นโยบายที่มุ่งเน้นการส่งออก ทำให้เกษตรกรต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งอาจทำให้ GDP (ผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ) ของประเทศสูงขึ้นก็จริง แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้ทรัพยากรที่เคยมีอยู่ตามธรรมชาติลดความหลากหลาย ทางเลือกของการบริโภคเหลือน้อยลง และเป้าหมายของความมั่นคงทางอาหารในแต่ละชุมชนลดน้อยลงทุกที
ประเทศไทยเคยได้ชื่อว่ามีความหลากหลายทางการเกษตร หากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เราถูกบังคับให้เชื่อมต่อเข้ากับผักไม่กี่ชนิด ทั้งความไม่หลากหลายเช่นนี้ ยังถูกควบคุมด้วยสารเคมีเพื่อการันตีผลผลิต
ในช่วงหนึ่งของกิจกรรม City Farm Market ณ สวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) มีวงเสวนา “ผลไม้ป่ายืนต้น ในระบบสวนป่าสมรม” ที่ชวนเราจินตนาการไปถึงภูมิปัญญาของการเพาะปลูกในอดีตอย่างน่าสนใจ ทั้งยังตั้งคำถามว่าคนเมืองอย่างเรา จะช่วยคลี่คลายกับสถานการณ์ข้างต้นได้อย่างไร
“ผลไม้ป่ายืนต้น” ก็คือผลไม้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่เป็นผลของพรรณไม้ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีส่วนลำต้นหลักสูง มั่นคงแข็งแรง และที่สำคัญคือมีอายุยืนยาวหลายปี นี่คือพืชพรรณที่คนในอดีตให้ความสำคัญ เพาะปลูก เพราะดูแลง่าย ได้ใช้ประโยชน์จนถึงรุ่นหลาน แตกต่างจากพืชเศรษฐกิจที่อายุสั้น ปลูก-เก็บ และโค่นทิ้งเข้าสู่วงจรการผลิตใหม่
ขณะที่ “ป่าสมรม” ในเวทีเสวนานิยามว่า คือคำเรียกภูมิปัญญาท้องถิ่นในอดีตของภาคใต้ ที่ปลูกไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผัก พืชสมุนไพรในพื้นที่เดียวกัน โดยไม่ทำลายพืชดั้งเดิมที่มีอยู่ ทำให้พืชได้พึ่งพาอาศัยกันเองตามธรรมชาติ
“ป่าสมรมจึงแทนชื่อเรียกของป่าที่มีความหลากหลาย คือปลูกพืชหลายชนิดรวมกัน ทำให้ได้ทั้งพืชเศรษฐกิจที่เอาไปขายเป็นอาชีพ และได้ผลที่มาจากไม้ยืนต้นเอาไว้บริโภคในครัวเรือน สวนสมรมจึงมีครบทุกอย่าง ทั้งยางพาราที่เป็นพืชเศรษฐกิจมังคุด, ทุเรียน, ลูกหยี, หมาก, กล้วย ที่ไว้บริโภคเองในครัวเรือน ฯลฯ”
ณฐา ชัยเพชร เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ.สงขลา กล่าวตอนหนึ่งว่า ครอบครัวเธอเป็นเกษตรกรยางพารามาหลายรุ่น และเมื่อถึงรุ่นของเธอก็ทำทุกอย่างตามที่นโยบายของรัฐบอก ทั้งการปลูกพืชเชิงเดี่ยว การผสมสารเคมี การทำลายวัชพืช การบำรุงดูแลเพื่อให้มั่นใจได้แน่ๆ ว่าผลผลิตของเธอจะเปลี่ยนเป็นรายได้
หากในเวลาต่อมาเศรษฐกิจตกต่ำ ราคาน้ำยางพาราตก ราคาปุ๋ยแพง ทำให้กลับมามองถึงรายจ่ายที่ใช้ในสวนยางพารา พบว่าจะอยู่ในค่าการผลิตเป็นหลัก เช่น ปุ๋ย สารเคมีกำจัดวัชพืช ประกอบกับสุขภาพที่แย่ลง มากกว่านั้นเธอยังต้องเจอปัญหาปุ๋ยปลอม น้ำยางพาราเสียหาย เป็นที่มาของการปฏิวัติตัวเอง หันมาทำเกษตรอินทรีย์ พร้อม ๆ กับรื้อฟื้นระบบสมรม ที่เน้นความหลากหลายของพรรณไม้ที่เพาะปลูก
“เราอยากเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร แต่ความมั่นคงจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเรายังไม่ให้ความสำคัญกับความหลากหลาย ตอนทำเกษตรเชิงเดี่ยว เรามีเป้าหมายเพียงเพื่อการขาย ส่งออก เพียงเท่านั้น แต่เมื่อมันไม่เป็นไปตามที่หวังทุกอย่างแย่หมด แม้แต่สุขภาพของตัวเอง เราจึงใช้เวลาที่จะสร้างพื้นที่ของความสมบูรณ์กลับมาอีกครั้ง ทำให้ผักพื้นบ้านหลายชนิดกลับคืนมา เป็นพันธุกรรมพื้นถิ่น เป็นพวกผักกินยอดส่วนหนึ่ง สมุนไพรส่วนหนึ่ง สวนที่ทำจะเป็นการปลูกสลับพันธุ์ไม้ซึ่งจะทำให้ไม้แข่งกันโต แม้จะมีต้นเล็กบ้างใหญ่บ้าง นี้คือการสร้างป่าธรรมชาติสร้างป่าร่วมยางพารา เราได้ผลผลิตทั้งยางพารา และผลผลิตของไม้”
คนที่ไปร่วมกิจกรรม City Farm Market ณ สวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) จึงได้ลิ้มรสผลไม้นานาชนิด ที่เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกเอามาให้ลองชิม ทั้งลูกหยี มะขามคางคก ส้มแขก และพระเอกของงานเสวนา คือ ต้นจำปูลิง ผลไม้ป่ายืนต้นทางภาคใต้ ซึ่งใช้ประโยชน์ได้ครอบคลุม แต่ขณะเดียวกันก็หาได้ยากตามกาลเวลา
ณัฑฐวรรณ อิสระทะ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ห้องเรียนท้องนาเขาคูหา มองว่า ระบบป่าสมรม คือ การมองภาพความมั่นคงทางอาหารระยะยาว ไม่ใช่เพียงปลูกแล้วโค่นทิ้งสร้างรายได้ระยะสั้น ๆ ดังนั้นโจทย์ของทุกคน คือ การสร้างความรู้สึกว่า พันธุ์ไม้หรือไม้ยืนต้นพื้นบ้าน คือสิ่งที่จะสร้างมูลค่าในอนาคต ควรอนุรักษ์รักษาไว้
“ความสามารถรักษา ย่อมเกิดการสร้างเครือข่ายการแลกเปลี่ยนพันธุกรรม และความรู้ การกิน วิธีเก็บ วิธีปรุง เพราะถ้าเรามี แต่กินไม่เป็น ผักนั้นก็จะถูกมองข้ามและลดความสำคัญ แล้วจะหายไปจากระบบเกษตร แต่ถ้าเรากินเป็น เราก็อยากปลูก ทำให้มันยังคงอยู่ในระบบเกษตรต่อไป และเมื่อมีความหลากหลายก็จะเป็นความมั่นคงทางอาหารให้ชุมชนนั้น ๆ”
แม้จะเป็นกรณีภาคใต้ แต่ก็อธิบายถึงความเป็นไปในภาพกว้างได้ แม้พืชเศรษฐกิจอย่างสวนยางพาราจะเป็นการสร้างป่าอีกรูปแบบหนึ่ง แต่การปลูกพืชชนิดเดียว จะทำให้ขาดความหลากหลายทางชีวภาพ เราจึงจำเป็นต้องฟื้นฟูธรรมชาติภายในระบบนิเวศน์สวนยางนั้นๆ เพื่อให้เกิดความสมดุลและเหมาะสม ซึ่งหลักในการพิจารณาทั่วไป จะต้องเลือกปลูกพืชที่มีความสูงของเรือนยอดต่าง ๆ อยู่บริเวณใกล้เคียงกัน โดยแบ่งความสูงออกเป็น 3 ระดับ คือ ประเภทต้นสูง เช่น ประดู่ ไม้เคี่ยม พะยอม ไม้สัก ประเภทโตปานกลาง เช่น มะม่วง มะนาว ผักหวาน ชะมวง หรือ เหลียง ประเภทพืชชั้นล่างที่ทนร่ม เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ สะระแหน่ บัวบก หรือในแถวยางระหว่างต้นยางพารา อาจปลูกพืชสวนครัวไว้เป็นอาหารก็ได้เช่นกัน
การเลือกปลูกให้เหมาะสมและเข้ากับระบบนิเวศน์คือการพึ่งพาอาศัยกันและกัน อย่าลืมว่าผักแต่ละชนิดมีประโยชน์แตกต่างกัน หากแต่ไม้ยืนต้นคือตัวแทนของการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า ปลูกครั้งเดียวกินได้นาน สามารถสร้างความชุ่มชื้นให้ระบบนิเวศน์ได้ ยิ่งในแง่สุขภาพแน่นอนว่าผักยืนต้นเป็นพืชพื้นถิ่นมีความแข็งแรงทนทานโรคและแมลงรบกวน ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการฉีดพ่น เราจึงกินได้อย่างสะอาดและปลอดภัย เมื่อสุขภาพและปากท้อง สมดุลไปพร้อม ๆ กัน นั่นต่างหากคือจุดเริ่มต้นของความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน
ร่วมแสดงความคิดเห็น