ปี 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ต้องมีบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ไทย เพราะเป็นปีที่มีเหตุการณ์หลายเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งก็มีหลายเรื่องราวที่ได้จบสิ้นลงไปแล้ว แต่ยังคงมีอยู่หนึ่งเหตุการณ์ที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงได้โดยง่าย นั่นคือเหตุการณ์ “การปะทะของชายแดนไทย – กัมพูชา” นั่นเอง
.
เวลากว่าหลายเดือนแล้วที่ไม่มีแววว่าสงครามจะจบลง เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากสนธิสยาม – ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 และ ค.ศ. 1907 เกี่ยวกับเส้นแบ่งเขตระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มีความเคลื่อนจากภูมิประเทศจริง เนื่องจากเป็นแผนที่มาตราส่วนหยาบที่อ้างแนวสันปันน้ำแต่กลับลากเส้นข้ามพื้นที่ป่าและเทือกเขาโดยไม่ได้ยึดภูมิประเทศตามจริง จนเวลาผ่านไปมากกว่า 100 ปีก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งสองประเทศก็ต่างอ้างสิทธิ์พื้นที่ในหลายจุด จึงได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา เพื่อหาข้อยุติร่วมกัน โดยกำหนดว่าทั้งสองฝ่ายต้องละเว้นจากการดัดแปลงภูมิประเทศที่อาจทำให้แนวสันปันน้ำเปลี่ยนไป แต่ในทางปฏิบัติกลับพบการขยายชุมชนจากฝั่งกัมพูชา ไทยได้ประท้วงมากกว่า 400 ครั้งตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งกระทบต่อเส้นเขตแดนและหลักอธิปไตยของประเทศ ความไม่พอใจนั้นจึงได้สะสมมาเป็นชนวนที่รอการจุดโดยมิอาจรู้ได้ว่าจะจุดติดเมื่อไหร่
.
จนกระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ชนวนนั้นเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น เมื่อนักท่องเที่ยวจากกัมพูชาได้มาร้องเพลงชาติตัวเองในเขตดินแดนไทยที่อ้างสิทธิ์อยู่ เจ้าหน้าที่ไทยเจรจาและขอร้องว่าให้หยุดแต่ฝั่งกัมพูชากลับกล่าวหาว่าถูกละเมิดเสรีภาพ จึงทำให้ชนวนนี้ถึงจุดขึ้นมาและก่อเกิดเป็นการปะทะกันในที่สุด จนทำให้มีผู้เสียหายและผู้เสียชีวิตหลายราย เมื่อความรุนแรงนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเข้ามาแทรกแซงและกล่าวว่าถ้าทั้งสองฝ่ายไม่หยุดยิงจะระงับข้อตกลงทางการค้า จนในเดือนกรกฎาคม – ตุลาคม 2568 ได้มีการเจรจาสันติภาพและลงนามถ้อยแถลงที่กัวลาลัมเปอร์ โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นสักขีพยาน ซึ่งเนื้อหาครอบคลุม 8 ข้อสำคัญ เช่น การละเว้นการใช้กำลัง การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน เพื่อเฝ้าติดตามการหยุดยิงและรายงานตรงต่อที่ประชุมอาเซียน
.
แต่กลับจุดหักเหขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน มีนายทหารไทย 2 รายเหยียบกัับดักระเบิดขณะลาดตระเวน ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการถอนกำลังของกัมพูชา ผลการตรวจสอบพบว่าเป็นชิ้นส่วนทุ่นระเบิด ชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นรุ่นที่นิยมใช้โดยกองทัพกัมพูชา โดยฝั่งไทยกล่าวว่าทุ่นระเบิดชุดนี้ถูกลักลอบนำมาวางใหม่ เพราะบริเวณดังกล่าวเคยเก็บกู้จนปลอดภัยแล้วก่อนหน้านี้ ฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธทันที โดยชี้ว่าอาจเป็นของเก่าที่ยังหลงเหลือจากสงครามในอดีต เมื่อเกิดความตึงเครียด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ประกาศหยุดการดำเนินงานตามถ้อยแถลงทั้งหมดไว้ก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจน พร้อมชะลอการปล่อยเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 นายออกไปโดยไม่มีกำหนด และเกิดการปะทะกันอีกครั้ง
.
จากรายงานล่าสุด เมื่อวาน (7 ธ.ค.) ทหารกัมพูชาได้โจมตีเข้ามาในพื้นที่ภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และวันนี้ (8 ธ.ค.) โฆษกกองทัพบกเผยว่า ในช่วงเช้ามืดได้มีการปะทะในพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ทหารกัมพูชาได้ทำการยิงด้วยอาวุธปืนเล็กและอาวุธวิถีโค้งตั้งแต่เวลาโดยประมาณ 05.05 น. จนถึงปัจจุบัน ซึ่งฝ่ายไทยได้ตอบโต้ตามกฎการปะทะด้วยอาวุธปืนเล็กและอาวุธวิถีโค้ง
.
เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศ และอาจจะส่งผลระยะยาวถ้าการปะทะกันในครั้งนี้ยังไม่จบสิ้น เช่น ผลกระทบด้านมนุษยธรรมที่จะมีตัวเลขผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้อพยพเพิ่มมากขึ้นซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ผลกระทบทางการเมืองที่อาจขาดความไว้วางใจต่อกันและกัน และผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือ ผลกระทบด้านการค้าและเศรษฐกิจ ซึ่งมีรายงานการปิดด่านชายแดนและจำกัดสินค้านำเข้า – ส่งออก ทำให้มีผลกระทบต่อการค้าชายแดนโดยตรง
.
เหตุการณ์ในครั้งนี้คือภาพสะท้อนของภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนและความท้าทายของอาเซียนในการรักษาสันติภาพในภูมิภาค เหตุการณ์ทั้งหมดคือวงจรที่บอกว่าการสร้างสันติภาพต้องใช้มากกว่าความตั้งใจ ต้องมีการตรวจสอบที่โปร่งใส ความร่วมมือจากประชาชน และการยอมรับในประวัติศาสตร์ร่วมกัน อนาคตของไทยและกัมพูชาไม่ควรถูกกำหนดด้วยเสียงปืนหรือทุ่นระเบิด แต่ควรถูกขีดเส้นใหม่ด้วยสัญญาใจของเพื่อนบ้านที่เลือกอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของศักดิ์ศรีและความเข้าใจ สันติภาพจะไม่เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ทุกก้าวเล็ก ๆ ของการยอมรับความจริงและความอดทนคือจุดเริ่มต้นของการอยู่ร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ที่มา ; กองทัพบก, กองทัพภาคที่ 2 , TNN

ร่วมแสดงความคิดเห็น