วัดยางกวง (จ๋อมสะหลีปุรีนามน่างรั้ว) จัดพิธีสมโภชอารามในวาระครบรอบ ๗๒๗ ปี โดยมีพระครูปลัดธีร์นวัช ญาณสิทธิวา เจ้าอาวาสวัดยางกวง สวดเบิกพร้อมเจริญพระพุทธมนต์ โดยมีคณะสงฆ์และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมด้วยคุณอธิชาติ ชุมนานนท์ร่วมพิธี
วันที่ ๗-๙ มกราคม ๒๕๖๗ ณ วัดยางกวง (จ๋อมสะหลีปุรีนามน่างรั้ว) จัดพิธีสมโภสอมรามในวาระครบรอบ ๗๒๗ ปี โดยเป็นพระอารามเก่าแก่ย้อนประวัติศาสตร์ไปจนถึงยุคแรกเริ่มแห่งอาณาจักรล้านนายุคสร้างบ้านแปงเมือง
ซึ่งนามเดิมของวัดแห่งนี้ คือ ‘น่างรั้ว’ หรือวัดรั้วหน่างก็คือชื่อเดิมของวัดยางกวง เหตุของชื่อมาจากคราวที่พญามังราย ปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนานพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ได้มาประทับพัก เพื่อหาชัยภูมิในการสร้างบ้านแปงเมืองใหม่” จึงมีการทำเขตพระราชฐานสำหรับกั้นเขตมิให้ สัตว์ หรือบุคคลอื่นเข้ามาได้ โดยการใช้หน่าง ล้อมรอบเขตเป็นรั้วกั้น จึงเป็นที่มาของนามว่า วัดหน่างรั้ว
ก่อนที่ต่อมาเมื่อกาลเวลาผ่านไป พม่าเข้ายึดครองเมืองเชียงใหม่ ล้านนาถูกพม่ายึดครอง เป็นเวลา 200 กว่าปี ทำให้วัดวาอารามต่าง ๆ ในเมืองเชียงใหม่ถูกละทิ้งตกอยู่ในสภาพวัดร้างเป็นจำนวนมาก วัดยางกวงก็ถือเป็นหนึ่งในจำนวนวัดร้างทั้งหลายเหล่านั้น จวบจนปี พ.ศ. 2339 พระเจ้ากาวิละได้ยกทัพกลับมาขับไล่พม่าครั้งสุดท้ายออกจากล้านนา และได้กวาดต้อนเอาชนเผ่าไทยจากเขตเชียงรุ้งสิบสองปันนา และเชียงตุงให้มาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ หรือที่เรียกกันว่า “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง”
ซึ่งผู้คนทั้งหลายที่ถูกกวาดต้อนมาจากทางเหนือ มีกลุ่มหนึ่งเป็นชาวไทยเขินมาจากบ้านยางกวงเมืองเชียงตุงเข้ามาอยู่รอบๆ วัดหน่างรั้ง จากนั้นก็ได้ช่วยกัน ฟื้นฟูบูรณะวัดแห่งนี้จนเจริญรุ่งเรือง และภายหลังได้เปลี่ยนชื่อวัดนี้เป็น วัดยางกวง เหมือนในเชียงตุง เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าพวกเขามาจากบ้านนายางกวงเชียงตุง และภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดยางกวงแห่งนี้กับกลายเป็นวัดร้างอีกรอบจนเมื่อ ๒00 กว่าปีก่อน พระเจ้ากรุงธนบุรี ร่วมกับพระเจ้ากาวิละ พยาจ่าบ้าน ขับไล่ให้พ้นเมืองเชียงใหม่ จึงได้นำผู้คนจากเขียงตุง ไทลื้อ ไทเขิน มาอยู่ในตำบลหายยา เมื่อชาวเมืองเชียงตุงมาอยู่ก็ระลึกถึงบ้าน จึงเปลี่ยนนามวัดหน่างรั้ว เป็น “วัดยางกวง” ชื่อวัดเก่าที่เมืองเชียงตุงแทนความคิดถึง
วัดยางกวง ตั้งเป็นวัดอีกครั้งเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ปัจจุบันพระครูปลัดธีร์นวัช ญาณสิทฺธิวาที ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส
ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ได้ศึกษาทางโบราณคดีของวัดยางกวงจากการที่ค้นพบ “พระกระจกจีน” อันเป็นปริศนา จนมีการพบพัฒนาการทางสถาปัตยกรรม ๔ สมัย ได้แก่ยุคที่ 1พบอาคารอิฐเก่าสี่เหลี่ยมผินผ้า ๓ ชั้น มีร่องรอยฐานพระและแนวแท่นบูชาที่เรียบร้อย มีการวิเคราะห์การจากออกแบบสะท้อนถึงสภาพชุมชนในอดีตที่พึ่งตั้งรกรากและยังไม่มั่นคงมากนะ
ก่อนที่สมัยที่ ๒ จะพบร่องรอยการตกแต่งฐานพระด้วยปูนปั้นประดับกระจกจีน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรม ‘เชียงตุง’ ที่สอดคล้องกับตำนาน ‘พระเจ้ากาวิละ’ ต้อนผู้คนจากเมืองเชียงตุงเมืองสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นใหม่ หลังจากขับไล่พม่าพ้นล้านนา
นอกจากนี้บริเวณวัดที่มีการสร้างอาคารวิหารที่สูงขึ้นพบราวช่วง พ.ศ. ๒๔๕๐-๒๕๐๐ สันนิฐานว่าพื้นที่มีการประสบปัญน้ำท่วมบ่อยครั้ง
เอกลักษณ์ของสิ่งก่อสร้างที่เป็นโบราณสถานสำคัญของวัด คือ องค์พระเจดีย์ประธาน อันมีรูปทรงแบบมณฑป ๘ เหลี่ยมยอดระฆัง ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนทรง ๘ เหลี่ยม ตั้งแต่ส่วนฐาน มีกรอบวุ้มประดับลวดลายปูนปั้น คล้ายกับของวัดเจดีย์ป่อง(เชียงโฉม) ส่วนมาลัยเถา องค์ระฆัง และเหนือขึ้นไปจนถึงส่วนปล้องไฉน ก็ล้วนสร้างเป็นแบบ ๘ เหลี่ยม กล่าวได้ว่ารูปแบบลักษณะทา สถาปัตยกรรมนี้พบได้ที่วัดยางกวงแห่งนี้เพียงแห่งเดียว ที่นักท่องเที่ยวสามารถมาสัมผัสประวัติศาสตร์ล้านนาที่หายไปที่วัดยางกวงแห่งนี้ได้อีกด้วย
วัดยางกวง ยังเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดเชียงใหม่ แห่งที่ 35 อีกด้วย เพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรมสำหรับคนเชียงใหม่ และผู้ที่สนใจ โดย มีกิจกรรมปฏิบัติธรรม ทุกวันตอนเย็น เวลา 18.30น. และภาคพิเศษ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 13.00น.-15.00น. อีกด้วย
ร่วมอนุโมทนาบุญ
ธนาคารกสิกรไทย
ชื่อบัญชี: วิหารทาน 457-1-01451-9





ร่วมแสดงความคิดเห็น