“ช้างม่อย” ย่านเศรษฐกิจม้ามืดของเชียงใหม่

ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA เปิดเผยว่า CEA ได้เดินหน้าแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองและย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative City & Creative District Development) ผ่านเครือข่ายย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ประเทศไทย (Thailand Creative District Network: TCDN) โดยการขยายผลจากความสำเร็จใน 5 ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้นแบบ ได้แก่ ย่านเจริญกรุง กทม., ย่านศรีจันทร์ จ.ขอนแก่น, ย่านเมืองเก่า จ.สงขลา  ย่านเจริญเมือง จ.แพร่ และย่านช้างม่อย จ.เชียงใหม่ เป็นต้น

สำหรับเมืองสร้างสรรค์ (Creative City) หมายถึงเมืองที่มีศักยภาพในการใช้ประโยชน์จากเอกลักษณ์ในท้องถิ่น ไปจนถึงนวัตกรรมที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว ซึ่งจุดเริ่มต้นไปสู่เมืองสร้างสรรค์ จะต้องเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ อย่างย่าน เมื่อย่านดี เมืองก็จะเกิดการขยายตัวและดีตามไปด้วย และหากมีการส่งเสริมครบ 5 ยุทธศาสตร์ ก็จะกลายเป็นย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ และจะสามารถส่งเสริมให้เกิดการลงทุน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยการดึงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่มาสร้างเป็นจุดขายในพื้นที่อื่นตามมา

นางสาวมนฑิณี ยงวิกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า โมเดล 5 ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้นแบบได้รับการพัฒนาครบในทุกมิติ ทั้ง 5 ด้านได้แก่ 

  • ด้านความรู้
  • ด้านทักษะ
  • ด้านการประชาสัมพันธ์
  • การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์
  • ด้านกลยุทธ์และแนวทางพัฒนา

หากนึกถึงย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของจังหวัดเชียงใหม่ หลายคนคงนึกถึงย่านชื่อดังอย่างนิมมานเหมินท์ ถนนที่เป็นแหล่งรวมกิจการสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็น แกลเลอรี คาเฟ่  ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหารที่น่าสนใจหลากหลายร้าน แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ย่านช้างม่อย-ท่าแพ ของจังหวัดเชียงใหม่กำลังกลายเป็นอีกย่านที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก จากการเข้ามาของธุรกิจสร้างสรรค์โดยผู้ประกอบการรุ่นใหม่จึงทำให้ย่านนี้กลายเป็นที่ตั้งของธุรกิจมากมายเช่น

  • Neighborhood Community Mall แห่งใหม่ของย่านช้างม่อยที่เปิดให้บริการเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมาซึ่งนำอาคารเก่าแก่ 3 ชั้น 3 คูหา ของย่านมาชุบชีวิตอีกครั้งให้กลายเป็นพื้นที่จัดกิจกรรม เวิร์กช็อป และมีร้านค้าต่าง ๆ มากกมาย
  • Brewginning ร้านกาแฟที่มาแรงสุดในย่านช้างม่อย เปิดให้บริการเมื่อปี 2562โดยรีโนเวตอาคารเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บริเวณมุมสี่แยกแรกของถนนช้างม่อยใหม่ โดยคงเอกลักษณ์เดิมของอาคารไว้ทั้งหมด ตั้งแต่ช่องลม สี โครงสร้าง รวมถึงไม้เก่า
  • The Goodcery  Active Space ที่เปิดให้บริการเมื่อปี 2565 ภายใต้อาคารเก่าแก่  4 คูหาใหญ่ย่านถนนราชวงศ์ช้างม่อยที่เป็นทั้งซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร คาเฟ่ เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความคิด แลกเปลี่ยนงานศิลปะ

นอกจากนี้ยังมี แกลเลอรี คาเฟ่ ร้านอาหาร ผับบาร์ ร้านเสื้อผ้า เกสเฮาส์ และร้านต่างๆอีกมากมาย  จึงเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่สำหรับการค้า พาณิชยกรรม สร้างความคึกคักและดึกดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อนโควิด 19 ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นอย่างมากแต่ปัจจุบันย่านช้างม่อยเป็นที่นิยมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน

สอดคล้องกับการคาดการณ์ว่าหลังจากวันที่ 1 มีนาคมนี้เป็นต้นไป นักท่องเที่ยวจากประเทศจีนจะหลั่งไหลมาเที่ยวเชียงใหม่และย่านช้างม่อยเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ย่านนี้เป็นที่จับตามองของนักธุรกิจเป็นอย่างมาก

การวัดค่าความเป็นย่านเศรษฐกิจของย่านช้างม่อยนั้นสามารถวัดได้จากตัวชี้วัดที่หลากหลายแต่การพิจารณาจากราคาที่ดินซึ่งมีราคาประเมินที่ดินเริ่มต้นอยู่ที่ตารางวาละ 180,000-250,000 บาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกๆปี โดยย่านช้างม่อยมีราคาประเมินที่ดินสูงเป็นอันดับ 2 ของจังหวัดเชียงใหม่ รองจากท่าแพ ซึ่งย่านนิมมานเหมินทร์ อยู่ที่อันดับ 7

ย่านช้างม่อย ในอดีตถือเป็นย่าน Old-CBD หรือย่านพาณิชยกรรมดั้งเดิมของเมืองเชียงใหม่เป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ ประกอบด้วยอาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์ และงานประเพณีที่แสดงถึงเอกลักษณ์วัฒนธรรมอันหลากหลาย รวมทั้งมีชุมชนท้องถิ่น ผู้ประกอบการธุรกิจ นักออกแบบ และช่างฝีมือเป็นจำนวนมาก ถือเป็นย่านธุรกิจสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะบริเวณถนนช้างม่อยใหม่ที่เป็นทางเชื่อมผู้คนจากท่าแพสู่กาดหลวง ตลาดขนาดใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมสินค้า อุปโภค บริโภค ของฝาก ตลาดค้าส่ง-ค้าปลีกผัก-ผลไม้สด ตลาดดอกไม้ พื้นที่การค้าและโรงแรม  ทำให้บริเวณแห่งนี้ที่ในอดีตเคยพลุกพล่านเต็มไปด้วยธุรกิจและผู้คนแต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปเมืองก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกันกับความสนใจของผู้คน อาคารเก่าแก่และเรื่องราวต่าง ๆ ในช้างม่อยก็ค่อย ๆ เลือนหายไป บางอาคารถูกขายทิ้ง บางพื้นที่มีไว้เพียงเพื่อเก็บของ และที่ยิ่งน่าเสียดายไปกว่านั้นคือถูกปล่อยทิ้งร้างอย่างน่าเสียดาย

จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยได้เห็นถึงเสน่ห์ของย่านช้างม่อย และได้เริ่มเข้ามาเปิดธุรกิจของตัวเองภายในย่านแห่งนี้อีกครั้ง โดยบางสถานที่ยังคงเสน่ห์ของอาคารเก่าเอาไว้ ช้างม่อยจึงกลับมามีสีสันและน่าจับตาอีกครั้ง และกำลังจะกลายเป็นย่านสร้างสรรค์ที่สำคัญอีกแห่งของจังหวัดเชียงใหม่ และจะสามารถเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ท้องถิ่นอย่างโดยมีส่วนสำคัญในการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง สร้างรายได้ และพัฒนา Soft Power ซึ่งนำมาสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

ร่วมแสดงความคิดเห็น