รอง ผบ.ตร. ขึ้นเหนือเปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 5” พื้นที่เชียงใหม่ นำทีมเจ้าหน้าที่บุกค้น 18 จุด ดำเนินคดี 31 คดี ความเสียหายมูลค่ารวมกว่า 633 ล้านบาท
ช่วงเช้าวันนี้ (20 ก.ค.69) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ นำกำลังเปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 5” ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินการตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการขับเคลื่อนตรวจสอบการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมายหรือเครือข่าย “นอมินี” ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าของประเทศจากกลุ่มทุน
ต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ภายใต้การดำเนินงานสืบสวนเชิงลึกแนวทาง “เกาะพะงันโมเดล”
โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5, ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่, กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 5 และตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ได้บูรณาการสืบสวนขยายผลร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงใหม่, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมที่ดิน และกรมสรรพากร ได้ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 33,144 บริษัท ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าว 4,741 บริษัท
และจากการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบนิติบุคคลที่อาจมีลักษณะเข้าข่ายการถือหุ้นแทน หรือที่เรียกว่า “นอมินี” จำนวน
1,591 ราย เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดกรองและวิเคราะห์จนพบกลุ่มเป้าหมายที่มีรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้นซ้ำ เข้าข่ายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยเป็นนอมินี จำนวน 31 บริษัท แบ่งเป็น กลุ่มบริษัทที่มีพฤติการณ์ใช้คนไทยถือหุ้นแทน จำนวน 16 บริษัท และ กลุ่มบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 จำนวน 15 บริษัท โดยกลุ่มบริษัทเป้าหมายถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 29 แปลง เนื้อที่ 20 ไร่ 1 งาน 65.5 ตร.ว. มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม ประมาณ 633 ล้านบาท นำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 31 คดี ผู้ต้องหา 74 คน
จากการรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงาน
สอบสวน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอออกหมายจับ จำนวน 22 หมาย และ หมายค้น จำนวน 18 หมายซึ่งครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลากหลายสัญชาติ ประกอบด้วยสัญชาติไทย 2 คน, เมียนมา 7 คน, อินเดีย 3 คน, อังกฤษ 1 คน และ จีน 9 คน โดยผลการปฏิบัติในวันนี้เจ้าหน้าตำรวจที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 8 คน ประกอบด้วย สัญชาติไทย 1 คน, จีน 2 คน, อินเดีย 2 คน และ เมียนมา 3 คน
สำหรับคดีสำคัญที่ได้ดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ คือ หมู่บ้าน ก.12 ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลไชยสถานอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีนิติบุคคลใช้คนไทยถือหุ้นแทน ซึ่งต้องสงสัยเป็นนอมินี ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในหมู่บ้านดังกล่าวจำนวน 4 บริษัท ดังนี้ 1.บริษัท เจิง และ 2.บริษัท สมาร์ท มี นาย ร. สัญชาติไทย ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 กำหนดพ้นโทษในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2580 แต่ยังปรากฏชื่อ นาย ร. เป็นผู้ถือหุ้นใน 7 บริษัทและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ 1 บริษัท โดยจดทะเบียนหลังจาก นาย ร. ถูกพิพากษาจำคุก จึงไม่สอดคล้องกับการเข้าไปบริหารหรือประกอบกิจการโดยแท้จริง
จากการ สอบสวน นาย ร. ให้การว่าขณะถูกคุมขังในเรือนจำ ได้รู้จักกับเพื่อนที่เคยต้องขังร่วมกันชักชวนให้ร่วมลงทุนและขอบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมทะเบียนบ้านตัวจริงไปเพื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดย นาย ร. ยังไม่เคย
ได้รับผลตอบแทนใดๆ ทั้งนี้ นาย ร. ให้การปฏิเสธว่าไม่ทราบและไม่เคยรับรู้การเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในนิติบุคคลอีกหลาย
แห่งที่ปรากฏชื่ออยู่ เชื่อว่าเอกสารส่วนตัวถูกนำไปแอบอ้างใช้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหลายแห่งโดยไม่ทราบเรื่องมาก่อน
3.บริษัท แมนโก้ ปรากฏชื่อ นาย ส. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้น สอบสวน นาย ส. ให้การว่าไม่ทราบและไม่เคยรับรู้ว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท แมนโก้ อีกทั้งไม่เคยเห็นเอกสารทางการเงินหรือหลักฐานการถือหุ้นใดๆ มาก่อน และยังให้การว่าเคย
ส่งภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินสดครั้งละ 7,000 บาท เพื่อเป็นการจ้างไปลงลายมือชื่อในเอกสารที่สำนักงานที่ดินและร่วมทำธุรกรรมซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
4.บริษัท แมน ปรากฏชื่อ นาง ช. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้น สอบสวน นาง ช. ให้การว่าไม่ทราบและไม่เคยรับรู้ว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท แมน ไม่รู้จักและไม่เคยพบเห็นผู้ถือหุ้นและกรรมการที่มีชื่อร่วมอยู่ในบริษัท และให้การว่าเคยส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านให้แก่นายจ้าง (บุคคลต่างด้าว) ซึ่งเคยว่าจ้างตนเป็นแม่บ้าน อ้างว่าเพื่อดำเนินการเรื่องประกันสังคมและการจ่ายเงินเดือน แต่ภายหลังบริษัทดังกล่าวปิดกิจการ จึงไม่สามารถติดต่อนายจ้างได้อีก
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลการสืบสวนไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดตั้งผู้สนับสนุน หรือผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง อย่างต่อเนื่อง เพื่อกวาดล้างเครือข่ายธุรกิจที่ผิดกฎหมายและสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างถึงที่สุด
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญอาทิเช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ชลบุรี และ เชียงใหม่ ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม
สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำจุดยืนดำเนินการเด็ดขาดกับผู้กระทำความผิด และพร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง





ร่วมแสดงความคิดเห็น