ธ.ก.ส. เสนอพักหนี้เกษตรกร แก้ปัญหาภัยแล้ง 20 จังหวัด

จากสถานการณ์ภัยแล้ง ตั้งแต่ปลายปี 2562 ที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น อย่างต่อเนื่องทำให้หลายสำนักระบุว่าสถานการณ์ภัยแล้งปี 2563 จะรุนแรงและยาวนานไปจนถึงเดือนพฤษภาคม โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินความเสียหายไว้ว่าจะสูญเสียเม็ดเงินกว่า 8,000-10,000 ล้านบาท และรุนแรงเท่ากับปี 2558-2559

ในการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วันที่ 29 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา มีการเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ที่ประสบภัยแล้ง 20 จังหวัด โดยเสนอให้ สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษวงเงิน 5,000 ล้านบาท สำหรับให้เกษตรกรและภาคธุรกิจไปลงทุนพัฒนาแหล่งนํ้ารับมือภัยแล้ง โดยให้ดอกเบี้ยเริ่มต้น 3% ต่อปี และขยายเวลาพักชำระหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งเป็นเวลา 2 ปี จนถึง 31 ธันวาคม 2564

ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ ธนาคารพักหนี้ไปแล้วในบางจังหวัด แต่ปีนี้พื้นที่ประสบภัยแล้งมีแนวโน้มจะขยายความรุนแรงมากขึ้น จึงต้องขยายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร ถือเป็นมาตรการที่ออกมา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรพิ่มเติมจากมาตรการปกติของ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 

ในส่วนมาตรการสินเชื่อเน้นปล่อยกู้ เพื่อลงทุนวางท่อและวางระบบนํ้า เช่น การขุดเจาะบ่อบาดาล การขุดบ่อเก็บกักนํ้า หรือต่าง ๆ ทั้งนี้หากที่ประชุมบอร์ด (ธ.ก.ส.) เห็นชอบจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในการแก้ภัยแล้ง พิจารณาโดยเร็วที่สุด และคาดว่าจะเริ่มใช้ได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ทันที ในส่วนของผลกระทบจากภัยแล้ง ในปีนี้รอข้อมูลการประเมินจากบรรเทาสาธารณภัย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

เบื้องต้น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีมาตรการดูแลเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ด้วยมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ 55,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการใช้จ่ายฉุกเฉิน ครัวเรือนละ 50,000 บาท  และสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามความจำเป็นแต่ไม่เกินรายละ 500,000 บาท คิดดอกเบี้ย MLR -2% ต่อปี และกำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 15 ปี เพื่อลงทุนซ่อมแซมโรงเรือนการเกษตร เครื่องมือ ปรับปรุงระบบนํ้า ขุดเจาะนํ้าบาดาล รวมถึงเครื่องจักรกลการเกษตร

ทั้งนี้ยังมีโครงการประกันภัยพืชผลทางการเกษตรให้กับชาวนาผู้ปลูกข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะได้รับเงินชดเชยกรณีประสบภัยแล้งไร่ละ 1,200-1,500 บาท หากลูกค้ารายใดได้รับการช่วยเหลือขยายเวลาชำระหนี้อยู่แล้วก็จะได้การช่วยเหลือไปต่อเนื่อง แต่หากรายใดที่ประสบภัยและยังไม่เคยติดต่อขอยกเว้นผ่อนชำระเงินต้น ก็สามารถติดต่อได้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกสาขา

ส่วนมาตรการสุดท้าย ธนาคารจะใช้เงินกองทุนบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัยธรรม ชาติและภัยพิบัติ มาช่วยดูแลเกษตรกร จัดหาแหล่งนํ้ากินนํ้าใช้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลน นํ้าในระยะสั้นได้อีกด้วย

อลงกรณ์ พลบุตร (ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

“ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้มุ่งมั่นในการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมของประเทศ และยกระดับการบริการสู่ประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตรจึงได้มีการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 หนึ่งในความสำเร็จ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ โครงการพัฒนาฐานข้อมูลกลาง (Big Data) ด้านน้ำและการชลประทานของกรมชลประทานเป็นการพัฒนาระบบการบริหารงาน บนพื้นฐานดิจิทัล (Digital Platform) เป็นต้น” นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ร่วมแสดงความคิดเห็น