นายเอกรินทร์ นทีไพรวัลย์ เจ้าของม่อนวิวงาม ผู้ประกอบการรีสอร์ตรายใหญ่ที่สุดบนดอยม่อนแจ่ม แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นำป้ายเขียนข้อความ “ปิดแล้ว” มาติดบริเวณเคาร์เตอร์ให้บริการลูกค้า รวมทั้งหน้าบ้านพัก ก่อนจะนำสื่อมวลชนไปดูเต้นท์ที่ถูกรื้อถอนออกไปแล้วบางส่วน ร่วมไปถึงมิเตอร์น้ำ และมิเตอร์ไฟ ที่ถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาตัดไปตั้งแต่สัปดาห์ก่อน

การรื้อถอนครั้งนี้เป็นไปตามประกาศของอำเภอแม่ริม ที่ออกเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 ให้ผู้ประกอบการที่พักรีสอร์ทบนดอยม่อนแจ่มยุติการให้บริการทั้งหมด เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ หลังจากกรมป่าไม้ได้เข้ามาจัดระเบียบบ้านพักและรีสอร์ทบนดอยม่อนแจ่ม โดยได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ และนายทุนที่บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำรีสอร์ทจำนวน 27 ราย

นอกจากนี้ยังขยายผลตรวจสอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการขออนุญาตใช้ระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้าที่ตรวจสอบว่ามีชาวบ้านเพียง 3 รายเท่านั้นที่ขออนุญาตเชื่อมต่อไฟฟ้าจากโครงการหลวง ส่วนที่เหลือมีการต่อพ่วง ทางการไฟฟ้าจึงมีหนังสือแจ้งเตือนของดเว้นให้ผู้อื่นต่อพ่วงไปไฟฟ้าไปใช้ในสถานที่อื่น ซึ่งชาวบ้านและผู้ประกอบการต้องดำเนินการขอติดตั้งไฟฟ้าไปใช้เอง ส่วนระบบน้ำที่ต่อท่อจากโครงการหลวงได้ถูกตัดไปแล้ว เพราะมีการใช้ผิดวัตถุประสงค์ เนื่องจากโครงการหลวงอนุญาตให้ใช้เพื่อการเกษตรเท่านั้น

ขณะเดียวกันในส่วนของเสาสัญญาณโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริมโดยไม่ถูกต้องตามกฏหมาย ผู้ประกอบการแต่ละค่ายได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามารื้อถอนเสา และนำรถโมบายมาให้บริการในพื้นที่แทนเป็นการชั่วคราว เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับการติดต่อสื่อสารของชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว

นายเอกรินทร์ นทีไพรวัลย์ เจ้าของม่อนวิวงาม เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการเริ่มทยอยปิดบริการและรื้อถอนเต้นท์ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2536 จนถึงขณะนี้รื้อถอนไปแล้วประมาณร้อยละ 40 คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จหลังวันที่ 20 กุมภาพันธ์ นี้ ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง 116 ราย ที่อยู่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ยินดีและพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการจัดระเบียบครั้งนี้ และทางเราก็พร้อมจะทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อพัฒนาม่อนแจ่มให้เป็นโมเดลการท่องเที่ยวที่ถูกต้อง

นายเอกรินทร์ ยังยอมรับ เราไม่ได้ถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง จึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาส่งเสริมเพื่อให้เราทำถูกต้อง เพื่อให้การท่องเที่ยวของม่อนแจ่มยังคงอยู่ เพราะหากให้ชาวบ้านกลับไปทำการเกษตรเพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ เนื่องจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ หากเปลี่ยนเทียบรายได้จากการทำเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่ละปีชาวบ้านมีรายได้รวมแล้วประมาณ 40 ล้านบาท ในขณะที่การท่องเที่ยวสร้างรายได้มากกว่าถึง 10 เท่าตัว หรือราว 400 ล้านบาทในช่วงเวลาเพียง 3 เดือนของฤดูกาลท่องเที่ยว ขณะที่บรรยากาศการท่องเที่ยวบนดอยม่อนแจ่มวันนี้เป็นไปอย่างเงียบเหงา แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในพื้นที่ หลังข่าวว่ามีการตัดน้ำตัดไฟและสัญญาณโทรศัพท์
















ร่วมแสดงความคิดเห็น