บุหรี่-เหล้า-หวย เพิ่มภาระให้กว่า 40% ของครัวเรือนที่มีหนี้สินสูงอยู่แล้ว

เห็นสสส.เผยแพร่ผลการสำรวจ หนี้ครัวเรือน ใน 303 ท้องถิ่นทั่วประเทศ ท้องถิ่นละ 1 หมู่บ้าน รวม 19,510 ครัวเรือน
พบว่า 41.6% ของครัวเรือนที่สำรวจ มีหนี้สิน เฉลี่ยครัวเรือนละ 61,592 บาท
พบว่า 33.75% ของครัวเรือน มีรายได้เพียง 5,001 ถึง 10,000 ต่อเดือน และ 26.78% มีรายได้ 10,001 ถึง 20,000 บาทต่อเดือน
ที่น่าสนใจคือ อบายมุข 3 อย่างคือ การสูบบุหรี่มวนบุหรี่ไฟฟ้า การกินเหล้า และการเล่นหวย เป็นค่าใช้จ่ายหมวดหนึ่งในครัวเรือน เฉลี่ยเดือนละ 1,378.71 บาท
โดยค่าใช้จ่ายแต่ละอบายมุขใกล้เคียงกัน คือ บุหรี่ 35.25% หวย 32.49% และเหล้า 32.21 %
เฉพาะค่าใช้จ่ายเหล้าเดือนละ 1,117 บาท บุหรี่มวน 714 บาท บุหรี่ไฟฟ้า 1,009 บาท ต่อครัวเรือน

  ข้อมูลนี้ ควรจะกระตุกรัฐบาลแรงๆ ที่จะต้องทบทวนนโยบายในการควบคุม สินค้าเหล้าและบุหรี่ (จะไม่พูดถึงหวยเพราะผมไม่ได้ติดตามเรื่องนี้)
  ผู้บริหารประเทศมักจะใช้คำพูดว่า ”ต้องใช้นโยบายที่สมดุลย์“ ระหว่างสุขภาพ ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจ เวลากำหนดนโยบายที่จะควบคุมสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  เวลาจะขึ้นภาษีเพื่อให้คนสูบ/ดื่มน้อยลง จะบอกว่า ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อรายได้ภาษี ต่อสุขภาพ และต่อภาคธุรกิจ/ผู้ผลิตด้วย 
  ความจริงคือ หากการออกแบบภาษี ถ้ารัฐมัวแต่กังวลผลกระทบต่อธุรกิจ มันก็จบเห่แล้ว 
  เพราะแบบภาษีที่ธุรกิจได้รับผลกระทบน้อย การบริโภคก็จะไม่น้อยลง  
  ภาษีรัฐก็เก็บเพิ่มได้น้อย คนป่วยก็ไม่ลดลง และรัฐต้องตามไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น
  มีหลักฐานชัดเจนว่า ยิ่งมีร้านขายบุหรี่ ร้านขายเหล้าในชุมชน-หมู่บ้านมากเท่าไร คนก็ยิ่งกินเหล้า-สูบบุหรี่มากขึ้น ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และเลิกสูบ-เลิกดื่มยากยิ่งขึ้น
  จำนวนร้านขายเหล้า-ขายบุหรี่ ก็มีมากเหมือนดอกเห็ด ผลจากการเก็บค่าใบอนุญาตขายที่ตำ่มากๆ และไม่มีการจำกัดจำนวนร้านขายอย่างที่หลายๆประเทศเขาทำกัน

  ผลกระทบของนโยบายที่กล่าวแล้ว หนี้ในครัวเรือนที่ยากจนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น อย่างที่องค์การอนามัยโลกพยายามชี้ว่า ยิ่งสูบยิ่งจน ยิ่งดื่มเหล้าก็ยิ่งจน  สุขภาพก็ยิ่งแย่ลง ปัญหาครอบครัว-สังคมก็จะยิ่งมากขึ้น
  รัฐบาลจึงต้องควบสินค้าที่ทำลายสุขภาพประชาชนอย่างจริงจัง ในภาวะที่กว่า 40 %ของครัวเรือนมีหนี้สูงมากอยู่แล้ว
  องค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ขึ้นภาษีสินค้า สุรา ยาสูบและเครื่องดื่มที่มีนำ้ตาล 50% ภายในปี ค.ศ.2035 เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ลดค่าใช้จ่ายรักษาโรค และเพิ่มรายได้รัฐ
 รัฐบาลมีการปรึกษากันในเรื่องนี้อย่างจริงจังหรือยัง

ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 19 สิงหาคม 2569
อ้างอิง ข้อมูลจาก FB สุขภาวะชุมชน https://shorturl.at/VmfOT
https://www.who.int/thailand/th/news/detail/10-07-2568-who-launches-bold-push-to-raise-health-taxes-and-save-millions-of-lives

ร่วมแสดงความคิดเห็น