สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ยืนยันว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2563 เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ให้แก่เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวนาปี ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยคงรูปแบบการรับประกันภัยพื้นฐาน ซึ่งภาครัฐให้การอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยแก่เกษตรกร และการประกันภัยเพิ่มเติมเป็นการประกันภัยภาคสมัครใจ เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ มีส่วนร่วมในการรับภาระค่าเบี้ยประกันภัย

ทั้งนี้ โครงการฯ ปีการผลิต 2563 เพิ่มเป้าหมายการเอาประกันภัยพื้นฐาน จาก 30 ล้านไร่ ในปีการผลิต 2562 เป็น 44.7 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีทั่วประเทศ แบ่งเป็น เกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2563 ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกราย จำนวนไม่เกิน 28 ล้านไร่ เกษตรกรทั่วไป ในพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี ที่มีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติต่ำ 594 อำเภอ จำนวนไม่เกิน 15.7 ล้านไร่ และพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี มีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติปานกลางและสูง เป้าหมายประกันภัยเพิ่ม 1 ล้านไร่ แบบสมัครใจ

การรับประกันภัยพื้นฐาน มีวงเงินความคุ้มครองสูงสุด 1,260 บาทต่อไร่ จากภัยธรรมชาติทั้งหมด 7 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และภัยช้างป่า วงเงินคุ้มครองสูงสุด 630 บาทต่อไร่ สำหรับภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด สำหรับเกษตรกรที่เอาประกันภัยในส่วนที่ 2 สมัครใจ จะได้รับวงเงินความคุ้มครอง 240 บาทต่อไร่ จากภัยธรรมชาติ 7 ประเภทดังกล่าว และวงเงินความคุ้มครองเพิ่มเติม 120 บาทต่อไร่ สำหรับภัยศัตรูพืชและโรคระบาด เมื่อรวมวงเงินความคุ้มครองส่วนพื้นฐานและส่วนที่สมัครใจ แล้วจะได้รับความคุ้มครอง 1,500 และ 750 บาทต่อไร่ ตามลำดับ

โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย ให้แก่เกษตรกรทุกราย สำหรับการประกันภัยในส่วนพื้นฐานอัตรา 58 บาทต่อไร่ และอุดหนุนเพิ่มเติมในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม และอากรแสตมป์ทั้งหมด คิดเป็นงบประมาณรวม 2,910,391,000 บาท และ ธ.ก.ส. จะให้การอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้เกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อ เพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปี อัตรา 39 บาทต่อไร่ จะเริ่มดำเนินการทันที หลังได้รับการอนุมัติโดยมติคณะรัฐมนตรี หากเกษตรกรต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด ธนาคาร ธ.ก.ส.ทุกแห่ง และศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำชุมชนได้


ร่วมแสดงความคิดเห็น