ไรเดอร์หัวร้อน ถีบลูกชายข้าราชการ วัย 17 เหตุไม่พอใจเรียกบริการซ้อน มารับแล้วไม่ขึ้น เจ้าตัวขอโทษจะขอจ่ายเงินชดเชย ยังไม่ทันอธิบาย โดนชกเข้ากกหูอีกหมัด นำเรื่องแจ้งความตำรวจ ด้านพ่อผู้เสียหายติดต่อคนขับคู่กรณีกลับไม่ฟัง แถมพูดจาข่มขู่ ล่าสุดยันเอาเรื่องถึงที่สุด
ภาพวิดีโอกล้องวงจรปิด บริเวณหน้าโรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่งย่าน ต.พระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่ บันทึกภาพเหตุการณ์ไรเดอร์ หัวร้อนทำร้ายร่างกายเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ขณะขึ้นคร่อมซ้อนรถจักรยานยนต์ของไรเดอร์อีกคนที่มาจอดรับผู้โดยสาร โดยชายคนขับไรเดอร์คันที่จอดด้านหน้า ได้มีการพูดจาต่อว่าหนุ่มคนดังกล่าวซึ่งเป็นลูกค้า ก่อนจะจอดรถและเดินปรี่เข้ามาชี้หน้า จากนั้นจะเห็นว่าไรเดอร์คนดังกล่าว ได้ใช้เท้าถีบเข้าที่บริเวณลำตัวของเด็กหนุ่ม ขณะที่กำลังนั่งซ้อนท้ายไรเดอร์อีกคัน และยังใช้หมัดชกใส่บริเวณหัว จนทำให้รถเซจากนั้นจึงเดินขึ้นรถจักรยานยนต์ของตัวเองแล้วขับออกไป โดยเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ส่งผลทำให้เด็กหนุ่มที่ถูกทำร้ายต้องเดินทางเข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังเกิดเหตุ
ขณะที่ต่อมา นายณัฐพัชร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 17 ปี นักเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ พร้อมด้วยผู้ปกครอง ซึ่งมีอาชีพรับราชการ ได้นำหลักฐานภาพกล้องวงจรปิด พร้อมหลักฐานการแจ้งความ เข้ามาเปิดเผยกับทางผู้สื่อข่าวพร้อมทั้งเล่าเรื่องราวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ดังกล่าวให้ฟัง
โดยทาง นายณัฐพัชร์ (สงวนนามสกุล) เด็กหนุ่มที่ถูกทำร้าย เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 6 เม.ย.68 โดยตนได้เข้ามาเรียนพิเศษที่โรงเรียนกวดวิชา และกำลังจะกลับบ้าน ซึ่งตอนนั้นได้ใช้มือถือกดเรียกรถโดยสาร ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์รับจ้างผ่านแอพพลิเคชั่นหนึ่งที่ให้บริการ โดยตอนแรกที่ตนกดแอพฯ เห็นว่ามีรถพร้อมให้บริการอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ตัวเองอยู่ จึงได้ทำการกดเรียก แต่หลังจากรออยู่พักหนึ่งตนได้ทำการกดเรียกอีกคัน โดยที่ตอนนั้นตนคิดว่าได้กดยกเลิกคันก่อนหน้าที่เรียกไปแล้ว
จนต่อมาไรเดอร์สองคันได้มาถึงจุดที่รับตนในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยตนได้ขึ้นไปนั่งรถของอีกคันที่กดเรียกครั้งที่สอง ทำให้คนขับรถที่ถูกเรียกคันแรกไม่พอใจ และคิดว่าตนต้องการกลั่นแกล้งหรือก่อกวน ตนจึงได้พูดขอโทษ พร้อมกับเข้าไปเช็คดูในแอพพลิเคชั่น ก็พบว่าตัวเองไม่ได้กดยกเลิกคันแรกจริง แต่ขณะนั้นชายคนขับก็ลงจากรถเดินมาหาตนพร้อมกับด่าทอและใช้เท้าถีบเข้าตรงบริเวณชายโครงฝั่งซ้าย และได้ทำการต่อว่าที่ตนกดเรียกมาสองคัน ต้องเสียเวลาขับมาไกล และยังได้ใช้หมัดต่อยเข้ามาที่บริเวณกกหู แต่ตนก็ไม่ได้ตอบโต้และตกใจที่คนขับเข้ามาทำร้ายร่างกาย
โดยตอนนั้นตนยอมรับว่าผิดที่ไม่ได้ทำการกดยกเลิก และได้มีการพูดขอโทษทางคนขับคู่กรณีไปแล้ว แต่ไม่คิดว่าทางคนขับจะทำถึงขนาดนี้ และหลังจากที่โดนทำร้ายตนก็ไม่ได้พูดจาไม่ดี หรือมีปากเสียงกลับแต่อย่างใด และยังสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งตนคิดว่าคนขับทำเกินไป เพราะอาจจะด้วยความโมโห แม้ว่าตนจะผิดแต่ก็ไม่ให้ตนได้อธิบาย หรือหากให้จ่ายค่าชดเชยเสียเวลา ตนก็ยินดีที่จะจ่ายให้ แต่ทางเจ้าตัวกลับพูดจาโวยวายและเข้ามาทำร้ายร่างกาย ทำให้ตนรู้สึกว่ามันทำเกินกว่าเหตุ
โดยหลังจากเกิดเหตุตนก็ได้เข้าไปแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ พร้อมกับแจ้งให้ทางผู้ปกครองทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางผู้ปกครองก็ได้ติดต่อไปยังคนขับคู่กรณี โดยในตอนแรกโทรศัพท์ไปก็ไม่รับสาย ประมาณ 2 วัน และเพิ่งได้รับการตอบกลับเมื่อไม่นานนี้ แต่จากการที่ทางผู้ปกครองตนพูดคุยด้วย ทางคนขับคู่กรณีก็ยังไม่ยอมรับ อีกทั้งยังกล่าวหาว่าให้ตนว่าไม่มีจริยธรรม และต่อว่าเกี่ยวกับกรณีที่ตนเรียกรถมาสองคัน ซึ่งตนยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาทำแบบนั้น แต่ตนเห็นว่าในตอนนั้นคนขับอยู่ไม่ห่างจากจุดที่ตนอยู่ และตอนนั้นก็ได้มีการพูดขอโทษแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังเข้ามาทำร้าย ตนจึงอยากฝากถึงคู่กรณีว่า อยากให้ควบคุมสติอารมณ์ของตัวเอง และควรมีวุฒิภาวะมากกว่ามากกว่านี้
ขณะที่ทางด้าน ผู้ปกครองของ นายณัฐพัชร์ (สงวนนามสกุล) บอกว่า หลังจากที่ตนเองทราบเรื่องก็ได้มีการพยายามติดต่อกับทางคนขับคู่กรณีที่ภายหลังทราบชื่อคือ นายปกรณ์ อายุ 56 ปี จนกระทั่งล่าสุดวันที่ 8 เม.ย.68 จึงสามารถติดต่อได้ โดยตนได้โทรศัพท์ไปหา และพยายามนัดเจอเพื่อตั้งใจที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยกัน แต่อีกฝ่ายทางคู่กรณีกลับหาว่าทางตนไปท้าทาย และบอกให้ตนไปหาที่โรงพักหางดง โดยอีกฝ่ายบอกว่าได้ไปแจ้งความไว้เช่นกันที่โรงพักหางดง ซึ่งตนก็บอกไปแล้วว่าไม่ใช้ท้องที่เกิดเหตุ แต่ทางฝ่ายคู่กรณีก็ไม่ยินยอมที่จะเดินทางมา อีกทั้งยังมีการพูดจาท้าทาย จนสุดท้ายตนก็ไม่อยากที่จะติดต่อกับทางคู่กรณี และหลังจากนี้ก็จะเดินหน้าใช้สิทธิตามกฎหมาย และให้อีกฝ่ายไปรับผลกรรมที่กระทำเอง
ผู้ปกครองยังบอกอีกว่า ตอนนี้ทางตนได้มีการแจ้งความและรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเนื่องจากลูกชาย ก็ยังถือว่าเป็นเยาวชนอายุเพียง 17 ปี และไม่เคยมีพฤติกรรมเกเรแต่อย่างใด และหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางลูกชายก็ยังรู้สึกผวา อีกครั้งขอให้ทางตนพยายามติดต่อเพื่อที่จะพูดจากับคู่กรณีเพื่อให้เรื่องมันจบ แต่ทางตนก็รู้สึกเป็นห่วงลูกชายเนื่องจากขนาดตนพูดคุยด้วยทางคู่กรณีก็ยังไม่รู้เรื่อง จึงไม่อยากให้ทางลูกชายไปพูดคุยด้วย เพราะจากพฤติกรรมที่เขาก่อเหตุตนมองแล้วว่าหากให้ไปพูดคุยด้วยก็อาจจะบานปลาย ซึ่งในวันเกิดเหตุทางคู่กรณีก็มีอารมณ์ฉุนเฉียว ไม่ยอมฟังและเข้ามาทำร้ายร่างกายโดยไม่ฟังอะไรโดยที่ไม่คิดถึงการทำงานของตัวเองที่เป็นผู้ให้บริการ และหากตอนนั้นทางคู่กรณีจะเรียกค่าเสียเวลาทางฝั่งตนก็พร้อมที่ชดใช้ให้ แต่ไม่ควรทำเกินกว่าเหตุเช่นนี้
อย่างไรก็ตามตนอยากฝากถึงทางคู่กรณี ด้วยว่า คุณไม่มีสิทธิที่จะไปทำอะไรแบบนี้ในฐานะที่ตัวเองเป็นคนให้บริการ คุณต้องมีจิตใจที่อบอ้อมอารีหรืออดทนในสิ่งที่เกิดขึ้นให้มากกว่านี้ด้วย








ร่วมแสดงความคิดเห็น