตร Non-Degree ผู้ประกอบการโกโก้สร้างสรรค์ และเทคโนโลยีการแปรรูปมูลค่าสูง สู่ตลาดสากล
สถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตร Non-Degree ผู้ประกอบการโกโก้สร้างสรรค์ และเทคโนโลยีการแปรรูปมูลค่าสูง สู่ตลาดสากล(Creative Cocoa Entrepreneur and High-Value ProcessingTechnologist for Global Markets)
เพื่อพัฒนากำลังคนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโกโก้ไทยให้มีความรู้และทักษะครบวงจร ตั้งแต่การผลิตเมล็ดโกโก้คุณภาพ การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การตลาด และการต่อยอดสู่ตลาดพรีเมียมทั้งในและต่างประเทศ
การฝึกอบรม Module 6 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–2 สิงหาคม 2569 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ชั้น 1 สถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยได้รับเกียรติจาก คุณกันต์ อรุณประพันธ์ เจ้าของร้าน Lolé ผู้เชี่ยวชาญด้านช็อกโกแลตคราฟต์ และ คุณบดินทร์ เจริญพงศ์ชัย นายกสมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทย (Thai Cocoa and Chocolate Trade Association : TACCO) ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตช็อกโกแลตเชิงสร้างสรรค์ พร้อมฝึกปฏิบัติจริง เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ตะวัน ฉัตรสูงเนิน ผู้อำนวยการสถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า อุตสาหกรรมโกโก้และช็อกโกแลตของประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับแหล่งกำเนิดวัตถุดิบ อัตลักษณ์ท้องถิ่น มาตรฐานการผลิต ความปลอดภัยด้านอาหาร และความยั่งยืนของห่วงโซ่คุณค่า แต่ผู้ประกอบการไทยยังขาดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต การควบคุมกระบวนการหมัก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการเข้าถึงตลาดพรีเมียมและตลาดต่างประเทศ
ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้จึง สถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
จึงได้ริเริ่มความร่วมมือกับ คุณบดินทร์ เจริญพงศ์ชัย นายกสมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทย (Thai Cocoa and Chocolate Trade Association: TACCO) ในการพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรแบบ Non-Degree หลักสูตร “ผู้ประกอบการโกโก้สร้างสรรค์และเทคโนโลยีการแปรรูปมูลค่าสูง สู่ตลาดสากล (Creative Cocoa Entrepreneur and High-Value Processing Technologist for Global Markets)” ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก “โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่” ดำเนินการภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมโกโก้ไทยในอนาคต
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ตะวัน กล่าวอีกว่า หลักสูตรได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมการเรียนรู้ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมโกโก้ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ใช้ระยะเวลาเรียน 4 เดือน หรือ 16 สัปดาห์ รวม 285 ชั่วโมง เทียบเท่า 9 หน่วยกิต แบ่งเป็นภาคทฤษฎี 60 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติ 225 ชั่วโมง จัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Modular and Stackable ควบคู่กับ Work-Integrated Learning ที่เน้นการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง ผ่านการฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการ การทำโครงงาน และการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
โครงสร้างหลักสูตรประกอบด้วย 9 โมดูล ครอบคลุมการสร้างมูลค่าห่วงโซ่อุปทานโกโก้ การจัดการสวนโกโก้ตามมาตรฐาน GAP/PGS วิทยาศาสตร์การแปรรูปโกโก้ การผลิตเมล็ดโกโก้แห้ง การประเมินคุณภาพเมล็ดโกโก้ การผลิตช็อกโกแลตมาตรฐานอุตสาหกรรม การวางแผนธุรกิจ การตลาดดิจิทัล และการพัฒนาแผนธุรกิจแบบบูรณาการ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำองค์ความรู้ไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโกโก้ไทยได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดธุรกิจ พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ และขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศได้” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ตะวัน กล่าว
ด้าน คุณบดินทร์ เจริญพงศ์ชัย นายกสมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทย (TACCO) กล่าวว่า การเพิ่มมูลค่าให้กับโกโก้ไทยไม่สามารถหยุดอยู่เพียงการผลิตเมล็ดโกโก้คุณภาพดี แต่จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพด้านการแปรรูปให้สามารถผลิตช็อกโกแลตและผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เพราะการแปรรูปคือหัวใจสำคัญของการสร้างมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ หากยังคงจำหน่ายวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยจะไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
หลักสูตรนี้จึงถูกออกแบบให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตั้งแต่การคัดเลือกและวิเคราะห์คุณภาพเมล็ดโกโก้ การแปรรูปเป็นช็อกโกแลต ไปจนถึงการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของผู้ประกอบการไทยที่ยังขาดความรู้และความชำนาญด้านการผลิตช็อกโกแลตคุณภาพสูง พร้อมทั้งสามารถนำเทคนิคที่ได้รับไปพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของตลาด และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
นายกสมาคม TACCO กล่าวว่า จุดเด่นของโกโก้ไทยคือเอกลักษณ์ด้านกลิ่นและรสชาติผลไม้ (Fruity Note) ซึ่งเป็นลักษณะที่ตลาดช็อกโกแลตระดับพรีเมียมทั่วโลกให้ความสำคัญ หากสามารถรักษาอัตลักษณ์ดังกล่าวไว้ในกระบวนการแปรรูป จะกลายเป็นจุดขายสำคัญของช็อกโกแลตไทย พร้อมเปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจช็อกโกแลตไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีผู้ประกอบการหลายรายที่มียอดขายระดับล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และเชื่อว่าตลาดเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน จะเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในอนาคต
สำหรับการอบรมใน Module 6 คุณกันต์ อรุณประพันธ์ เจ้าของร้าน Lolé กล่าวว่า เน้นให้ผู้เรียนเข้าใจวัตถุดิบเป็นพื้นฐาน เริ่มจากการชิมช็อกโกแลตจากแหล่งผลิตที่แตกต่างกัน เพื่อเรียนรู้เอกลักษณ์ของเมล็ดโกโก้ ก่อนเรียนรู้เทคนิค Chocolate Tempering การควบคุมอุณหภูมิ การขึ้นรูป การทำไส้ การสร้างรสชาติใหม่ และการผลิตช็อกโกแลตคอนเฟกชันนารี โดยถ่ายทอดหลักการพื้นฐานที่สามารถนำไปประยุกต์สร้างสูตรเฉพาะและอัตลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ได้
ผู้เข้าอบรมยังได้ฝึกปฏิบัติการผลิตผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตหลากหลายชนิด อาทิ Coffee Ganache, Coffee Truffle, Honeycomb Candy, Macadamia Dragée และ Chocolate Bar ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ การควบคุมอุณหภูมิ การขึ้นรูป การเคลือบช็อกโกแลต ตลอดจนการประยุกต์ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของไทยเพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ พร้อมเรียนรู้การควบคุมคุณภาพ การแก้ไขปัญหาในกระบวนการผลิต และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด
ด้านผู้เข้าอบรมต่างมองว่าหลักสูตรนี้ตอบโจทย์การพัฒนาธุรกิจอย่างแท้จริง
คุณฐิติมาน พันธุ์เถกิงอมร กล่าวว่า สนใจเข้าร่วมโครงการเพราะต้องการเรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อเข้าใจกระบวนการทั้งหมดก่อนจะมาเป็นผลิตภัณฑ์โกโก้และช็อกโกแลต และนำองค์ความรู้ไปสร้างธุรกิจใหม่ในอนาคต
ขณะที่ คุณอภิรดี ชูสุวรรณ จาก Cocoa Garden ซึ่งดำเนินธุรกิจรับซื้อและแปรรูปโกโก้อยู่แล้ว กล่าวว่า ต้องการพัฒนาทักษะด้านการผลิตช็อกโกแลตและการทำผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ หลังจากที่ผ่านมาเคยทดลองแปรรูปแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ จึงหวังนำความรู้ที่ได้รับไปยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ
เช่นเดียวกับ คุณปวันพจน์ ชัยกองเกียรติ เจ้าของ Ken & Cherry Chocolate ที่ระบุว่า ต้องการเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการปลูก การหมัก และการแปรรูปเมล็ดโกโก้ เพื่อเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อรสชาติของช็อกโกแลต และนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้เกษตรกรคู่ค้า รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถดึงเอกลักษณ์รสชาติของโกโก้ไทยออกมาได้อย่างเต็มศักยภาพ
ทั้งนี้ ผู้สำเร็จหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองสมรรถนะ ซึ่งลงนามร่วมโดยมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทย และสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อรับรองศักยภาพในการปฏิบัติงานจริง สามารถนำองค์ความรู้ไปประกอบอาชีพ พัฒนาธุรกิจ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโกโก้ไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม อันจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมโกโก้ไทยสู่ตลาดสากลอย่างยั่งยืน





ร่วมแสดงความคิดเห็น