นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาหนี้ครูนั้น เบื้องต้นต้องมีการให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการเงิน เพื่อปรับพฤติกรรมทางการเงิน ขณะเดียวกันอาจจะต้องมาทบทวน มาตรการหักเงินเดือน ตามระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือนเงินบำเหน็จบำนาญ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ.2551 ข้อ 7 (5) ที่บัญญัติให้การจะให้ส่วนราชการหักเงิน ณ จ่ายเพื่อชำระหนี้เงินกู้นั้น จะต้องมีเงินเดือนสุทธิหลังจากหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของเงินเดือน ซึ่งออกมาเมื่อปี 2555 นั้น ในทางปฏิบัติพบว่าบางหน่วยงานมีการหักเงินนอกรอบ มีการกู้เงินจากสถาบันการเงินอื่น หรือไปกู้นอกระบบเพื่อมาโปะหนี้เพิ่ม ดังนั้นจึงคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำข้อมูลสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศเข้าเครดิตบูโร เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถตรวจสอบสถานะทางการเงินของผู้กู้แต่ละราย ประกอบการพิจารณาปล่อยกู้ เนื่องจากที่ผ่านมาข้อมูลการกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์จะไม่ปรากฏในฐานข้อมูลเครดิตบูโร
“สิ่งที่ทำได้คือการเจรจาลดดอกเบี้ย รวมหนี้รีไฟแนนซ์ โดยจะเจรจาปรับลดดอกเบี้ยให้เหลือน้อยที่สุด แต่คงไม่สามารถไปบังคับให้สหกรณ์ออมทรัพย์ลดดอกเบี้ยได้ทุกแห่ง ดังนั้นอาจจะมีการเปิดช่องให้ครูเลือกกู้สหกรณ์ข้ามจังหวัดได้ เพื่อให้ครูมีโอกาสกู้ในสหกรณ์ที่มีดอกเบี้ยน้อยที่สุด แนวทางนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ คงต้องมาดูรายละเอียดเพื่อวางมาตรการที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ การแก้ปัญหาหนี้สินครูจะเริ่มแก้ให้กับผู้ที่เป็นหนี้ในระบบก่อน ส่วนนอกระบบคงเป็นเรื่องที่จะดำเนินการในลำดับต่อไป”รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว
ร่วมแสดงความคิดเห็น