คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.)รายงานภาพรวมการบริหารกำลังคนของส่วนราชการฝ่ายพลเรือนและแนว
ทางแก้ไขปัญหาต่อระดับนโยบายว่าแนวโน้มงบประมาณค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบ 2555-2564 พบว่า งบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญมีอัตราที่เพิ่มสูงมากทุกปี เฉลี่ยร้อยละ 10.82 ต่อปี ในขณะที่งบบุคลากร (เงินเดือน ค่าจ้างประจำค่าจ้างชั่วคราว และค่าตอบแทนพนักงานราชการ) มีแนว
โน้มเพิ่มเพียงเล็กน้อยเฉลี่ยร้อยละ 1.73 ต่อปี งบที่ใช้ไปกับบำนาญปี 2557 อยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท และในปี 2566 จะพุ่งไปอยู่ที่ 3.22 แสนล้านบาท จากฐานข้าราชการเกษียณกว่า 8 แสนคน หากในปี 2580 ซึ่งจะมีข้าราชการเกษียณ 1.2 ล้านคน งบบำนาญจะส่งผลกระทบต่องบบุคลากรหลายหน่วยงาน ทั้งระดับกระทรวง ระดับกรม และระดับกอง

ทั้งนี้ข้อมูลประชากรในประเทศ ปี พ.ศ.2564ที่มี 66.17 ล้านคน พบผู้พร้อมจะทำงาน 38.63 ล้านคน เป็นการจ้างงานในส่วนกำลังคนภาครัฐ 2.91 ล้านคน เป็นข้าราชการ 1.68 ล้านคน และไม่ใช่ข้าราชการ (พนักงานจ้าง พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานมหาวิทยาลัยพนักงานกระทรวงสาธารณสุข พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานองค์การมหาชน) 1.23 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ข้าราชการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คือ ข้าราชการพลเรือนสามัญเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.18 หรือเฉลี่ยร้อยละ 1.62 ต่อปีส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่
เพื่อบรรจุในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข หรือลูกจ้างชั่วคราว) ที่ปฏิบัติงานในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 38,105 อัตรา ในปีงบประมาณ พ.ศ.2563และการจัดสรรอัตราข้าราชการให้ กับส่วนราชการตั้งใหม่ เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระหว่างปีงบ 2563 – 2565 เป็นต้น

สำหรับส่วนข้าราชการพลเรือนในสถาบัน อุดมศึกษา มีแนวโน้มลดลงร้อยละ 65.75 เป็นผลจากการเปลี่ยนสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตามมติคณะรัฐมนตรี ส่วนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ลดลงร้อยละ 6.78 และข้าราชการตำรวจลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.21 ข้าราชการส่วนท้องถิ่น และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกลุ่มไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คปร. มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงโดยส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.06 หรือเฉลี่ยร้อยละ 3.01 ต่อปี (จำนวน 55,866 คน) ข้อมูลสถิติการคลังรายงานผลเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 รวมทั้งสิ้น 3,012,143.4 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐคิดเป็นร้อยละ 36.4 ของรายจ่ายประจำปี (จำนวน 1,092,272.5ล้านบาท)
โดยมีงบรายจ่ายประจำปี สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เงินเดือน 567,030.4 ล้านบาท ค่าตอบแทนพนักงานราชการ 39,116.7 ล้านบาท และค่าจ้างประจำ 23,855.2 ล้านบาท งบกลาง 464,054.6 ล้านบาท มีงบรายจ่ายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ 308,911.6 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 79,725.2 ล้านบาท และเงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ 69,822.2 ล้านบาท หน่วยงานระดับกระทรวง ที่เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายบุคลากร คือ กระทรวงศึกษาธิการ 220,386.8 ล้านบาท หรือร้อยละ 34.9 กระทรวงสาธารณสุข 111,605.5 ล้านบาทราวๆร้อยละ 17.7 กระทรวงกลาโหม ร้อยละ 14.4 (จำนวน 91,177.3 ล้านบาท)

“ดังนั้นนโยบายควบคุมอัตรากำลังภาครัฐเพื่อให้มีความเหมาะสมกับบทบาทภารกิจของส่วนราชการ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งคปร.มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ พศ.2537ปัจจุบันได้กำหนดมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ.2562-2565) ตามความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี โดยกำหนดไม่ให้มีการเพิ่มอัตราตั้งใหม่สำหรับข้าราชการทุกประเภท ยกเว้นกรณีจำเป็น และยุบเลิกอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุข้าราชการและทดแทนด้วยการจ้างานรูปแบบอื่น เช่น พนักงานราชการ พนักงานจ้างเหมา”
มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ.2562 – 2565) มีการยุบเลิกอัตราข้าราชการที่ว่างการเกษียณอายุสามารถยุบเลิกได้ปี ละประมาณ 797 ตำแหน่งเท่านั้น แต่ส่วนราชการมีคำขอเพิ่มอัตรากำลังเป็นจำนวนมาก ทั้งอัตรากำลังข้าราชการและพนักงานราชการ โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นเพื่อรองรับภารกิจสำคัญเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล
อาทิ กระทรวงสาธารณสุขขอจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการตั้งใหม่เพื่อรองรับสถานการณ์โควิด 19 เป็นจำนวนมาก ขณะนี้ยังมีคำขอจัดสรรอัตรากำลังตั้งใหม่ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงาน กพ. เพื่อเสนอ คปร. และคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ(คพร.) อีก29,697 อัตรา (ข้าราชการ 28,511 อัตรา และพนักงานราชการ 186 อัตรา) ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ.2562 – 2565 ซึ่งมาตรการฉบับนี้มีผลใช้บังคับ มีการอนุมัติอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้กับส่วนราชการ 23 แห่ง รวมทั้งสิ้น 60,921 อัตรา (ข้อมูล 25 พ.ค.2565)

จากการสำรวจข้อมูลอัตราว่างข้าราชการของส่วนราชการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ของ คปร. ณ เดือน พ.ค.2565 จำนวน 173 ส่วนราชการ พบว่ามีอัตราว่า68,593 อัตรา ประกอบด้วย อัตราว่างที่ส่วนราชการมีแผนบริหารจัดการแล้ว (กันไว้เพื่อสรรหา บรรจุแต่งตั้ง รับโอน เลื่อน ฯลฯ) 53,267 อัตราหรือร้อยละ 77.66 และอัตราว่างคงเหลือจริง 15,326 อัตรา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ( 30 กย.นี้ )จะมีอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของทุกส่วนราชการ รวม 9,705 อัตรา โดยเป็นตำแหน่งที่จะต้องยุบเลิกเพื่อทดแทนด้วยกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ ประมาณ 1,306 อัตรา และคงเหลืออัตราว่างที่สามารถบรรจุได้
ทันที 4,697 อัตรา
ดังนั้น ส่วนราชการจึงควรเร่งรัดการบริหารอัตราที่จะว่างดังกล่าว ด้านกลุ่มข้าราชการบำนาญ จ. เชียงใหม่ ( ในส่วนงานป่าไม้และอุทยานฯ) แสดงความคิดเห็นว่า ข้าราชการที่เกษียณมาแล้ว ส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ตามความเหมาะสมจากบำนาญ บำเหน็จทั้งนั้น ซึ่งแนวโน้ม งบที่เพิ่มสูงขึ้น ระดับนโยบายก็ต้องหาแนวทางบริหารจัดการที่เหมาะสม ไม่ให้กลุ่มที่เคยได้ รับบำนาญ บำเหน็จได้รับผลกระทบด้วย การบริหารอัตรากำลังของภาคราชการให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบปรับ ลดขนาด ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคคลก็ต้องมีเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ที่สามารถดึงคนเก่งๆ เข้ามาในระบบด้วย หากไม่มีบุคคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ก็จะกลายเป็นปัญหา ในการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เป็นฟันเฟือง กลไกสำคัญอีกด้านในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้า

ร่วมแสดงความคิดเห็น