ย้อนรอยประชามติ 2550 & 2559

ย้อนรอย เหตุการณ์สำคัญ “การทำประชามติของไทย” ปี 2550&2559

การทำประชามติถือเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่อประเด็นสาธารณะโดยตรง อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย มีการจัดทำประชามติระดับชาติที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือ ปี พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2559 ซึ่งทั้งสองครั้งล้วนจัดขึ้นภายหลังการรัฐประหาร และมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ประชาชนลงคะแนนรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรายละเอียดในการจัดทำประชามติของแต่ละปี มีดังนี้

ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550: ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

การทำประชามติครั้งแรกของประเทศไทยเกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้เข้ายึดอำนาจคณะรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ ณ ขณะนั้นเป็นนายกรัฐมตรี และจัดตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงมีการจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ

การลงประชามติจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550 โดยมีคำถามว่า “เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550” ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2549 (ฉบับชั่วคราว) ผลการลงคะแนนพบว่า จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 45 ล้านคน มีผู้มาใช้สิทธิประมาณ 25.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 57.61 โดยมีผู้เห็นชอบจำนวน 14.7 ล้านคน หรือร้อยละ 56.69 ขณะที่ผู้ไม่เห็นชอบมีจำนวน 10.7 ล้านคน หรือร้อยละ 41.38 ส่งผลให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวผ่านการรับรองและประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

แม้การทำประชามติครั้งนี้จะถือเป็นก้าวสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน แต่ก็ยังถูกตั้งคำถามถึงความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เนื่องจากเกิดขึ้นภายใต้บริบทของรัฐบาลหลังการรัฐประหาร

ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559: ภายใต้การปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

การทำประชามติครั้งที่สองเกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ และดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนจัดให้มีการลงประชามติเพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชน

การลงประชามติจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559 โดยมีคำถาม 2 ข้อ ได้แก่ การเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 และคำถามพ่วงเกี่ยวกับการให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งภายใน มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรี ผลการลงคะแนนระบุว่า จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 50 ล้านคน มีผู้มาใช้สิทธิประมาณ 29.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 59.4 โดยมีผู้เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 16.8 ล้านคน หรือร้อยละ 61.35 และไม่เห็นชอบ 10.6 ล้านคน หรือร้อยละ 38.65 ส่งผลให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวผ่านการรับรองและประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

อย่างไรก็ตาม การทำประชามติในครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในประเด็นบรรยากาศการรณรงค์ที่ไม่เปิดกว้าง การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดต่อผู้ที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ

ภาพรวมและข้อสังเกตเชิงโครงสร้างทางการเมือง

เมื่อพิจารณาภาพรวมของการทำประชามติในประเทศไทย จะพบว่าทั้งสองครั้งเกิดขึ้นภายใต้บริบทของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร และมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มากกว่ากระบวนการที่ริเริ่มมาจากความต้องการของประชาชน นักวิชาการด้านกฎหมายส่วนใหญ่ จึงมองว่าการทำประชามติของไทยยังไม่สามารถสะท้อนเจตจำนงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากขาดเสรีภาพในการรณรงค์และการแสดงความคิดเห็น

ดังนั้น การทำประชามติในประเทศไทย แม้จะเป็นกลไกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง แต่จากประสบการณ์ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา กลับสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทางการเมือง โดยเฉพาะบทบาทของอำนาจรัฐภายหลังการรัฐประหาร ซึ่งส่งผลให้ประชามติกลายเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมือง มากกว่าการเป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนเสรีภาพและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ที่มา : ThaiPBS, มติชน, iLaw

ร่วมแสดงความคิดเห็น