สสจ.เชียงใหม่ เตรียมความพร้อม การเฝ้าระวังการแพร่ระบาด แม้ว่าจะยังไม่พบผู้ป่วยโรคอีโบลา

สสจ.เชียงใหม่ เตรียมความพร้อม การเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด แม้ว่าจะยังไม่พบผู้ป่วยโรคอีโบลา ในเชียงใหม่และในประเทศไทย

นายแพทย์วรัญญู จำนงประสาทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึง การที่กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศ เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease – EVD) พ.ศ. 2569 ลงนาม ณ วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เพื่อระบุเขตติดโรคติดต่ออันตราย มี 2 ประเทศ คือ 1. สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และ 2. สาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) โดยมีคำสั่งการกักกัน (Quarantine) 21 วัน สำหรับทุกเคสที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่
ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา โดยดำเนินการประสานงานกับ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หน่วยงานท่าอากาศยาน หน่วยงานปกครอง หน่วยงานความมั่นคง สั่งการให้สถานพยาบาลทั้งภาครัฐ และเอกชน เฝ้าระวังผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค ตามแนวทางที่กรมควบคุมโรคกำหนดอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลแก่ประชาชน และบุคลากรทางการแพทย์อย่างเหมาะสมและทั่วถึง

สำหรับโรคอีโบลา เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebolavirus) ในสกุล Filoviridae ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อรุนแรง อัตราเสียชีวิตสูงเชื้ออาศัยอยู่ในค้างคาวผลไม้ และแพร่สู่คนผ่านสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ เช่น ลิง การแพร่เชื้อจากสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือของเหลวจากร่างกายของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต เช่น น้ำลาย อาเจียน อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ น้ำอสุจิ ติดจากการสัมผัสสิ่งของหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เครื่องมือแพทย์ เสื้อผ้า ระยะฟักตัว 2-21 วัน (เฉลี่ย 8-10 วัน) ผู้ป่วยแพร่เชื้อได้เมื่อเริ่มมีอาการ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตยังแพร่เชื้อได้ จากการสัมผัสศพโดยตรงระหว่างการเคลื่อนย้ายหรือประกอบพิธีทางศาสนาอาการของโรค ระยะแรกมีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ต่อมาจะมี อาเจียน ท้องเสีย ผื่นขึ้น ในรายที่รุนแรง
อาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ และอวัยวะล้มเหลวได้ อัตราการเสียชีวิตสูงมาก พร้อมแนะนำวิธีการป้องกัน หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ของประเทศที่มีการแพร่ระบาด

บุคลากรทางการแพทย์ ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด โดยแยกผู้ป่วยและใส่อุปกรณ์ป้องกันครบชุด หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือศพของผู้ป่วยโดยตรงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ปัจจุบันมีวัคซีนรับรองเฉพาะสายพันธุ์ Zaire แต่สายพันธุ์ Bundibugyo ยังไม่มีวัคซีนที่อนุมัติ หากมีข้อสงสัยสามารถโทรศัพท์สอบถามข้อมูลได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หรือ กลุ่มงานควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ โทร 053 211048-50 ต่อ 108

ร่วมแสดงความคิดเห็น