ปิดตำนานเรือเก่า กลาโหมสั่งปลดเรือภารกิจ 10 ลำ “คีรีรัฐ” อายุ 52 ปี เตรียมพ้นระวาง 1 ต.ค.นี้

24 กันยายน 2569 #กระทรวงกลาโหม มีคำสั่ง #ปรับลดเรือที่หมดความคุ้มค่าในการใช้งาน หลัง พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงนามคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ให้ปลดเรือในสังกัดกองทัพเรือออกจากระวางประจำการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากเรือบางลำใช้งานมานาน มีสภาพทรุดโทรม และการซ่อมบำรุงต้องใช้งบประมาณสูงเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้งานต่อไป
.
รายชื่อที่มีการเผยแพร่ประกอบด้วย ร.ล.คีรีรัฐ เรือฟริเกต, ร.ล.สิมิลัน เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่, ร.ล.ศุกร์ และ ร.ล.จันทร เรือสำรวจขนาดใหญ่, เรือ ต.81 ต.82 และ ต.83 ซึ่งเป็นเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง, เรือ ต.243 เรือ ตรวจการณ์ชายฝั่ง และเรือตรวจการณ์ลำน้ำ ล.ค.15 กับ ล.141 รวม 10 ลำตามรายชื่อดังกล่าว

สำหรับ ร.ล.คีรีรัฐ หมายเลขข้างเรือ 432 ถือเป็นเรือที่มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุดในชุดนี้ โดยขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2517 หลังต่อจากบริษัทในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันมีอายุประมาณ 52 ปี และกองเรือฟริเกตที่ 1 ได้ประกาศเตรียมจัดพิธีปลดระวางในวันที่ 28 กันยายน 2569 ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดภารกิจของเรือรบที่รับราชการมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

ส่วน ร.ล.สิมิลัน เป็นเรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ ไม่ใช่เรือที่มีอายุเกิน 50 ปีตามข้อมูลบางรายงาน โดยข้อมูลกองทัพเรือที่มีการเผยแพร่ระบุว่าเข้าประจำการเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2539 หรือมีอายุประมาณ 30 ปี การปลดระวางครั้งนี้จึงสะท้อนการพิจารณาสภาพเรือและความคุ้มค่าด้านการซ่อมบำรุงเป็นรายลำ ไม่ได้ใช้เกณฑ์อายุเพียงอย่างเดียว

ขณะที่ ร.ล.ศุกร์ และ ร.ล.จันทร เป็นเรือสำรวจขนาดใหญ่ ซึ่งมีภารกิจด้านการสำรวจทางทะเล ส่วนเรือ ต.81 ต.82 ต.83 และ ต.243 เป็นเรือตรวจการณ์ที่ใช้ปฏิบัติภารกิจด้านการรักษาความปลอดภัยและตรวจการณ์ในพื้นที่ชายฝั่ง ขณะที่เรือ ล.ค.15 และ ล.141 เป็นเรือตรวจการณ์ลำน้ำขนาดเล็ก การปลดระวางจึงครอบคลุมทั้งเรือขนาดใหญ่และเรือสนับสนุนภารกิจเฉพาะพื้นที่

เหตุผลหลักตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมคือ สภาพเรือเสื่อมโทรมจากการใช้งานราชการเป็นเวลานาน ขณะที่การซ่อมบำรุงต้องใช้งบประมาณสูงและไม่คุ้มค่าที่จะนำกลับมาใช้งานต่อ จึงเปลี่ยนแนวทางจากการใช้งบประมาณซ่อมเรือเก่าไปสู่การบริหารจัดการกำลังทางเรือให้สอดคล้องกับภารกิจและทรัพยากรที่มีอยู่

หลังพ้นระวางประจำการ กองทัพเรือมีแผนดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลัง โดยจะนำเรือออกขายทอดตลาด หากไม่สามารถขายได้ อาจดำเนินการชำแหละเป็นชิ้นส่วนเพื่อจำหน่ายและนำรายได้ส่งคืนคลัง ส่วนซากเรือที่ไม่สามารถจำหน่ายได้ หากหน่วยงานรัฐมีความประสงค์นำไปใช้ประโยชน์ กองทัพเรือสามารถพิจารณามอบให้ เช่น การนำไปจัดทำปะการังเทียม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกระบวนการและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

การปลดระวางครั้งนี้จึงไม่ได้หมายถึงการยุติภารกิจทางเรือทั้งหมด แต่เป็นการทยอยนำเรือที่มีอายุการใช้งานสูงหรือไม่คุ้มค่าต่อการซ่อมออกจากระบบ ขณะที่กองทัพเรือต้องบริหารโครงสร้างกำลังรบและเรือสนับสนุนให้สอดคล้องกับภารกิจในอนาคต โดยเฉพาะภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและต้นทุนการดูแลเรือรุ่นเก่า

สำหรับ ร.ล.คีรีรัฐ ซึ่งมีประวัติรับราชการยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ การปลดระวางในวันที่ 1 ตุลาคมจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรือฟริเกตยุคเก่าของกองทัพเรือ ขณะที่ขั้นตอนหลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการบริหารทรัพย์สินของทางราชการตามระเบียบต่อไป

ร่วมแสดงความคิดเห็น