อัดฉีด 8 พันล้าน! เกษตรอินทรีย์ 5 ล้านไร่ ใน 2 ปี

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ได้รับมอบหมายจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ครั้งที่ 1/ 2563 

ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการกำหนดผู้รับผิดชอบการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ อันประกอบไปด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาไทย กระทรวงพาณิชย์ สภาพัฒน์ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

จากข้อมูลผลการดำเนินงานเกษตรอินทรีย์ ใน ปี 2562  งบประมาณที่ใช้ในการสนับสนุน 3,645 ล้านบาท มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการสนับสนุน จำนวน 3,233,711 ไร่

ซึ่งในปี 2563-2564  เพื่อตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้มีการตั้งเป้าพื้นที่เกษตรอินทรีย์ และเกษตรกรรมยั่งยืน ไว้ 1,100,100 ไร่ งบประมาณสนับสนุนกว่า 8,359 ล้านบาท โดยมีพื้นที่ เกษตรกรอินทรีย์เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 80,000 ราย รวมทั่วประเทศ มี 5,000,000 ไร่ 

ทั้งนี้เพื่อตอบสนองต่อ การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) การควบคุมปัจจัยการผลิตเกษตรอินทรีย์ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ของโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย (Organic Tourism) และเปลี่ยนผ่านการเกษตรไทยสู่เกษตรอินทรีย์

เบื้องต้นกระทรวงมหาดไทยได้มีการคัดเลือกและบันทึกความร่วมมือ (MOU) จังหวัดนำร่องแล้ว จำนวน 56 จังหวัด มีพื้นที่ทางการเกษตร 3.4 ล้านไร่ และกรมพัฒนาที่ดินร่วมจัดทำกับกรมวิชาการเกษตร ได้มีการจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มเกษตรกร และรับรองมาตรฐานแล้ว จำนวน 40,774 ราย แบ่งเป็น 119 กลุ่ม มีพื้นที่ 520,000 ไร่ 

โดยการขับเคลื่อนโครงการจะจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) ร่วมกับมหาวิทยาและภาคการศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหาร แบบยั่งยืน ตามแนวทางของศาสตร์พระราชาและองค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) 

นายอลงกรณ์ พลบุตร (ที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

ทั้งนี้ หนึ่งในความสำเร็จของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในระยะยาว ก็คือ โครงการพัฒนาฐานข้อมูลกลาง (Big Data) ด้านน้ำและการชลประทาน ของกรมชลประทาน เป็นการพัฒนาระบบการบริหารงาน บนพื้นฐานดิจิทัล (Digital Platform) เพื่อยกระดับการบริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตร 4.0

โดยระยะที่ 1 ได้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเพื่อใช้ในการทำงานตามนโยบายการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน ได้อย่างรวดเร็ว 

โดยเฉพาะช่วงภัยแล้งที่ประชาชนและเกษตรกรมีความต้องการ ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างมาก  ดังนั้นระบบฐานข้อมูล ที่มีถูกต้อง ครบถ้วน รวดเร็ว ทันที รองรับการใช้งานบนมือถือด้วย  Mobile Web Application จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก

WMSC: รายงานสถานการณ์น้ำกรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำประจำวัน,  ข้อมูลน้ำในอ่าง,  ข้อมูลน้ำฝน,  ข้อมูลน้ำท่า,  ข้อมูลการเกษตร

MOAC App Center: ศูนย์รวมแอพพลิเคชั่นเพื่อการเกษต เปิดให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจสามารถขอรับบริการและค้นหาความรู้ด้านการเกษตร ผ่านอุปกรณ์ Smart Device

RID Phone Book: ระบบสมุดโทรศัพท์ กรมชลประทาน สามารถค้นหาข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ของหน่วยงานต่าง ๆ ภายในกรมชลประทาน ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

ในส่วนการสนับสนุนอินเตอร์เน็ตเพื่อการใช้งานเทคโนโลยี ในยุคปัจจุบันถือว่ามีระบบที่รองรับการใช้งานอย่างมาก เนื่องจากมีโครงการวางโครงข่ายอินเตอร์เน็ตครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ตามนโยบาย ของรัฐ ที่ชื่อ “โครงการเน็ตประชารัฐ”

โดยข้อมูลพื้นฐานของกรมชลประทานจะประกอบไปด้วย ข้อมูลแม่น้ำหลัก แม่น้ำย่อย ที่ตั้งโครงการชลประทาน  พื้นที่ชลประทาน และมีข้อมูลที่สนับสนุนการตัดสินใจเพาะปลูกในแต่ละพื้นที่ ดังนี้ 
– ข้อมูลจาก GISTDA พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม พื้นที่เพาะปลูกจากภาพถ่ายดาวเทียม
– ข้อมูลจากกรมป่าไม้สัตว์ป่าและพันธ์พืช พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ
– ข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดิน Agri-Map (ขอบเขตความเหมาะสมการเพาะปลูกพืช)
– ข้อมูล real Time Online (IoT) ข้อมูลระดับน้ำจากระบบโทรมาตร ข้อมูลน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ของกรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต 
– ข้อมูลน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 
– ข้อมูลผังน้ำ เพื่อติดตามสถานการน้ำตามรายลุ่มน้ำโดยเฉพาะผังน้ำเจ้าพระยาตอนบน และเจ้าพระยาตอนล่าง 
– ข้อมูลน้ำท่าจากระบบโทรมาตรขนาดเล็ก ของกรมชลประทาน และการประปาส่วนภูมิภาค 
– ข้อมูลคุณภาพน้ำ จากการประปาส่วนภูมิภาคและกรมควบคุมมลพิษ และข้อมูลจาก Radar ฝน จากกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

โดย…บ่าวหัวเสือ

ร่วมแสดงความคิดเห็น