สุขภาพ “ติดหล่ม” เพราะผู้นำ “คิดตื้น“

ขอบคุณท่านที่เอาบทความที่ผมเขียนวันก่อน ไปทำให้เข้าใจง่ายขึ้น ให้ทุกฝ่ายเข้าใจมากขึ้นว่า การลดพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพ สูบบุหรี่ ดื่มสุรา กินหวาน มันเค็ม ฯลฯ ต้องทำอะไรมากกว่าการรณรงค์ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
กลับมาเรื่องลดยาสูบ อุปสรรค 3 ข้อแรก
1 การขัดขวาง/แทรกแซงนโยบายโดยบริษัทบุหรี่
2 การขาด Political will ( ความตั้งใจริง ความมุ่งมั่น ทางการเมือง)
3 การขาดการมีส่วนร่วมของภาคส่วน/หน่วยงานต่างๆ
มีสถิติปี 2560 ผู้ป่วยค่าใช้จ่ายสูงเกิน 1.5 ล้านบาทต่อการอยู่โรงพยาบาล 1 ครั้ง ที่สปสชต้องจ่าย 90%เป็นโรคจากการสูบบุหรี่
ตลาดบุหรี่ใหญ่ขนาดแสนล้านบาท/ปี ภาษี 5-6 หมื่นล้านบาท คนสูบบุหรี่ 10 ล้านคน คนตาย 7 หมื่นกว่าคนต่อปี ค่ารักษาพยาบาลโรคจากการสูบบุหรี่ 8 หมื่นกว่าล้านบาท
รัฐบาลจึงไม่สามารถที่จะพึ่ง/ฝากความหวังไว้แต่การรณรงค์ เวลาจะขึ้นภาษี อาวุธสำคัญที่ดีที่สุดในการลดการสูบบุหรี่ หรือเวลามีการเสนอมาตรการควบคุมอื่น ก็ต้องไม่เกรงว่าจะกระทบธุรกิจ(ธุรกิจต้องอยู่ได้ อะไรทำนองนั้น)
ความจริงคือ นโยบายอะไร ภาษีอะไร ที่ไม่กระทบธุรกิจหรือกระทบน้อย ประชาชนก็จะไม่ได้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์น้อยจากนโยบายนั้น
ฝรั่งมีคำว่า The cost of inaction คือ ค่าที่ต้องจ่าย หรือความสูญเสียจากการไม่ทำอะไรด้านนโยบาย ซึ่งผู้บริหารประเทศเราไม่ค่อยคิด/ตอบคำถามนี้
ที่พูดนี่เฉพาะสินค้าทำลายสุขภาพยาสูบ แต่สินค้าทำลายสุขภาพอื่น สุรา หวานเกิน เค็มเกิน ขนมกรอบแกรบเด็ก
หากรัฐบาลก็ยังตั้งความหวังแต่กับฝ่ายรณรงค์ ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จะยิ่งเป็นภาระต่อระบบบริการและงบประมาณบานปลาย
ประกิต วาทีสาธกกิจ 28 กรกฎาคม 2569
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0PgbC7G5ht4ofzW8yPztbMeRhbF8Ahzjk3d3jqqmKjE3EPzDjyC3yaiwG9WLko2ZWl&id=100081601488869

ร่วมแสดงความคิดเห็น