อช.ดอยสุเทพ-ปุย ตามหาแก๊งมอเตอร์ไซค์วิบากลอบเปิดทริปลุยป่ากลางอุทยานฯ ยืนยันไม่เคยอนุญาตให้รถทุกชนิดใช้เส้นทางนี้

วันที่ 18 ก.ค.66 รายงานข่าวแจ้งว่า จากกรณีที่ทางเพจอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ประกาศตามหากลุ่มนักขี่จักรยานยนต์วิบากหรือเอ็นดูโร่มาพบเจ้าหน้าที่เพื่อเปรียบเทียบปรับ โดยระบุว่า “ ขอให้ผู้กระทำผิดลักลอบขับขี่รถจักรยานยนต์วิบากเข้าในเขต อช.ดอยสุเทพ-ปุย” มาพบเจ้าหน้าที่เพื่อเปรียบเทียบปรับ ตามมาตรา 47 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 หากไม่มาอาจมีความผิดเพิ่มตามมาตรา 51 ไม่อำนวยความสะดวกให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่” และ ยังระบุด้วยว่ามีหลักฐานที่แหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อส่งมาให้
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นขึ้นโดยเมื่อวานนี้มีชาวเชียงใหม่ได้โพสต์ลงในสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีกลุ่มนักขี่มอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่กว่า 10 คัน ใช้เส้นทางเดินป่าจากบริเวณโรงเรียนศรีเนรูห์ไปจนถึงบริเวณน้ำตกวังบัวบานเป็นเส้นทางขี่รถ ส่งเสียงดังลั่นป่าและยังทำให้เส้นทางที่เป็นเส้นทางเดินป่าของชาวบ้านและเส้นทางเดินเทรลถูกล้อสะกุยจนเสียหายในช่วงฤดูฝน พร้อมกับตั้งคำถามว่าเดี๋ยวนี้มีการอนุญาตให้ขี่มอเตอร์ไซค์วิบากในเส้นทางอุทยานแห่งชาตินี้ได้แล้วหรืออย่างไร

ต่อมาทางอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ชี้แจงว่าทางอุทยานฯ ไม่ได้มีการอนุญาตให้มีกิจกรรมประเภทรถจักรยานยนต์วิบากในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย แต่อย่างใด โดยที่ผ่านมาหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบการลักลอบขับขี่รถจักรยานยนต์วิบากเข้าไปในเขตอุทยานฯ ซึ่งไม่ใช่เส้นทางสัญจรหลักของคนในชุมชน หากพบมีการกระทำผิดทางอุทยานฯ จะดำเนินการบังคับใช้กฏหมาย เปรียบเทียบปรับ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาโดยตลอด
นายภูพิชิต ช่วยบำรุง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้กลุ่มผู้กระทำผิดยังไม่ติดต่อเข้ามา ในส่วนของอุทยานฯ นอกจากจะได้รับหลักฐานจากพลเมืองดีแล้ว ขณะนี้ก็เร่งตรวจสอบหาเบาแสเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ทราบตัวบุคคล

นายภูพิชิต บอกว่า ที่ผ่านมาพบคนที่ฝ่าฝืนคำสั่งอุทยานฯลักลอบขี่จักรยานในเส้นทางป่าและเส้นทางหวงห้าม โดยมีการเปรียบเทียบปรับมาโดยตลอด แต่ต้องยอมรับว่าพื้นที่อุทยานฯมีเส้นทางเข้าออกทางธรรมชาติเป็นจำนวนมากและอยู่ใกล้เมือง ทำให้ยังมีกลุ่มคนฝ่าฝืนเข้ามาเป็นประจำ
ขณะที่เส้นทางศรีเนรูห์-น้ำตกวังบัวบาน ที่มีคนร้องเรียน เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ไม่ใช่เส้นทางสัญจรด้วยรถอยู่แล้ว ยืนยันว่าที่ผ่านมาทางอุทยานฯ ไม่เคยอนุญาตให้ใช้เส้นทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน จักรยานยนต์ หรือ ยานพาหนะทุกประเภท
ส่วนมาตรการป้องกันหลังจากนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สอดส่องดูและขอความร่วมมือประชาชนและนักท่องเที่ยวช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบให้แจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ได้ทราบ โดยการฝ่าฝืนจะมีโทษปรับตามมาตรา 20 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดไม่เกินหนึ่งแสนบาท โดยตามประกาศของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช หากทำความผิดเป็นครั้งแรกจะถูกเปรียบเทียบปรับ 5,000 บาท แต่หากยังทำผิดเป็นครั้งที่สองจะถูกปรับ 20,000 บาท และ ครั้งที่สามสูงสุด 100,000 บาท








ร่วมแสดงความคิดเห็น