เป็นเรื่องที่ดีมากครับ ที่ท่านนายกฯ ออกมาชวนคนไทยขยับ-ออกกำลังกาย หลังรู้ว่าคนไทยเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs ปีละ 400,000 รายหรือวันละ 1,000 ราย จาก 4 โรคหลักคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน มะเร็งและโรคปอดเรื้อรัง
โดยทั้ง 4 โรคมี 4 พฤติกรรมเสี่ยงหลักคือ การขาดการออกกำลังกาย การกินอาหารมากเกิน/อาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา
ล่าสุดมีคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่มีกิจกรรมทางกาย/ออกกำลังกายไม่เพียงพอ 25 ล้านคน อ้วน 27 ล้านคน สูบบุหรี่ 11 ล้านคน และดื่มแอลกอฮอล์ 17 ล้านคน มีหลายล้านคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่า 1 อย่าง
หากดูอินโฟที่แสดงถึงสิ่งที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนในสังคมไทยจะต้องร่วมมือกันทำ เพื่อลดจำนวนประชากรที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ จะพบว่า
การเพิ่มกิจกรรมทางกาย ส่วนใหญ่จะเป็นการรณรงค์ผ่านช่องทางต่างๆ อย่างที่ท่านนายกฯอนุทินทำ และการทำให้มีสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อการออกกำลังกาย
ส่วนในอีก 3 พฤติกรรมเสี่ยงNCDs อันได้แก่ การกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ หวาน-เค็มเกิน การสูบบุหรี่และการดื่มสุรา การรณรงค์ก็สำคัญและต้องทำ
แต่การรณรงค์เพียงอย่างเดียวยากที่จะลดพฤติกรรมเสี่ยงที่กล่าวแล้วได้ เพราะต้องต่อสู้กับการตลาดที่ทุ่มทุนมหาศาลของธุรกิจเหล่านี้
รัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ต้องมีการเก็บภาษีสินค้าเหล่านี้และเก็บเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ที่เรียกว่า “ภาษีสุขภาพ”
ที่สำคัญต้องมีการออกกฏหมายควบคุมการตลาด การโฆษณาส่งเสริมการขาย และจำกัดการเข้าถึงสินค้าเหล่านี้
ซึ่งนักวิชาการหลายสถาบัน ได้พยายามเสนอนโยบาย-กฏหมายต่างๆ เพื่อให้รัฐบาลนำไปผลักดันให้ออกมาบังคับใช้
อย่างร่างกฏหมายควบคุมอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กของกรมอนามัย ที่ฝ่ายต่างๆเริ่มผลักดันมาตั้งแต่ พ.ศ.2551 โดยปัจจุบันเด็กไทยอ้วนเป็นอันดับที่ 3 ของอาเซียน ซึ่งจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นโรคNCDs ตั้งแต่อายุน้อยต่อไป
รัฐบาลต้องรีบผลักดันให้ตราเป็นกฏหมาย เพื่อลดปัญหาเด็กอ้วน
ภาษีอาหารเค็มก็ค้างคามานานพอสมควร ภาษีบุหรี่ก็ยังไม่คืบหน้ามาเกือบ 10 ปีแล้ว ภาษีสุรานักวิชาก็เสนอว่าต้องเพิ่มขึ้น
องค์การอนามัยโลกรณรงค์ให้ประเทศต่างๆ ผ่านโครงการ 3 By 35 Health Taxes Initiatives ให้มีการขึ้นภาษีสินค้าสินค้า 3 ประเภท คือ เครื่องดื่มที่มีนำ้ตาล แอลกอฮอล์ และยาสูบ อย่างน้อย 50% ภายในปี 2035
เพื่อลดจำนวนประชากรที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งจะทำให้จำนวนผู้ป่วย NCDs ลดลง ทั้งยังเพิ่มรายได้ของรัฐ ลดจำนวนเงินที่เราต้องไปกู้จากแหล่งต่างๆเพื่อปิดหีบงบประมาณทุกๆปี
ลูกบอลอยู่ที่เท้าของท่านนายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้วครับ
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 13 สิงหาคม 2569
อ้างอิง
https://www.posttoday.com/smart-life/746709
https://www.who.int/thailand/th/news/detail/10-07-2568-who-launches-bold-push-to-raise-health-taxes-and-save-millions-of-lives
https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/401685


ร่วมแสดงความคิดเห็น