ท้วงติงแผนบูรณะกำแพงช้างเผือก นักวิชาการชี้”ไม่ใช่โบราณสถาน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีเกิดฝนตกหนักในเมืองต่อเนื่องหลายวันส่งผลให้กำแพงเมืองประตูช้างเผือกพังถล่มลงมาเป็นแนวยาว 30 เมตร และต่อมาทางกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถานสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ได้เข้าตรวจสอบ พร้อมระบุว่า เป็นแนวกำแพงรอบนอกที่สร้างขึ้นราวปีพศ.2500 เพื่อคลุมกำแพงชั้นในเดิม

ต่อมา ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สุรพล ดำริห์กุล อดีตอาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เผยแพร่ข้อคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

“ประตูช้างเผือกไม่ใช่โบราณสถาน แต่เป็นสิ่งก่อสร้างใหม่ที่เป็นทัศนอุจาดบนที่ดินโบราณสถาน (พังเสียได้ก็ดี)สืบเนื่องฝนตกหนักเมื่อวานนี้ ทำให้ประตูช้างเผือก เมืองเชียงใหม่ พังทลายถล่มลงมาท่ามกลางความตกใจและเสียดายของชาวเชียงใหม่

แต่ผมว่าโชคดีนะพังทลายลงได้เสียก็ดีเพราะจะได้รู้กันเสียทีว่า ประตูเมืองเหล่านี้เป็นสิ่งแปลกปลอม ก่อสร้างขึ้นใหม่โดยการออกแบบอย่างน่าเกลียดน่าชัง เพราะมันไม่ใช่ลักษณะและแบบแผนของประตูเมืองที่เป็นสากล (ต่างชาติมาเห็นก็ตลก คิดว่าเมืองเชียงใหม่กระจอก ถึงได้เป็นเมืองขึ้นพม่าตั้งนาน) โดยข้อเท็จจริงประตูเมืองเชียงใหม่ที่เห็นในปัจจุบัน ล้วนเป็นสิ่งสร้างใหม่ทั้งสิ้น


ทั้งนี้เพราะประตูเมืองของเมืองโบราณเชียงใหม่ถูกไถทำลายไปหมดแล้ว(มีรูปประตูเมืองเก่าเหลืออยู่ 2 รูป คือ ประตูท่าแพ กับประตูช้างเผือก) รวมทั้งอิฐกำแพงเมืองเก่าก็ถูกประมูลขายอิฐ เพื่อให้บ้านเมืองกว้างขวางทันสมัยตั้งแต่สมัยกระทรวงธรรมการ ต่อมาเทศบาลเมืองเชียงใหม่(ในขณะนั้น)เมื่อราวแปดสิบปีที่ผ่าน มา (สมัยนายทิม โชตนา เป็นนายกเทศมนตรี) ได้ออกแบบและสร้างประตูขึ้นใหม่ 5 ประตู (โดยไม่มีพื้นฐานของหลักฐานเก่าเลย) ทุกวันนี้คนเชียงใหม่ลืมหมดแล้ว คิดว่าประตูที่เห็น คือ ประตูช้างเผือก สวนดอก เชียงใหม่ และสวนปุง เป็นโบราณสถานเก่าแก่ของเมือง ยกเว้นประตูท่าแพในปัจจุบันนั้น นายชัยยา พูนศิริวงศ์ ผวจ.เชียงใหม่ ได้รื้อประตูที่เทศบาลสร้างใหม่ออกและขออนุญาตกรมศิลปากรสร้างใหม่ตามรูปแบบภาพเก่าขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2529

ดังนั้นขอชาวเชียงใหม่เข้าใจเสียให้ถูกต้องว่าประตูช้างเผือกที่พังทลาย ไม่ใช่โบราณสถานเก่าแก่ รวมทั้ง
สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ถ้าคิดจะบูรณะประตูช้างเผือกตามแบบเก่า ก็เสียงบประมาณแผ่นดินเปล่า เพราะไม่ใช่โบราณสถาน

ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กทม. มีภาพเก่าของประตูช้างเผือกอยู่คงเป็นโอกาสอันดีที่กรมศิลปากรจะได้ร่วมมือกับเทศบาลนครเชียงใหม่ ทำสิ่งที่ถูกต้องให้กับเมืองเชียงใหม่อีกครั้งเช่นเดียวกับประตูท่าแพที่ได้สร้างใหม่ตามภาพถ่ายเก่ามาแล้ว

อีกสองสามวันพายุใหญ่จะเข้าเชียงใหม่ ฝนคงตกหนัก
เพี้ยง !! ภาวนาว่าขอให้ประตูเมืองอุจาดสร้างใหม่ที่เหลืออยู่อีก 3 ประตูพังทลายลงให้หมด เสียได้ก็ดีครับ “

ทั้งนี้ภายหลังจากที่ข้อเขียนดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ผ่านสื่อสังคม มีการแสดงความคิดเห็น จากชาวเชียงใหม่เป็นจำนวนมาก รวมถึงอดีตข้าราชการระดับสูงของกรมศิลปากรที่เคยรับราชการในพื้นที่ และ ก้าวหน้าเป็นผู้บริหารระดับสูงของกรม ได้แสดงความคิดเห็นกับทีมข่าวว่า เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีรอยต่อของกาลเวลาที่น่าสนใจ ศึกษา ค้นคว้า


ที่ผ่านๆมา นักวิชาการ นักโบราณคดี ได้ ทุ่มเท ศึกษาค้นคว้า เผยแพร่ ข้อมูล เป็นสาระบทความต่างๆมากมาย แต่เชียงใหม่ มีบริบททางสังคม ที่นำการตลาด ด้านการท่องเที่ยวเข้ามาเป็นแกน จึงมีผลต่อทิศทางการกำหนดพื้นที่ กรอบการพัฒนาในหลายมิติ ซึ่งการบูรณะกำแพงเมือง สิ่งปลูกสร้างที่ปรากฎ ในบริเวณคูเมืองชั้นนอก ชั้นใน หรือหลายๆ สถานที่ในเขตเมืองเชียงใหม่


” เกิดขึ้น ด้วยเป้าหมายที่ เติมแต้มสีสันเมืองส่วนหนึ่ง คล้ายๆเมืองประวัติศาสตร์ ทั่วๆไปในไทย ไม่ว่าที่พระนครศรีอยุธยา, สุโขทัย, กำแพงเพชร ซึ่งการอนุรักษ์ ไม่ใช่ต้องคงรักษา สงวนไว้ จนไม่คำนึงถึง คุณประโยชน์ สิ่งที่จะเกื้อหนุน ท้องถิ่นชุมชน ให้มีรายได้ จากภาคบริการ ภาคการท่องเที่ยวในอนาคต สำหรับแผนพัฒนาเมือง ในส่วนเมืองเก่าแก่ คงต้องเปิดรับข้อคิดเห็น หลากหลายแนวทาง แล้วเลือกมาปรับประยุกต์ใช้ หาความลงตัว ระหว่างบทบาท ภารกิจ หน้าที่ การคงรักษาโบราณสถานที่ทรงคุณค่าไว้ ขณะเดียวกันต้องตอบสนอง บริบทสังคม ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปด้วยว่า ของเก่าๆกับสิ่งใหม่ๆจะอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลย์ ในสังคมได้อย่างไร เป็นเรื่องที่ท้าทายกระบวนกรมีส่วนร่วมของสังคมเชียงใหม่ในอนาคต และน่าจะหยิบยกกรณีประตูช้างเผือกมาเป็นต้นแบบได้ ถ้าจะบูรณะหรือปรับรูปแบบที่ดึงดูดน่าสนใจ ขนาดน้ำพุช้างเผือก เคยเป็นกระแสมาระยะ ท้ายที่สุดก็ถูกรื้อออกไปได้ “


สำหรับ ประตูช้างเผือก นครเชียงใหม่นั้น มีความเชื่อว่าเป็นประตูเดชของเมืองสมัยก่อนการจะออกรบจะต้องใช้ประตูช้างเผือกเท่านั้นในการเข้าออกเพื่อเสริมบารมีและเดช เดิมมีชื่อว่า ประตูหัวเวียง เป็นประตูชั้นในด้านทิศเหนือ เปลี่ยนชื่อในรัชสมัยของพระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 1 เนื่องจากได้ทรงโปรดให้สร้างอนุสาวรีย์รูปช้างเผือกขึ้น ประตูเมืองทั้ง 5 ประตูของเมืองเชียงใหม่นั้นประตูช้างเผือกมีขนาดกว้างมากที่สุด ในอดีตจนถึงปัจจุบันเจ้าเมืองเชียงใหม่จะใช้ประตูนี้ในพิธีสำคัญ เช่น การเดินทางเข้า-ออกจากเมืองเชียงใหม่ไปที่ต่างๆ การเข้ารับตำแหน่งเป็นเจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่จะมาบวงสรวงประตูนี้ก่อนเข้าเมืองเชียงใหม่ หรือรับตำแหน่งหน้าที่

ร่วมแสดงความคิดเห็น