หลายเดือนมานี้มีข่าวงบประมาณสปสช.ไม่พอ และหลายโรงพยาบาลของรัฐอาจจะมีเงินไม่พอใช้ในการบริการคนไข้ในเร็วๆนี้
หลายๆฝ่าย รวมทั้งอาจารย์ นวพร เรืองสกุล เสนอให้สปสช.เน้นการสร้างเสริมสุขภาพให้มากขึ้น
ผมขอนำข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านรักษาสุขภาพ กับ ค่าใช้จ่ายด้านการสร้างเสริมสุขภาพ มาขยายให้เห็นสภาพปัญหาที่เป็นอยู่
ข้อมูลรายจ่ายด้านสุขภาพของทั่วประเทศ สูงถึง 824,329 ล้านบาทในปี 2566(อินโฟรายจ่ายด้านสุขภาพและหน่วยงานที่จ่ายทั้งหมด)
และหากคำนวณย้อนหลังไปถึงปี 2560 ที่ค่าใช้จ่ายสุขภาพ 632,068 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มต่อปีจนถึง ปี 2566 จะพบว่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 32,045 ล้านบาท
จึงชัดเจนว่า งบประมาณสปสชและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของหน่วยงานอื่นๆจะเพิ่มขึ้นต่อไปอีกอย่างแน่นอน และเราต้องพยายามชะลอการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ
ด้วยการลงทุนป้องกันโรค/สร้างเสริมสุขภาพ ไม่ให้ประชาชนป่วยด้วยโรคที่ป้องกันได้ ให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นหลักคิดตั้งแต่การริเริ่มการผลักดันให้เกิดสปสชเมื่อ 30 ปีก่อน
มาดูงบประมาณของสสส. ซึ่งค่อนข้างคงที่อยู่ที่ 4 พันกว่าล้านบาทระหว่างปี 2560-66 และปี 2566 เท่ากับ 4,169 ล้านบาท
เมื่อนำมาเทียบกับรายจ่ายรักษาสุขภาพปี 2566 ที่เท่ากับ 824,329 ล้านบาท งบของสสส.จะเท่ากับ 0.5% ของรายจ่ายสุขภาพทั้งหมด (ไม่นับเงินที่ประชาชนควักกระเป๋าจ่ายเองเวลาเจ็บป่วย)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปี 2566 เราใช้เงิน 100 บาทในการรักษาสุขภาพ และเราใช้เงินอีก 50 สตางค์ในการสร้างเสริมสุขภาพ
ซึ่งหากเรานำเงิน 50 สตางค์นี้เข้าไปรวมกับเงินที่ใช้รักษาสุขภาพ
เงินรักษาสุขภาพจะเพิ่มขึ้นเป็น 100.50 บาท ซึ่งจะเพิ่มเงินในการรักษาสุขภาพน้อยมาก
การกันเงิน 50 สตางค์นี้มาใช้ในการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จึงชัดเจนว่า สมเหตุสมผล ทั้งในด้านสุขภาพของประชาชน และเศษฐศาสตร์ด้านสาธารณสุขของประเทศ
ทุกฝ่ายเห็นด้วยว่า การป้องกันโรคผ่านการสร้างเสริมสุขภาพ มีความจำเป็นในการชะลอการเพิ่มขึ้นของงบสปสช
การลงทุนด้วยงบประมาณในสัดส่วนที่กล่าวแล้ว คือประมาณ 1% หรือน้อยกว่าของรายจ่ายด้านการรักษาพยาบาลจึงมีความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี ไม่ป่วยหรือลดการป่วยด้วยโรคที่ป้องกัน
สังคม โดยเฉพาะกระทรวงหลักๆที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมสุขภาพ ที่กฏหมายกำหนดให้มีตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการกองทุนสสส. ตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุข การคลัง คมนาคม ศึกษาธิการ แรงงาน สำนักนายกฯ อว. จึงต้องเข้าใจบทบาทในส่วนของแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญและสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ/ป้องกันโรค ผ่าน 5 กลยุทธ์การสร้างเสริมสุขภาพของออตตาวาชาร์เตอร์
โดยมีสสส. ทำหน้าที่ จุดประกาย ประสานเสริม สนับสนุน
ซึ่งเท่าที่ผมคลุกคลีกับเรื่องนี้ กระทรวงต่างๆยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการกำหนดนโยบายสาธารณะในส่วนที่แต่ละกระทรวงเกี่ยวข้อง และการทำสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 24 กรกฎาคม 2569
อ้างอิง
https://dol.thaihealth.or.th/Media/Pdfview/d19643b4-531d-ea11-80e8-00155d09b41f
https://www.facebook.com/share/p/1EjyUg8KGN/



ร่วมแสดงความคิดเห็น