วิทยุการบินฯ เปิดตัว “Digital Tower Thailand” หอควบคุมการจราจรทางอากาศอัจฉริยะ พลิกโฉมบริการ 34 สนามบิน ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เดินหน้าสู่ World-class Aviation Hub
วันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การพัฒนาระบบการให้บริการการเดินอากาศเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางอากาศของประเทศ รองรับการเติบโตของเที่ยวบินและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย จึงมอบหมายให้ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เร่งนำเทคโนโลยี Digital Tower ซึ่งใช้กล้องประสิทธิภาพสูง แทนการมองเห็นด้วยสายตา ระบบแสดงผลอัจฉริยะ และเทคโนโลยีดิจิทัล มาสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการ ทั้งนี้ บวท. มีแผนนำ Digital Tower รูปแบบ Remote Tower มาใช้ที่สนามบินเบตงและนราธิวาส โดยควบคุมระยะไกลจากศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่ ภายในปี 2571 และนำ Digital Tower รูปแบบ Hybrid มาใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ภายในปี 2572 โดยมุ่งให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการและอุตสาหกรรมการบินในภาพรวมยกระดับความปลอดภัย ลดข้อจำกัดด้านต่าง ๆ และเพิ่มขีดความสามารถรองรับการเติบโตของปริมาณเที่ยวบิน อันจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น World-class Aviation Hub
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บวท. กล่าวว่า การจัดงานประชุม “Digital Tower Thailand : ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ สู่มิติใหม่การบริการการเดินอากาศ” ถือเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้ทุกภาคส่วน ได้รับทราบและระดมข้อคิดเห็นร่วมกันในการกำหนดทิศทางการให้บริการการเดินอากาศในอนาคต ให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทางการบิน นับเป็นก้าวสำคัญในการนำทิศทางและนโยบายของภาครัฐมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และนานาประเทศได้นำระบบมาใช้แล้ว โดย บวท. จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลและการบูรณาการข้อมูลมาสนับสนุนการปฏิบัติงานและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรทางอากาศงาน Digital Tower Thailand จึงไม่ได้หมายถึงการนำเทคโนโลยีใหม่มาแทนรูปแบบเดิมเท่านั้นแต่จะเป็นการออกแบบการให้บริการจราจรทางอากาศให้เหมาะสมกับบริบทการใช้งานสนามบินทั้งด้านปริมาณเที่ยวบิน ความซับซ้อนการให้บริการการจัดอัตรากำลังที่เหมาะสม คุ้มค่า และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและอื่น ๆ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ดำเนินงานสนามบิน สายการบินหน่วยบินและผู้ใช้งานห้วงอากาศที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้การนำเทคโนโลยีมาใช้งาน จะเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ห้วงอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อไทยมีการพัฒนาให้ก้าวทันเทคโนโลยี ประกอบกับความได้เปรียบทางด้านที่ตั้ง จึงเป็นการส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางการบิน ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม
นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวเพิ่มเติมว่า บวท. มีแผนปรับรูปแบบการให้บริการจราจรทางอากาศเขตสนามบินในความรับผิดชอบของ บวท. ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทการใช้งานสนามบินแต่ละแห่ง ทั้ง 34 สนามบิน ภายในกรอบระยะเวลา 10 ปี ระหว่างปี 2570–2579
โดยมีแนวทางการจัดรูปแบบการให้บริการหอควบคุมการจราจรทางอากาศ ออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
- Conventional Tower สำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นปานกลาง (ปริมาณเที่ยวบินน้อยกว่า 100 เที่ยวบินต่อวัน แต่มากกว่า 5000 เที่ยวบินต่อปี) ยังคงให้บริการในรูปแบบปัจจุบัน ซึ่งให้บริการโดยหอควบคุมการจราจรทางอากาศประจำอยู่ ณ ที่ตั้งสนามบินตามปกติ จำนวน 10 สนามบิน ได้แก่ หาดใหญ่ อุดรธานี อุบลราชธานีสุราษฎร์ธานี พิษณุโลก นครราชสีมา หัวหิน กระบี่ขอนแก่น และเชียงราย
- Digital Tower (Hybrid) หอควบคุมการจราจรทางอากาศ ประจำอยู่ ณ ที่ตั้งสนามบินตามปกติ เสริมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Visual Surveillance)เข้ามาเสริมศักยภาพให้ ATC เพื่อรองรับความซับช้อนและปริมาณจราจรที่หนาแน่นสำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นสูง (ปริมาณเที่ยวบินมากกว่า 100 เที่ยวบินต่อวัน) จำนวน 5 สนามบินได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง สมุย ภูเก็ต และเชียงใหม่
- Remote Tower การให้บริการหอควบคุมการจราจรทางอากาศระยะไกลจากแต่ละสนามบิน มายัง Remote Tower Center (RTC) ณ ที่ตั้งศูนย์ควบคุมการบินแต่ละแห่ง โดยไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ ATC ไปประจำอยู่ที่สนามบิน สำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นต่ำ (ปริมาณเที่ยวบินน้อยกว่า 5000 เที่ยวบินต่อปี) จำนวน 13 สนามบิน ได้แก่เบตง นราธิวาส ตรัง ตราด ลำปาง นครศรีธรรมราชสุโขทัย บุรีรัมย์ น่าน ชุมพร นครพนม สกลนคร และร้อยเอ็ด
- AFIS (Aerodrome Flight Information Services) โดยจะปรับรูปแบบจากการให้บริการควบคุมจราจรทางอากาศ เป็นรูปแบบการให้บริการข้อมูลการบินบริเวณสนามบิน (AFIS) สำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นต่ำ และมีความซับซ้อนการให้บริการน้อย (ปริมาณเที่ยวบินน้อยกว่า 5000 เที่ยวบินต่อปี และมีค่าประเมินความซับซ้อนการให้บริการต่ำ) จำนวน 6 สนามบิน ได้แก่ แพร่เพชรบูรณ์ แม่สอด ระนอง แม่ฮ่องสอน และเลย
- Remote AFIS เป็นการให้บริการข้อมูลการบินบริเวณสนามบิน (AFIS) ระยะไกลจากที่ตั้งสนามบิน มายัง Remote AFIS Center ณ ที่ตั้งศูนย์ควบคุมการบินแต่ละแห่ง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการบุคลากร ทั้งนี้ บวท. จะยกระดับจากสนามบินที่ให้บริการในรูปแบบ AFIS เป็น Remote AFIS โดยสนามบินเบตง และนราธิวาส จะมีการปรับจาก Remote Tower เป็น Remote AFIS
โดยการปรับรูปแบบการให้บริการครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นการเปลี่ยนเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสนามบิน ทั้งปริมาณเที่ยวบิน ระดับความซับซ้อน และศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยจะทะยอยปรับรูปแบบดังกล่าวภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด เพื่อให้ บวท. สามารถให้บริการจราจรทางอากาศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และปลอดภัย พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนต่อไป





ร่วมแสดงความคิดเห็น