ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ในปัจจุบันสภาพอาประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ รูปแบบการกาศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทำให้การทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไม่สามารถสร้างผลผลิตที่ยั่งยืนได้อีกต่อไป ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ และปัญหาน้ำท่วมฉับพลันในฤดูฝน ทำให้การทำการเกษตรต้องปฏิวัติระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเร่งด่วนและอย่างเป็นระบบ
ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในระบบส่งน้ำในทุกอุสาหกรรมในเรื่อง “การสูญเสียน้ำในระบบ” เช่นการระเหยของน้ำในการส่งผ่านร่องเปิด หรือการรั่วซึมจากข้อต่อและจุดแตกของท่อส่งน้ำทำให้สูญเสียปริมาณน้ำมหาศาลอย่างไร้ประโยชน์แล้ว ยังส่งผลให้แรงดันน้ำปลายสายลดลง การนิยมใช้ท่อพีอีในปัจจุบันในการวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าวข้างต้นได้อย่างมาก ดีกว่า ท่อพีวีซี ท่อเหล็ก หรือท่อซีเมนต์ เนื่องจากท่อพีอี ใช้เม็ดพลาสติกมีความหนาแน่นสูง ทำให้ทนต่อแรงดันน้ำได้ดี มีน้ำหนักเบา มีความยาวต่อท่อนมากกว่าท่ออื่นๆ โดยผู้ผลิตท่อพีอีที่มีมาตรฐานในประเทศไทย เช่น เพชรสยามพีอีไพ้พ์ ได้นำเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่มาใช้ในการพัฒนาระบบท่อสำหรับงานส่งน้ำและงานเกษตรกรรม
การวัดด้านการคุ้มค่าในการใช้ท่อพีอี
ท่อพีอี ทนต่อสารเคมีได้ดี จีงยากในการเกิดปฏิกิริยาเคมีกับน้ำและความชื้นในอากาศทำให้ไม่เป็นสนิม เนื่องจากเป็นวัสดุพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่มีโครงสร้างโมเลกุลหนาแน่นพิเศษ ไม่เกิดสนิม 100% ตลอดอายุการใช้งาน เมื่อนำมาคำนวณ “ต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน” เทียบกับท่อโลหะที่ไม่ทนต่อสารเคมีเกิดสนิมตลอดเวลา ท่อพีอีทนทานต่อสารเคมี ทำให้ตัดปัญหาเรื่องค่าซ่อมแซม
ประโยชน์ทางอ้อมด้านประหยัดพลังงาน
ท่อเหล็กเหนียวหรือท่อซีเมนต์เมื่อใช้งานไปสักระยะ ผิวภายในของท่อจะเริ่มเกิดสนิมปุ่มปม หรือมีคราบตะกรันปูน ทำให้ผิวภายในท่อขรุขระอย่างมาก ผลทางด้านกลศาสตร์ คือทำให้เกิดแรงเสียดทานเมื่อน้ำผ่านภายในเส้นท่อที่สูงมาก ทำให้น้ำไหลช้าลง ระบบปั๊มน้ำต้องทำงานหนักขึ้น ใช้กระแสไฟฟ้ามากขึ้น แต่สำหรับท่อพีอี ผิวภายในมีความเรียบลื่นสูงมาก น้ำจึงสามารถไหลผ่านท่อได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ไม่มีแรงเสียดทาน ท่อพีอีคุณสมบัติเช่นนี้ช่วยลดภาระการทำงานของมอเตอร์ปั๊มน้ำ ทำให้ลดค่าไฟฟ้าในระบบได้ซึ่งเป็นผลประโยชน์ทางด้านลดพลังงานการใช้ไฟฟ้าได้
ข้อดีเรื่องความทนต่อแสงแดด และสะดวกในการติดตั้ง
ท่อพีอีมีทำจากวัสดุพลาสติดที่มีการผสมคาร์บอนแบล็ค(สารป้องกันรังสี UV) เข้าไปในวัสดุพลาสติกตั้งแต่ขั้นตอนการขึ้นรูป ทำให้ท่อที่ผลิตด้วยวัสดุนี้มีความทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้อย่างยอดเยี่ยม และมีน้ำหนักที่เบากว่าท่อเหล็กหลายเท่าตัวและการที่สามารถดัดโค้งงอ ทำให้ขนย้ายสะดวก การติดตั้งง่ายทำให้การเดินระบบน้ำให้เสร็จสิ้นได้อย่างรวดเร็ว
ทนต่อปรากฏการณ์ค้อนน้ำ (Water Hammer)
ความสำคัญของท่อพีอีในระบบควบคุมน้ำสมัยใหม่
ค้อนน้ำ คือ ปรากฎการณ์แรงดันกระแทกในระบบท่อ เกิดขี้นเมื่อการไหลของน้ำถูกหยุดอย่างกระทันหัน น้ำที่กำลังไหลไปข้างหน้าจะเกิดการดีงรั้งและพลังงานของน้ำที่พุ่งมาจะเกิดการหยุดชะงักและส่งแรงกระแทกกลับ ทำให้ท่อสั่นสะเทือน เกิดการแตกรั่วได้ ท่อพีอีมีคุณสมบัติทนต่อปรากฎการค้อนน้ำได้ดีกว่าท่อประเภทอื่น นอกเหนือจากคุณสมบัติด้านความเรียบลื่นและการทนทานต่อรังสีเหนือม่วงหรือ UV แล้ว สิ่งสำคัญในเชิงวิศวกรรมระบบน้ำที่ทำให้ท่อพีอียังมีคุณสมบัติในเรื่อง ความยืดหยุ่นตัวสูง สามารถดัดโค้งงอได้ มีน้ำหนักเบา ทำความยาวได้ต่อท่อนมากกว่าท่อประเภทอื่นๆ
ในระบบการส่งน้ำปัจจุบันใช้การควบคุมด้วยระบบอัจฉริยะควบคุมจากส่วนกลาง ที่มีการสั่งเปิด-ปิดวาล์วน้ำอัตโนมัติด้วยระบบโซลินอยด์วาล์ว ร่วมกับเซนเซอร์ตรวจวัดความชื้น มักจะเกิดแรงดันกระแทกสะท้อนกลับในเส้นท่ออย่างรุนแรงเมื่อวาล์วปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว หากเลือกใช้ท่อที่มีความเปราะเปราะเหนียวต่ำ เช่น ท่อ PVC ทั่วไป แรงกระแทกนี้จะส่งผลให้ท่อเกิดการระเบิด แตกหัก หรือรอยร้าวตามข้อต่อได้ง่ายมาก แต่สำหรับท่อพีอีซึ่งมีคุณสมบัติยืดหยุ่นเชิงกลที่ยอดเยี่ยม เนื้อวัสดุสามารถขยายตัวรับแรงกระแทกและหดตัวกลับสู่สภาพเดิมได้โดยไม่เสียหาย ทำให้ระบบส่งน้ำดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีปัญหาระบบล่ม
ความยืดหยุ่นและการติดตั้งในพื้นที่การเกษตร
ส่วนในพื้นที่การเกษตรที่เป็นที่ดอน ที่ลาดเชิงเขา หรือพื้นที่ที่มีการทรุดตัวของชั้นดินไม่สม่ำเสมอ ท่อพีอีมีความยืดหยุ่นสามารถดัดโค้งขนานไปกับภูมิประเทศได้ตามธรรมชาติ โดยมีรัศมีดัดโค้งที่แคบมาก (ขึ้นอยู่กับชั้นแรงดันและความหนาของท่อ) ส่งผลให้ในการติดตั้งไม่จำเป็นต้องใช้ข้อต่อ ข้องอ หรือสามทาง ในปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งการลดจำนวนข้อต่อนี้ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดต้นทุนค่าอุปกรณ์ลงอย่างมหาศาล แต่ยังเป็นการกำจัด “จุดเสี่ยง” ที่พบบ่อยที่สุดในการเกิดปัญหาน้ำรั่วซึมใต้ดินอีกด้วย
การคิดจุดคุ้มทุน
เมื่อพิจารณาในแง่การบริหารจัดการต้นทุนของฟาร์มยุคใหม่ การเลือกใช้วัสดุระบบท่อนับเป็นการลงทุนระยะยาว ต้องเลือกท่อที่ใช้ได้ระยะยาวและไม่มีค่าซ่อมแซมระหว่างการใช้งาน จะส่งผลโดยตรงต่อผลกำไรของธุรกิจเกษตรกรรม ท่อพีอี ใช้เม็ดพลาสติกเกรดพรีเมียมมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า 50 ปี ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณเปรียบเทียบค่าเสื่อมราคาและค่าบำรุงรักษาแบบปีต่อปี จะพบว่ามีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าท่อระบบประเภทอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ การเชื่อมต่อ ท่อ HDPE และท่อพีอี ยังใช้วิธีการเชื่อมด้วยความร้อน ซึ่งเป็นการหลอมเนื้อพลาสติกของท่อและข้อต่อให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์ แตกต่างจากการต่อท่อ PVC ที่ใช้กาว หรือท่อเหล็กที่ใช้ระบบเกลียวและปะเก็นยาง ซึ่งมีโอกาสเสื่อมสภาพได้ง่ายตามกาลเวลา การเชื่อมต่อด้วยความร้อนจนเป็นเนื้อเดียวกันจะช่วยรับประกันได้ว่าระบบท่อส่งน้ำจะไม่มีการรั่วซึมตลอดเส้นทาง ส่งผลให้แรงดันน้ำจากต้นทางจนถึงหัวจ่ายน้ำปลายสาย (เช่น หัวสปริงเกอร์ หรือระบบน้ำหยด) มีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม ทำให้พืชได้รับน้ำและปุ๋ยเคมีเหลวในปริมาณที่เท่ากันทุกต้น ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรให้ได้มาตรฐาน
หลักการดังกล่าวเป็นเหตุผลที่ผู้ผลิตระบบท่อสมัยใหม่อย่าง PSPIPE ให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัตถุดิบและกระบวนการผลิต เพื่อให้ระบบส่งน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดอายุการใช้งาน
การเลือกซื้อท่อ HDPE
การเลือกชั้นแรงดัน (PN – Pressure Nominal): ต้องสอดคล้องกับขนาดของปั๊มน้ำและระยะทางในการส่งน้ำ โดยทั่วไปงานเกษตรกรรมมักเลือกใช้ตั้งแต่ PN 4, PN 6 ไปจนถึง PN 10 ขึ้นอยู่กับความสูงต่ำของพื้นที่
ประเภทของเม็ดพลาสติก: ควรเลือกใช้ท่อที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกเกรด PE 80 หรือ PE 100 บริสุทธิ์ที่ไม่ผ่านการรีไซเคิลซ้ำในอัตราส่วนที่สูงเกินไป เพื่อให้มั่นใจในความเหนียวและการทนแรงดันสูงสุด
ความน่าเชื่อถือของโรงงานผู้ผลิต: ควรเลือกผู้ผลิตที่มีกำลังการผลิตที่มั่นคง มีการทดสอบ Hydrostatic Pressure Test ก่อนส่งมอบ และมีบริการจัดส่งที่รวดเร็วถึงหน้าไซต์งานทั่วประเทศ
โดยสรุป การเปลี่ยนมาใช้ระบบท่อพีอีส่งน้ำ เป็นการลงทุนใน “เทคโนโลยีความมั่นคงด้านน้ำ” ที่จะช่วยลดต้นทุนค่าพลังงานไฟฟ้า ไม่มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงระยะยาว


ร่วมแสดงความคิดเห็น