ความเป็นมาของขนมเข่ง
“ขนมเข่ง” ในภาษาจีนเรียกว่า “เหนียนเกา” (年糕 : nian gao) แปลตรงๆ คือขนมเค้กปี ซึ่งก็คือขนมที่ใช้ไหว้ในเทศกาลต่างๆ รวมไปถึงกินกันเป็นปรกติธรรมดาแม้ไม่ได้มีเทศกาลใด ขนมเข่งในภาษาจีนพ้องเสียงกับคำว่า “เหนียนเกา” (年高: nian gao) ซึ่งมาจากคำว่า “เหนียนเหนียนเกา” (年年搞: nian nian gao) แปลว่า แต่ละปีที่ดีขึ้นกว่าปีก่อน ขนมเข่งจึงมีความหมายดีๆ เหมาะกับการนำมาไหว้เจ้า
ขนมเข่งในจีนนั้นมีทั้งความคล้ายและความแตกต่างกับขนมเข่งของจีนในไทย เนื่องด้วยแผ่นดินจีนกว้างใหญ่ ขนมเข่งจึงมีหลายรูปแบบตามแต่ละพื้นที่
ขนมเข่งในภูมิภาคต่างๆ
“ขนมเข่งทางตอนเหนือ” จะนิยมใช้วิธีนึ่งหรือนำไปทอด รสชาติจะออกหวานเป็นหลัก เช่นขนมเข่งของปักกิ่ง นิยมใช้แป้งข้าวเหนียว และแป้งข้าวเหลืองซึ่งเป็นข้าวสีเหลืองที่พบทางภาคเหนือของจีน มาผสมกัน แล้วนำพุทราจีนแห้งมายัดเป็นไส้ หรือใช้วิธีการคลุกผสมกัน จากนั้นนำไปนึ่ง ขนมเข่งประเภทนี้เรียกว่า “หงจ่าวเหนียนเกา” (红枣年糕: hong zao nian gao) หรือถ้านำไปผสมกับน้ำตาลและเมล็ดธัญพืชต่างๆ เรียกว่า “ไปกั๋วเหนียนเกา” (百果年糕: bai gua nian gao)

“ขนมเข่งแถบเจียงหนาน” อยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง เช่น นานกิง ซูโจว หางโจว เซี่ยงไฮ้ จะมีลักษณะเป็นสีขาว รสชาติจืด ใช้แป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียวผสมกัน แป้ง 2 ชนิดนี้จะใส่มากใส่น้อยแล้วแต่ความชอบของคนทำ ถ้าหากชอบแบบแข็งจะใส่แป้งข้าวเจ้าในสัดส่วนที่มากกว่า แต่หากชอบแบบนุ่มเหนียวก็ใส่แป้งข้าวเหนียวมากกว่า แล้วนำไปนึ่ง ทอด หรือจะหั่นให้เป็นแผ่นๆ ผัดหรือต้มกับน้ำแกงกินก็ได้

“ขนมเข่งแบบฝูโจว” เป็นขนมเข่งที่พบได้ทั่วไป ทำจากแป้งข้าวเหนียวและแป้งข้าวเจ้า ผสมกับน้ำตาลทรายแดง และอาจใส่ถั่วลิสง พุทราแห้ง ผสมลงไปเป็นไส้ โดยจะปั้นแป้งเป็นก้อนๆ แล้วใส่ไส้ จากนั้นน้ำไปวางลงบนในตอง ซึ่งคนแถบฝูโจวจะเรียกว่าใบเหนียนเกา
“ขนมเข่งของไต้หวัน” ลักษณะโดดเด่นคือมีทั้งแบบจีนตอนใต้และจีนตอนเหนืออยู่ในเมืองเดียวกัน เนื่องด้วยมีผู้อพยพมาจากทั่วทุกสารทิศของจีน จึงมีหลายแบบ โดยขนมเข่งแบบที่พบมากที่สุดคือแบบฝูโจว

“ขนมเข่งแบบกวางตุ้งและแบบฮ่องกง” จะมีลักษณะสีแดงส้ม รสชาติหวาน ทำมาจากแป้งข้าวเหนียว น้ำตาลปึกที่ทำมาจากน้ำอ้อย และน้ำมันหมูหรือน้ำมันพืช นำไปใส่ไว้ในถาดกลมมีใบไผ่รองอยู่แล้วนึ่ง หรือทำการปั้นเป็นก้อนแล้วหั่นเป็นชิ้น ก่อนจะนำไปทอด หรือชุบไข่ทอด ออกมาเป็นสีเหลือง ความพิเศษของขนมเข่งแบบฮ่องกงคือ ขนมเข่งน้ำมะพร้าว จะเป็นขนมเข่งสูตรใช้น้ำมันมะพร้าวและน้ำตาลทรายขาว แทนน้ำตาลปึกผสมกับแป้งข้าวเหนียว
จะเห็นว่าขนมเข่งมีหลากหลายประเภทจริงๆ หากใครยังไม่เคยทานประเภทไหนคงจะต้องไปหามาชิมแล้วล่ะค่ะ และนอกจากความหนึบหนับ หอมอร่อยของขนมเข่งแล้ว ขนมเข่งยังมีความหมายมงคล ที่สื่อถึงความหวานชื่น ความราบรื่น และความอุดมสมบูรณ์ในชีวิตอีกด้วย การนำขนมเข่งไปไหวเจ้า ไหว้บรรพบุรุษในวันตรุษจีน ก็จะทำให้ชีวิตมีความหวานชื่นเหมือนขนมเข่ง
ข้อมูลจาก : https://food.trueid.net/detail/GRb2DrBK7mG
1.ขนมเข่งมะพร้าวขูด
ส่วนผสม ขนมเข่ง
- แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม
- น้ำ 1 ถ้วย
- น้ำตาลปี๊บ 1 กิโลกรัม
- มะพร้าวขูด 300 กรัม
- กระทงขนมเข่ง
- น้ำมันพืช (สำหรับทากระทง)
วิธีทำ ขนมเข่ง
- ทากระทงด้วยน้ำมันพืชให้ทั่ว เตรียมไว้
- นวดแป้งข้าวเหนียวกับน้ำจนแป้งนุ่ม จากนั้นใส่น้ำตาลปี๊บลงไปนวดให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว
- ใส่มะพร้าวขูดลงคนผสมให้เข้ากัน ตักใส่กระทง ประมาณ 3/4 ของกระทง
- วางขนมเรียงลงในชุดนึ่ง จากนั้นนำไปนึ่งด้วยไฟแรงที่มีน้ำเดือด นานประมาณ 1/2 ชั่วโมง
- ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น ใช้กรรไกรตัดเจียนกระทงที่เกินออกให้พอดีกับขนม พร้อมเสิร์ฟ

2.ขนมเข่งมะพร้าวอ่อน ส่วนผสม ขนมเข่งมะพร้าวอ่อน
- แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วย
- น้ำมะพร้าวหรือน้ำเปล่า 1+1/3 ถ้วย
- มะพร้าวอ่อน 1 ลูก
- มะพร้าวอ่อนแบบแห้ง หรือมะพร้าวเผาขูด 2 ถ้วย
- น้ำตาลทราย 2 ถ้วย
- เกลือ 1 หยิบมือ
- สีผสมอาหารสีแดง
วิธีทำ ขนมเข่งมะพร้าวอ่อน
- นำกระทงใบตองแห้งล้างน้ำเปล่าให้สะอาด ทาน้ำมันพืชด้านใน เตรียมไว้
- เปิดมะพร้าวออกเทน้ำมะพร้าวออกจากลูกมะพร้าว ถ้าเป็นมะพร้าวอ่อนแบบแห้งควรชิมน้ำก่อนว่ามีรสชาติเปรี้ยวไหม เทน้ำมะพร้าวใส่หม้อ และใช้ที่ขูดมะพร้าวหรือช้อนขูดเนื้อมะพร้าว ใส่อีกหม้อ เตรียมไว้
- เติมน้ำตาลทรายและเกลือป่นเพื่อให้รสชาติกลมกล่อมมากขึ้น เติมน้ำมะพร้าวเล็กน้อย นวดพอน้ำตาลละลาย
- ผสมแป้งข้าวเหนียวกับน้ำมะพร้าวที่เหลือ ใส่มะพร้าวขูดที่เตรียมไว้ นวดผสมให้เข้ากัน ถ้าแป้งแห้งเกินไปใส่น้ำเปล่าเพิ่มได้ นวดจนแป้งมีลักษณะใสกว่านมข้นหวานเล็กน้อย ตักส่วนผสมใส่กระทง
- ตั้งชุดนึ่งใช้ไฟกลางสูง พอน้ำเดือดวางขนมเรียงลงในชุดนึ่ง นานประมาณ 40 นาที เช็กความสุกด้วยไม้เสียบลูกชิ้นจิ้มลงไป ถ้าแป้งไม่ติดขึ้นมาแสดงว่าแป้งสุก พักไว้จนเย็น สุดท้ายแต้มสีแดงตรงกลางขนม

3.ขนมเข่งมะพร้าวอ่อนใบเตยแปะก๊วย
ส่วนผสม ขนมเข่งมะพร้าวอ่อนใบเตยแปะก๊วย
- แป้งข้าวเหนียว 2+1/2 ถ้วย
- กะทิ 1/3 ถ้วย
- น้ำใบเตยคั้นข้น 1 ถ้วย กรองเอาแต่น้ำ
- น้ำตาลทรายขาว 2 ถ้วย
- เกลือ 1 หยิบมือ
- มะพร้าวอ่อนขูดฝอย 2 ถ้วย
- แปะก๊วยเชื่อมสุก (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) 3 เม็ด ต่อขนม 1 ชิ้น
- น้ำมันพืช
วิธีทำขนมเข่งมะพร้าวอ่อนใบเตยแปะก๊วย
- ทำน้ำใบเตย โดยหั่นใบเตยเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่เครื่องปั่น เติมน้ำ ใส่น้ำตาลลงไป ปั่นจนละเอียด
- นำกระทงใบตองแห้งล้างน้ำเปล่าให้สะอาด ทาน้ำมันพืชด้านใน เตรียมไว้
- ผสมแป้งข้าวเหนียว น้ำตาลทราย เกลือ และกะทิ นวดผสมให้เข้ากัน เติมน้ำใบเตยลงไป นวดผสมจนแป้งเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่เนื้อมะพร้าวอ่อน นวดให้เข้ากัน ลักษณะแป้งควรใสกว่านมข้นหวานเล็กน้อย ตักขนมใส่กระทง โปะแปะก๊วยลงไป
- ตั้งชุดนึ่งรอจนน้ำเดือด วางขนมเรียงลงในชุดนึ่ง นึ่งประมาณ 30 นาที เช็กความสุกด้วยไม้จิ้มฟันจิ้มลงไป ถ้าแป้งไม่ติดขึ้นมาแสดงว่าแป้งสุก พักไว้จนเย็น

4.ขนมเข่งข้าวเหนียวดำ
ส่วนผสม ขนมเข่งข้าวเหนียวดำ
- แป้งข้าวเหนียวขาว 400 กรัม
- แป้งข้าวเหนียวดำ 100 กรัม
- น้ำตาลปี๊บ 500 กรัม
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- น้ำมะพร้าว หรือน้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
- มะพร้าวอ่อน 3 ลูก
- แปะก๊วย 200 กรัม
- น้ำมันพืชสำหรับทากระทง
วิธีทำขนมเข่งข้าวเหนียวดำ
- นำกระทงใบตองแห้งล้างน้ำเปล่าให้สะอาด ทาน้ำมันพืชด้านใน เตรียมไว้
- ใส่แป้งทั้งสองสีลงอ่างผสม ใส่น้ำตาลปี๊บกับเกลือ นวดพอเข้ากัน เติมน้ำมะพร้าว นวดจนน้ำตาลละลาย เติมเนื้อมะพร้าวอ่อน และแปะก๊วยลงไป นวดผสมให้เข้ากัน ตักส่วนผสมใส่กระทง
- ตั้งชุดนึ่งพอน้ำเดือดจัด วางขนมเรียงลงในชุดนึ่ง นึ่งประมาณ 30 นาที เช็กความสุกด้วยไม้จิ้มฟันจิ้มลงไป ถ้าแป้งไม่ติดขึ้นมาแสดงว่าแป้งสุก พักไว้จนเย็น

5.ขนมเข่งอัญชัน
ส่วนผสม ขนมเข่งอัญชัน
- แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม
- น้ำเปล่าผสมน้ำดอกอัญชันคั้น 1 ถ้วย
- น้ำตาลปี๊บ 1 กิโลกรัม
- มะพร้าวขูด 300 กรัม
- กระทงขนมเข่ง
- น้ำมันพืช (สำหรับทากระทง)
วิธีทำขนมเข่งอัญชัน
- ทากระทงด้วยน้ำมันพืชให้ทั่ว เตรียมไว้
- นวดแป้งข้าวเหนียวกับน้ำเปล่าผสมน้ำดอกอัญชันจนแป้งนุ่ม จากนั้นใส่น้ำตาลปี๊บลงไปนวดให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว
- ใส่มะพร้าวขูดลงคนผสมให้เข้ากัน ตักใส่กระทง ประมาณ 3/4 ของกระทง
- วางขนมเรียงลงในชุดนึ่ง จากนั้นนำไปนึ่งด้วยไฟแรงที่มีน้ำเดือด นานประมาณ 1/2 ชั่วโมง
- ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น ใช้กรรไกรตัดเจียนกระทงที่เกินออกให้พอดีกับขนม พร้อมเสิร์ฟ




ร่วมแสดงความคิดเห็น