.
…. “ช่วยจำไว้ให้ดี เป็นคำสำคัญที่สุด ที่มันตกค้างอยู่ในพระไตรปิฎก ที่ไม่ได้เอามาพูดกัน หลายปีมาแล้วที่พูดถึงเรื่องเพชรแต่ละเม็ด ๆตามลำดับ เรื่อง “อิทัปปัจจยตา” บ้าง, เรื่อง “สุญญตา” บ้าง, เรื่อง “อนัตตา” บ้าง, เรื่อง “ตถาตา” บ้าง, แต่ละเรื่องๆเป็นเพชรเม็ดหนึ่งๆทั้งนั้น แต่เพชรเม็ดสุดท้าย ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “อตัมมยตา”…เป็นเรื่องที่จะทำให้บุคคล “หลุดออกมาจากโลกิยะ” จาก ภพ จากชาติ เหล่านี้ ไปสู่ความไม่มีภพ ไม่มีชาติ คือเป็น โลกุตตระ” #มันทำให้ทนอยู่กับสิ่งที่เป็นความทุกข์หรือเป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ไม่ได้…
…. ความรู้สึกที่ผลักไส “พระสิทธัตถะ” ให่ทนอยู่ในวังไม่ได้ จนออกไปบวชเป็นแน่นอน ความรู้สึกอันนั้นแหละ! คือความรู้สึกที่เรียกว่า “อตัมมยตา”
…. เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วใหม่ๆ “ยสกุลบุตร” ลูกเศรษฐีในเมืองพาราณสีใกล้ๆกันนั้น ด้วยเหตุอะไรไม่รู้ เขาเดินดุ่มๆออกจากเรือนกลางดึก เข้าไปในป่า บ่นว่า “วุ่นวายหนอ คับแคบหนอ ๆ ๆ” จนไปพบพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสธรรมะให้กุลบุตรผู้นี้บรรลุธรรม หรือกลายเป็นพระอรหันต์ไปในที่สุด อะไรที่ทำให้ “ยสกุลบุตร” เหมือนกับบ้าบอ กลางดึกเข้าไปสู่ป่า เดินบ่นว่า “วุ่นวายหนอ คับแคบหนอ ๆ ๆ” ก็ความรู้สึกอันเดียวกับที่ผลักไสให้ “พระสิทธัตถะ” ออกไปบวช…
.
…. ฯ เราจะมาสรุปกันง่ายๆก็ได้ ว่าเห็น
- “อนิจจตา” – ไม่เที่ยง, แล้วก็เห็น…
- “ทุกขตา” – เป็นทุกข์ เพราะต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่เที่ยง แล้วก็เห็น…
- “อนัตตา” – ไม่มีตัวตนที่จะต่อสู้ภาวะอันนี้ได้ คือ เป็นทุกข์ เพราะต้องทนอยู่กับสิ่งที่ไม่เที่ยง ไม่มีอะไรต่อสู้ได้ เรียกว่า “อนัตตตา”
- ทีนี้ ก็เห็นว่า โอ้!! มันเป็นตามธรรมดาเช่นนี้ อยู่กันตามธรรมดาเช่นนี้ เรียกว่า “ธัมมฐิตตา”,
- ต้องเป็นตามธรรมชาติอย่างนี้ เพราะมันมีกฏของธรรมชาติบังคับอยู่อย่างเฉียบขาด นี้เรียกว่า “ธัมมนิยามตา”
- ความเป็นไปตามกฏของธรรมชาติ ความเป็นไปอย่างนี้ก็คือ เป็นไปตาม “อิทัปปัจจยตา” หรือ เหตุปัจจัย
- ทีนี้ ก็เห็นว่า อ้าว!! ทั้งหมดนี้ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรที่เป็นความหมายแห่ง “ตัวตน” ว่างจากตัวตน โดยประการทั้งปวง เรียกว่าเห็น “สุญญตา” เห็นสุญญตาแล้วก็…
- โอ้!! มันอย่างนี้เอง เช่นนี้เอง ๆ ๆ ๆ อย่างนี้เอง นี้เรียกว่าเห็น “ตถาตา”
- ทีนี้ ก็เห็น “อตัมมยตา”…”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมเทศนาปรารภอาสาฬหบูชา เทศนากัณฑ์ที่ ๑ หัวข้อเรื่อง “อริยสัจและอตัมมยตากถา” จากหนังสือชุดหมุนล้อธรรมจักร เล่มชื่อว่า “สัมมาทิฏฐิ” เรื่องที่ ๓ ( ไม่ระบุวันเดือนปีเทศนาไว้ )
.
“อตมฺมยตา” “กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป”
.
“อตมฺมยตา”(อะ ตัม มะ ยะ ตา) แปลว่า ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น
…. ฟังก็ยากใช่ไหม? ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น ไม่สำเร็จมาจากปัจจัยอันนั้น ไม่ต้องสำเร็จมาจากปัจจัยที่เคยปรุงแต่งอีกต่อไป คือ บรรดาปัจจัยทั้งหลายที่มันเคยปรุงแต่งอย่างใดวุ่นวายไปหมดนั้น เดี๋ยวนี้ไม่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยนั้นอีกต่อไป ไม่สำเร็จมาแต่ปัจจัยนั้นอีกต่อไป
…. ก่อนนี้ก็สำเร็จมาแต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดกิเลสนั่น นี่ เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดอะไรต่างๆยุ่งไปหมด เพราะมันสำเร็จมาแต่ปัจจัยนั้นๆ นั่นก็คือ มนุษย์เราเมื่อยังไม่หลุดพ้นจากวัฏสงสารหรือจากกองทุกข์ มันก็ผูกพันหรือเนื่องกันอยู่กับปัจจัยนั้นๆ จนกว่าจะเห็น “สุญญตา”
เห็น สุญญตา โอ้!…มันว่างจากตัวตน
เห็น ตถาตา เช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง ไม่ไปติดพันกับสิ่งใด
มันจึงเกิดอาการที่ว่า “ไม่สำเร็จมาจากปัจจัยนั้นอีกต่อไป”
…. เป็นหัวใจลึกซึ้งสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่มีใครเอามาพูด ไม่มีใครเอามาใช้ เรานี่แหละ จะเอามาพูด เอามาใช้ ด้วยว่ามันมีประโยชน์ที่สุด มันเป็นหัวใจที่สุด มันเป็นคำที่มีค่า มีความหมายที่สุด ว่า “อตมฺมยตา”
…. หลังจากเห็นความจริงทั้งหลายแล้ว เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็น ธัมมัฏฐิตตา อิทัปปัจจยตา เห็นสุญญตา เห็นตถาตา เห็นความจริงมาหมดแล้ว มันจะเกิดอาการที่เรียกว่า “อตมฺมยตา” ไม่ต้องสำเร็จอยู่ หรือสำเร็จมา หรือสำเร็จกับ..สิ่งนั้นอีกต่อไป
ถ้าพูดให้หยาบคายหน่อยก็พูดว่า “กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป”
…. นี่ลองฟังดูซิ ว่า กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป เหตุ ปัจจัย บุญ กุศล บาป บุญ อะไรต่างๆ ที่มันเคยทำให้ยุ่งวุ่นวายมาหมดไม่รู้สิ้นรู้สุดน่ะ เดี๋ยวนี้กูไม่เอากับมึงอีกต่อไป คำนี้คือความหมายของ “อตมฺมยตา”….
…. นี่เป็นอันสุดท้ายของการละไปตามลำดับ ละสิ่งที่เป็นอุปาทานมาตามลำดับ ละอันสุดท้ายคือละอุเบกขา อุเบกขาชั้นสูงสุดมันละดีละชั่ว มายึดติดอยู่ที่อุเบกขา แล้วมันยังละอุเบกขานั้นเป็นอันที่สุด….
…. ธรรมะชื่อ “อตมฺมยตา” นี้ จะละอุเบกขาอันสุดท้าย ที่เรียกว่า “เอกัตตอุเบกขา” อุเบกขาที่เหลืออันเดียว ข้อเดียว นิดเดียว จุดเดียว ละได้ด้วย “อตมฺมยตา” เป็นอันว่าตัดบทหมดเลย กูไม่เอากับมึงทุกๆอย่างเลย ต่อไปนี้กูไม่เอากับมึง”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : จากหนังสือ “อตมฺมยตากถา” หน้า ๑๔-๒๗
.
“อตัมมยตา” คําที่ อรรถกถา นักแปล ไม่แปลตามพยัญชนะ
.
…. “ พลิกพระไตรปิฎกกันไปพลิกกันมา พบคําประหลาดอีกคําหนึ่ง; เอามาพูดให้ฟังแถมพก; คอยฟัง, แล้วกล้าท้าว่าคุณไม่เคยฟัง; คือคําว่า “อตมมยตา”, ไม่มีใครเคยได้ยินใช่ไหม? “อตมฺมยตา” : นักแปลบาลีก็ไม่แปล, แปลไม่ได้; ไปแปลตามอรรถกถาว่า “ นิตฺตณฺหา” คือ ไม่มีตัณหา, ถูกแล้ว, ไม่มีตัณหาก็ไม่มีกิเลส ก็ไม่มีความทุกข์. แต่ตัวหนังสือมันว่า “อตมฺมยตา” = ไม่สําเร็จมาจากสิ่งนั้น. ตํ แปลว่า นั้น, มย แปลว่า สําเร็จมา, อตมฺมย = ไม่สําเร็จมาจากสิ่งนั้น
…. เดี๋ยวนี้ เราทุกคนสําเร็จมาจากสิ่งนั้น, คือสิ่งที่มันปรุงแต่ง เรียกว่า“อวิชชา”ดีกว่า อวิชชาเป็นต้นตอปรุงแต่ง จนเราทุกคนสําเร็จออกมาจากอวิชชา นี่คือ “ตมฺมยตา” = ความที่สําเร็จออกมาจากสิ่งนั้น สิ่งนั้นคืออวิชชา. เดี๋ยวนี้เป็น“อตัมมยตา” คือ“ไม่สําเร็จมาจากสิ่งนั้น” ; คือเราไม่สําเร็จมาจากอวิชชา, ไม่สําเร็จมาจากอวิชชาอีกต่อไป. เราเหมือนกับว่าอวิชชามันปั้นมาให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้เราจะไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไป, เป็น“อตัมมยตา”
.
“อตัมมยตา” ผลสุดท้ายของการมีปัญญาสูงสุด
…. คําว่า สิ่งนั้น ทางพุทธศาสนาก็หมายถึง “อวิชชา” ซึ่งเป็นต้นตอของธรรมทั้งปวงในฝ่ายสังขาร. ถ้าฝ่ายศาสนาอื่นก็ต้องเล็งถึงพระเป็นเจ้า เพราะพระเป็นเจ้าเป็นต้นตอที่สร้างสิ่งทั้งปวงออกมา, ทุกคนสําเร็จมาจากพระเจ้า พระเจ้าสร้างขึ้นมา ก็ไปตามอํานาจของพระเจ้า, ทีนี้ เมื่อเราเกิดไม่สําเร็จมาจากสิ่งนั้นขึ้นมา, คือปลีกตัวออกมาเสีย; เป็นอิสระเสียจากผู้สร้างนั้น เราก็เป็นผู้อิสระ, พูดอย่างนี้เป็นการทับถมศาสนาอื่น ไม่พูดดีกว่า เพราะเคยพูดมากไปเท่าไร มันก็เป็นการทับถมศาสนาอื่นเขา เมื่อพระเจ้าเป็นผู้สร้าง เป็นต้นตอให้สิ่งทั้งหลายออกมา, นี้เขาเป็นฝ่ายยอมรับพระเจ้า, ก็ไปตามพระเจ้า ไปตามบันดาลของพระเจ้า ขึ้นอยู่กับพระเจ้า
…. นี้เราไม่เอา เราไม่ยอมให้สร้างเรามา เราจะไม่ยอมขึ้นอยู่กับสิ่งนั้นอีกต่อไป; “ความหลุดพ้น”นั่นเอง แต่ใช้คําว่า “อตัมมยตา” = ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งนั้นอีกต่อไป นี่ผลสุดท้ายของความมีปัญญาสูงสุดที่ทําให้หลุดพ้น. ถ้ายังไม่ถึงนี้ ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งนั้นไปเถิด ขึ้นอยู่กับอวิชชาไปเรื่อยๆเถิด มันเป็น“ตมฺมยตา”, พอมาถึงปัญญาสูงสุด ทําลายความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวงแล้ว ก็คือทําลายอวิชชาได้ด้วย, ก็กลายเป็นตรงกันข้าม เรียกว่า“อตมฺมยตา” = ความที่ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งนั้นอีกต่อไป; ถอนตัวออกมาได้
.
ควรรู้จักความมีอยู่จริงของคําที่เกี่ยวกับหลักพุทธศาสนา
…. นี่แปลกดีไหมคํานี้? ยังมีอีกคําหรือหลายคําเหลืออยู่ในพระไตรปิฎก, ซึ่งไม่รู้ว่าอะไร แล้วก็ไม่มีใครแปลออกมา ถ้าแปลออกมาก็แปลตามอรรถกถา ซึ่งอรรถกถาเองก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร? นี่ชักจะดูถูกพระอรรถกถาจารย์เข้ามาแล้ว เช่นคํานี้ “อตัมมยตา” นี่ อรรถกถาแปลว่า ไม่มีตัณหา ตัวหนังสือไม่ถูกเลย ไม่เป็นไปได้เลย, เพราะตัวหนังสือมันไม่ได้ว่า..ไม่มีตัณหา, มันว่า ไม่สําเร็จมาจากสิ่งนั้น คือ ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งนั้นอีกต่อไป
…. นี้การที่เขาจะแปลต่อๆกันไปเป็นพระไตรปิฎกแปล ก็ไม่แปลว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้น คุณจะไม่เคยได้ยินคําว่า “อตัมมยตา” โดยความหมายของมัน. นี้พอเราเอามาพูดให้ฟัง บางคนก็ว่า ว่าเอาเอง หลอกลวงประชาชน แล้วเขาก็ด่า
…. ดังนั้น คุณต้องรู้จักความเป็นจริง, หรือความที่มันมีอยู่จริงเกี่ยวกับถ้อยคําเกี่ยวกับพระบาลี หรือหลักพระพุทธศาสนานี้กันบ้าง. ที่จริงถ้าเอามาบอกให้ฟัง ก็เข้าใจได้ง่ายขึ้นนะว่า ต่อไปนี้เราจะไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งนั้นอีกต่อไป โดยผลของปัญญาที่เป็นไปถึงที่สุด ตัดกิเลส ตัณหาทั้งปวงได้, ทําให้เราไม่ต้องขึ้นสังกัดอยู่กับสิ่งนั้นอีกต่อไป. เดี๋ยวนี้เราขึ้นสังกัดอยู่กับสิ่งนั้นมาจนกระทั่งวันนี้ ที่เราจะหลุดออกมาได้เพราะอํานาจของปัญญา, เดี๋ยวนี้เราได้ชิมรสของอตัมมยตา คือไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งนั้นอีกต่อไป นี้เป็นคําใหม่ ที่จะค้นหามาให้ได้ยินได้ฟังกันปีละคํา สองคํา, มากนักก็ถูกด่ามากเกินไป ปีละคําสองคําก็พอแล้ว”
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาขบูชา หัวข้อเรื่อง “สันทิฏฐิกธรรมของไตรสิกขา” เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๒๔ จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า “สันทิฏฐิกธรรม” หน้า ๑๖๐-๑๖๒
ท. ส. ปัญญาวุฑโฒ – รวบรวม.

ร่วมแสดงความคิดเห็น