วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ณ โรงแรมวินทรี ซิตี้ รีสอร์ต จังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้จัดงานเสวนา Sustainable Tourism in Chiang Mai “ท่องเที่ยวไทย : ปรับตัวอย่างไรให้รอดในยุคที่โลกเปลี่ยน” โดยมีวิทยากรที่มาร่วมเสวนาครั้งนี้ ได้แก่ ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานกรรมการบริหาร Perfect Link Consulting Group , ผศ.ดร.แก้วตา ม่วงเกษม อาจารย์ประจำสาขาการจัดการท่องเที่ยวและบริการ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล และคุณจักรชัย โฉมทองดี ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Tilt Collective

การเสวนาครั้งนี้เริ่มต้นด้วยประเด็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทยพร้อมแค่ไหนกับการตลาดเวทีโลก โดย ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ซึ่ง ผศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวว่า การจัดการอย่างยั่งยืนไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเริ่มจากหนังสือ Silent Spring ของ Rachel Carson ในปี พ.ศ. 2505 ที่ให้ทุกคนตระหนักว่า หากธุรกิจเน้นแต่การเติบโต เราจะอยู่ไม่ได้ เมื่อแนวทางนี้สร้างผลรกะทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม จนกระทั่งสหประชาชาติประกาศ 17 เป้าหมายความยั่งยืนในปี พ.ศ. 2558 และจะบรรลุผลในปี พ.ศ. 2573 แต่หลายปีที่ผ่านมา เป้าหมายดังกล่าว ไม่ได้บังคับเท่าที่ควร จนกระทั่งสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง ทำให้หลายประเทศเริ่มบังคับใช้เป้าหมายดังกล่าวในทางกฎหมาย เช่น การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในสหภาพยุโรป เป็นต้น โดยที่ผ่านมา การท่องเที่ยวไทยใช้โมเดลการท่องเที่ยวแบบพัทยา ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยแนวคิด “ยิ่งโต ยิ่งดี” จนกระทั่งภาคการท่องเที่ยวเริ่มตระหนักถึงปัญหา จนนำไปสู่การประกาศเป้าหมายใหม่ นำไปสู่การท่องเที่ยวเชิวทางเลือก การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และการท่องเที่ยวที่จัดการโดยชุมชน ซึ่งเคยเชื่อว่าจะทำให้การท่องเที่ยวยั่งยืนมากกว่า แต่เราก็ไม่สามารถทอดทิ้งการท่องเที่ยวระดับใหญ่ได้ ในวันนี้ การท่องเที่ยวทุกรูปแบบจึงสามารถการจัดการอย่างยั่งยืนได้

ซึ่งการจัดการอย่างยั่งยืนจะไม่ใช่เรื่องยาก มีหลักการสำคัญคือการรักษาภาคเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการทำธุรกิจที่เน้นเติบโตอย่างเดียว จนนำไปสู่ 17 เป้าหมายการจัดการอย่ายั่งยืนของสหประชาชาติ ผู้ประกอบการไม่ว่าจะทำเป้าหมายใดใน 17 เป้าหมาย เมื่อนำมาปฏิบัติการจริงๆ จะสามารถนำไปสู่การจัดการอย่างยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม โดยให้คิดเชิงระบบให้มากที่สุด โดยคิดแยกส่วนไปจากสิ่งที่เราทำอยู่ไม่ได้ และไปดูการจัดการธุรกิจทั้งหมดนับตั้งแต่ขั้นตอนแรก การสร้างโอกาสทางธุรกิจ ตามมาด้วยการเชื่อมต่อ Supply Chain ธุรกิจของเรา หากวัดผลลัพธ์ไม่ได้ เราก็ไม่สามารถบริหารธุรกิจของเราได้ และสุดท้าย ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน เราสามารถจัดการธุรกิจของเราเองอย่างยั่งยืนได้ การจัดการอย่างยั่งยืนจึงเป็นวัฒนธรรมที่ควรสอดแทรกในการทำธุรกิจ หัวใจที่สำคัญคือการจัดการอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงฉลากสินค้า แต่ต้องเป็นปรัชญาที่ฝังลึกในกระบวนการทางธุรกิจ เพราะในอนาคตอันใกล้ โลกจะให้ความสนใจกับธุรกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งประโยชน์ของการจัดการอย่างยั่งยืน จะช่วยให้เกิดการลดค่าใช้จ่าย เกิดโอกาสทางการตลาด สร้างความจงรักภักดีของลูกค้า ภาพลักษณ์ของธุรกิจ การดึงดูดนักลงทุน การมีส่วนร่วมของพนักงาน และเกิดการจัดการความเสี่ยง

สำหรับประเด็นต่อมา การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในประเทศไทย ก้าวต่อไปคืออะไร ? โดย ผศ.ดร.แก้วตา ม่วงเกษม อาจารย์ประจำสาขาการจัดการท่องเที่ยวและบริการ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งอาจารย์กล่าวว่า การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ทางรอดของผู้ประกอบการที่ทำให้เราไม่ได้แตกต่างจากความเป็นสากลมแต่เป็นการท่อวเที่ยวที่พยายามลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม แบะเศรษฐกิจ ซึ่งในระดับโลกได้ขยับไปพูดถึง Regenerative Tourism ซึ่งเป็นการจัดการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงผลกระทบทุกมิติ ทั้ง สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม วิถีชุมชน ซึ่งแตกต่างจากการท่อวเที่ยวแบบยั่งยืนแบบเดิม เพราะสามารถปรับภาคการท่องเที่ยวทุกส่วนให้เดินหน้าไปด้วยกัน โดยสหประชาติได้ตั้งเป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ให้บรรลุผลในปี พ.ศ. 2573 เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง โดยแนะนำให้ภาคธุรกิจมุ่งหน้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวมากขึ้น ขณะที่หน่วยงานรัฐสนับสนุน ผลักดันผู้ประกอบการให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียว ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวไทย มีความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติมากขึ้น ซึ่งในต่างประเทศเอง ก็มี นโยบายผลักดันที่คล้ายคลึงกันและเป็นต้นแบบให้ศึกษา

ปัจจุบันประเทศไทย ได้มีแผนแม่บทย่อยการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยวางเป้าหมายให้ ปี พ.ศ. 2570 ประเทศไทยจะต้องมีเมืองและชุมชนเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลไม่น้อยกว่า 15 แห่ง แต่ในปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยยังห่างไกลจากเป้าหมาย ในยุคที่สังคมตอบรับกับกระแสอนุรักษ์ธรรมชาติมากขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าไปตรวจสอบสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจาก Good Travel Guide มากขึ้น ซึ่งในปีนี้ ประเทศไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ติด 100 อันดับ Green Destination ของ Good Travel Guide ทั้งเชียงคาน , หัวหิน , สงขลา , เมืองโบราณอู่ทองที่สุพรรณบุรี , เขตเมืองเก่าอุทัยธานี , เวียงภูเพียงแช่แห้ง จังหวัดน่าน ดังนั้นในอนาคต เราจะต้องต่อยอดศักยภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เท่าทันกระแสการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว เช่น การเข้าการประเมินหลักเกณฑ์ GSTC-D Version 2 การวาวเป้าหมายในการพัฒนาต่อไปในอนาคต

และประเด็นสุดท้าย ในมิติความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน โดย คุณจักรชัย โฉมทองดี ซึ่งคุณจักรชัยกล่าวว่าองค์กร Tilt Collective ส่งเสริมเรื่องความยั่งยืนของอาหาร ซึ่งเกี่ยวโยงทั้งสุขภาพ ที่ดิน ป่าไม้ วัฒนธรรม การจ้างงาน และสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากข้อตกลงปารีสกำหนดว่าหากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นอีก 1.5 องศาลเซลเซียส จะทำให้สภาพอากาศโลกแปรปรวนรุนแรงมากขึ้น และหากเพิ่มสูงขึ้นอีก 2 องศาเซลเซียส เศรษฐกิจโลก 1 ใน 3 จะได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรง ซึ่งอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 1 ใน 3 ของโลก และหากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร อนาคตจะเกิดปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรและอาหาร ซึ่งสวนทางกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ปัจจุบัน กลุ่มคนรุ่นใหม่จึงหันมาใส่ใจเทรนด์อาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาทิ Plant Based Meat หรือโปรตีนจากพืช ที่ลด Carbon Footprint มหาศาล ดังนั้น ประเด็นความยั่งยืนของระบบอาหาร ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจับตา ส่งผลให้ปัจจุบัน กลุ่มคนรุ่นใหม่จึงหันมาใส่ใจเทรนด์อาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาทิ Plant Based Meat หรือโปรตีนจากพืช ที่ลด Carbon Footprint มหาศาล รวมไปถึงสินค้าอาหารที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ ก็ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น

ในฐานะที่ประเทศไทย เป็นมหาอำนาจของอาหารโลก ทั้งอาหารไทยที่มีชื่อเสียง และเป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารอันดับต้นๆของโลก ประเทศไทยจึงมีความสำคัญในการผลักดันเป้าหมายความยั่งยืนทางอาหาร ซึ่งหากไทยสามารถบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนทางอาหาร และเปลี่ยนรูปแบบอุตสาหกรรมสินค้าอาหาร จะช่วยลดการใช้ที่ดิน ทรัพยากร ผลกระทบเชิงลบทางเศรษฐกิจ และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบัน ผู้คนเผชิญกับปัญหาสุขภาพและการดื้ยา อันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าอาหารสมัยใหม่ ที่ส่งผลต่อสุขภาพผู้บริโภค นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงระบบอุตสาหกรรมสินค้าอาหาร สามารถสร้างมูบค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท และสามารถสร้างงานให้แก่แรงงานในพื้นที่สูงถึง 1.15 ล้านตำแหน่ง นอกจากนี้ สินค้าอาหารที่ยั่งยืน และมีเอกลักษณ์ของท้องถิ่น จะช่วยยกระดับการท่องเที่ยวในพื้นที่อีกด้วย เพราะฉะนั้น ความยั่งยืนทางอาหาร ถือเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ควรศึกษามากขึ้น
นอกจากนี้ในช่วงเช้า คุณจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวรายงานภาพรวมของการจัดงาน และ คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับ ก่อนที่จะมีการจัดพิธีแสดงเจตนารมณ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย STGs และมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ผ่านมาตรฐานโครงการ STAR ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สร้างมาตรฐานการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม



ร่วมแสดงความคิดเห็น