ทรงผมนักเรียนไทย ในศวตวรรษที่ 21

“เสรีทรงผม” เปิดประวัติทรงผมของนักเรียนไทย ถึงสมัยศวตวรรษที่ 21

กำลังเป็นกระแสขึ้นมาทันทีหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศยกเลิกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 ซึ่งแทบจะถือเป็นเอกลักษลักษณ์ของนักเรียนที่เรียนโรงเรียนภายใต้การกำกับของรัฐบาล นอกเหนือจากเรื่องของเครื่องแบบ ที่นักเรียนชายต้องตัดผมเกรียน และรวมไปถึงนักเรียนหญิงที่ต้องตัดปลายผมยาวเท่าติ่งหู

ทำให้ช่วงหลังมานี้มีข่าวการตัดผมหรือกล้อนผมนักเรียน โดยไม่ได้รับความสมัครใจจากนักเรียนเพิ่มมากขึ้น จนเกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่าเหมาะสมหรือไม่ ทำไมกฎล้าหลังยังไม่ถูกปรับเปลี่ยนเสียที

แล้วทรงผมนักเรียนไทยมาจากไหน ?

อ้างอิงจากบทความว่าด้วยเรื่องกฎทรงผมของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักเขียน และศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ชาวไทย เขียนบทความ ลงในในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 ว่า “ประเทศไทยรับทรงผมทรงนักเรียนทั้งเครื่องแบบต่าง ๆ จากประเทศญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในช่วงสงครามนั้นเกิดเหาระบาดมาก ประชาชนในยุคนั้นจึงนิยมตัดผมสั้น”

ต่อมาทรงผมนักเรียนก็ได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2515 ในรัฐบาลของ จอมพลถนอม กิตติขจร ตาม “กฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2515) “ระบุว่า นักเรียนชายไว้ผมยาว โดยไว้ผมข้างหน้าและกลางศีรษะยาวเกิน 5 เซนติเมตร และชายผมรอบศีรษะไม่ตัดเกรียนชิดผิวหนัง หรือไว้หนวดหรือเครา ส่วนนักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย”

.

และกฎกระทรวงก็ได้เปลี่ยนอีกครั้งหลังจากเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา โดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2518) ระบุแก้ไขว่า “นักเรียนชายตัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้างและด้านหลังยาวเลยตีนผมหรือไว้หนวด ไว้เครา และนักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย ดังนั้นโรงเรียนต่าง ๆ จึงอาจมีระเบียบในเรื่องทรงผมที่แตกต่างกันได้ในรายละเอียด แต่ส่วนใหญ่นักเรียนชายมักจะให้ตัดผมสั้นเกรียน และนักเรียนหญิงมักจะให้ตัดผมสั้นในช่วงติ่งหูถึงปกเสื้อนักเรียน”

.

จนกระทั่งผ่านมาถึง 50 ปี ในปี พ.ศ.2563 กระทรวงศึกษาธิการได้ออกระเบียบว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียนลงในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 2 พฤษภาคม 2563 โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนมีอิสระในการเลือกไว้ทรงผมมากขึ้น ระบุใจความได้ว่า “นักเรียนชาย จะไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวด้านข้าง ด้านหลังต้องยาวไม่เลยตีนผม นักเรียนหญิง จะไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ ไว้ยาวตามความเหมาะสมและ รวบให้เรียบร้อย ห้าม ดัดผม ย้อมสีผม ไว้หนวดเครา ห้ามตัดแต่งทรงผมเป็นรูปทรงหรือสัญลักษณ์”

.

จนกระทั่งล่าสุดในปี พ.ศ.2566 นี้ มีการกำหนดแนวทางการไว้ทรงผมของนักเรียนไว้กว้างๆ เพื่อให้สถานศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการนำไปปรับใช้ประจำแต่ละสถานศึกษา ระบุได้ว่า “นักเรียนหญิง และนักเรียนชาย สามารถไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของสถานศึกษา”

.

เรียกได้ว่าหลังจากประกาศนี้ออกไป ทำให้เกิดคำถามว่านี่คือการผลักปัญหาออกไปให้เด็กเป็นฝ่ายรับภาระเพื่อต่อสู้กับอำนาจของครูใช่หรือไม่ เป็นการเปิดช่องให้โรงเรียนแต่ละแห่งออกกฎเกณฑ์เรื่องทรงผมที่ละเมิดสิทธิผู้เรียนอย่างไรก็ได้แบบไร้ขอบเขตตลอดไปหรือ แล้วจากประกาศนี้จะทำให้ ‘เสรีทรงผม’ ห่างไกลจากนักเรียนไทยเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ แล้วเรายังต้องหนี ‘เหา’ ในสมัยสงครามโลกต่อไปนานแค่ไหน

.

ขอบคุณข้อมูลจาก
วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา
ประชาไท – ทรงผมนักเรียน สัญลักษณ์ของความเชื่อฟัง และไม่แข็งขืนต่ออำนาจ
ปันโปร – ลับ (ที่สุด) กฎทรงผมนักเรียน ‘เกรียน ติ่งหู’ ยกเลิกที่ไม่ยกเลิกในศตวรรษที่ 21
กินอยู่เป็น – ส่องประวัติ “ทรงผม” ทำไมนักเรียนถึงต้องตัดผม

ร่วมแสดงความคิดเห็น