ศึกแดงเดือด ในวงการฟุตบอลอังกฤษ ระหว่าง ลิเวอร์พูล VS แมนยู พึ่งผ่านพ้นไป ประเดนที่หยิบยกมาพูดคุยกันอย่างมาก คือ Virtual Assistant Referee หรือที่หลาย ๆ ท่าน คุ้นหูกับคำว่า “VAR” เพราะถ้าไม่มี เทคโนโลยี นี้เข้ามาช่วยการตัดสินของกรรมการ ใน คือ วันที่ 19 มกราคม 2563 แมนยู ต้องโดน ลิเวอร์พูล ถล่มประตู ถึง 4 – 0 แต่จากการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในเกม ทำให้ ปิดเกม ไปแค่ 2 – 0 นั้นทำให้หลาย ๆ คนเริ่มสนใจว่า เจ้าเทคโนโลยี “VAR” นี้มันคืออะไร และแท้ที่จริงแล้วมันมีไว้ทำไม
ระบบ Virtual Assistant Referee (VAR) มีการนำมาใช้ครั้งแรก ในฟุตบอลโลกปี 2018 เพื่อช่วยกรรมการในการตัดสินระหว่างเกม และนำมาซึ่งความขัดแย้ง ในวงการฟุตบอล ในแบบที่คุณอาจสังเกตเห็นได้ชัดเจน เพราะมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย

มันไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ VAR จะทำให้เกิดประเดนถกเถียงกันอย่างมากในวงการฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA Cup และบุนเดสลีกา ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
แต่ก็ไม่ควรลืมว่า VAR มันเป็นเพียง ฟุตบอลดิจิทัล ที่มีการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการตัดสินใจ ให้ชัดเจนมากที่สุด การเปลี่ยนแปลงจากเกมสุดคลาสสิก เป็น ดิจิทัล อย่างรวดเร็วเกินไปนี้นำมาซึ่ง การหันหลังให้กับ เกมฟุตบอล ของกลุ่มแฟนบอลที่เข้าชมในสนาม เพราะเทคโนโลยี VAR คือตัวทำลายและบั่นถอนจิตใจ ของแฟนบอล เหมือนคนที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ไม่มีผลอะไรต่อ เกมการแข่งขัน
VAR เป็นเทคโนโลยีที่ จะช่วยผู้ตัดสินในการตัดสินใจที่แม่นยำในขณะที่เกมดำเนินไปผู้ช่วยจะออกมาจากสนามเพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที และรายงานผ่านชุดหูฟังไร้สาย เพื่อสื่อสารกับกรรมการชี้ขาด ในสนามและปรึกษาหรือให้คำแนะนำในเหตุการณ์ โดย VAR ช่วยเหลือผู้ตัดสินในส่วนหลัก ๆ คือ การตัดสินที่ผิดผลาด การเป่าจุดโทษ การให้ใบแดงและใบเหลือง แต่ท้ายที่สุดการตัดสินใจของกรรมการในสนาม คือ การตัดสินใจขั้นสุดท้าย

VAR เริ่มรู้จักกันครั้งแรก ในปี 2560 ใน FA Cup ของอังกฤษ มัน ถูกกล่าวหาอย่างรุนแรง ว่าเป็นเครื่องมือที่ทำลาย “เกมอันสวยงาม” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเกม ระหว่าง ทอตนัมฮอตสเปอร์ และ โรชเดล ในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ เมื่อคำตัดสินถูกเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผลที่ไม่ชัดเจนของ VAR จนทำให้แฟน ๆ ทอตนัมฮอตสเปอร์ โกรธแค้นอย่างมาก
อีกคำตัดสิน ในบุนเดสลีกา เกมระหว่าง ไมนซ์ 05 และเซาท์ไฟรบูร์ก ในช่วงระหว่างพักครึ่ง เมื่อกลับลงสนาม ทั้งสองทีมได้รับโทษย้อนหลังจากคำตัดสิน VAR ทำให้ แฟนบอลและนักฟุตบอล ถึงกับหมดกำลังใจที่จะเล่นต่อ
แม้ว่าเทคโนโลยี VAR จะให้คำตัดสินในเชิงบวก แต่มันก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ อย่างมากว่ามันทำให้ ฟุตบอล เปลี่ยนจากเกมที่ตื่นเต้น ชิงไหวพริบกันในสนามไปสู่เกมที่น่าเบื่อหน่ายและการเบรคเกมที่นานเกินไปเพื่อรอฟังคำตัดสิน ทำให้การแก้เกมในสนามดูจืดสนิจ
หลายคนรู้สึกว่าระบบดิจิตอล หรือ VAR ก้าวไปไกล และรวดเร็วเกินไปจนทำให้เกมฟุตบอลไม่เป็นไปตามธรรมชาติ บางครั้ง เมื่อนักเตะยิงประตูได้ก็ยังไม่แน่ใจว่า ประตูนั้นจะเป็นประตูชัยได้หรือไม่ จนกว่าจะมีคำตัดสินจาก VAR จนทำให้นักเตะบางคนไม่กล้าแม้กระทั่งจะแสดงความดีใจออกมาเมื่อทำประตูได้ในเกม การแข่งขัน

ร่วมแสดงความคิดเห็น