โอละพ่อ! สาวกุเรื่อง ว่าถูกปล้น หวังให้แม่เชื่อ เนื่องจากยืมสร้อยทองรูปพรรณมา แต่ไม่มีปัญญาคืน

จากกรณี ตำรวจ สภ.นิคมอุตสาหกรรมลำพูน ได้รับแจ้งมีเหตุปล้นทรัพย์เหตุเกิดบนถนน ป่าตึง-หนองขอย ม.14 ต.มะเขือแจ้ อ.เมือง จ.ลำพูน เบื้องต้นผู้เสียหายอ้างว่าคนร้ายได้ทรัพย์สินไปหลายรายการ หลังก่อเหตุคนร้ายขี่รถ จยย. ตามกันไป 2 คัน มุ่งหน้าเข้าสู่ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน หลังจากได้รับแจ้งจึงวิทยุสกัดจับคนร้าย แต่ยังไร้วี่แวว จากนั้นจึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยชุดสืบสวน

ที่เกิดเหตุเป็นทางเปลี่ยวค่อนข้างมืดพบ น.ส.จามจุรี แปงตำ อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 214 หมู่ 10 ต.มะเขือแจ้ อ.เมือง จ.ลำพูน ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกับอ้างว่า คนร้ายมาด้วยกัน 3 คน เป็นชาวไทยใหญ่ 2 คน และคนเหนือ 1 คน ซึ่งฟังจากสำเนียง ขี่รถตามกันมา 2 คัน จำได้ว่าเป็นรถ จยย. ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซ้อนท้ายกันมา 2 คน ส่วนอีกคันเป็นรถ จยย. ยี่ห้อคาวาซากิ สีแดงดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ส่วนทรัพย์สินที่คนร้ายได้ไป คือ สร้อย 1 บาท 1 เส้น อยู่ในกระเป๋า ราคา 20,000 บาท สร้อยข้อมือ 2 สลึง 1 เส้น ราคา 10,000 บาท แหวน 1 สลึง 2 วง (1 อยู่ในกระเป๋า) ราคา 10,000 บาท แหวน ครึ่งสลึง 1 วง ราคา 2,500 บาท และเงินสดประมาณ 2 พันบาทอยู่ในกระเป๋า

ทั้งนี้ผู้เสียหายยังเล้าต่ออีกว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขี่รถมาตามถนนที่เกิดเหตุและมีคนร้าย 3 คน ขี่รถประกบ พร้อมกับชักมีด ยาวประมาณ 5 นิ้ว ข่มขู่เอาทรัพย์สินก่อนจะหลบหนีไป ซึ่งภายในมีทรัพย์สินดังกล่าว หลังจากนั้นทางชุดสืบสวนได้ออกสืบสวนตัวผู้กระทำความผิดและตรวจสอบกล้องวงจรปิดเทียบกับเวลาที่เกิดเหตุ ซึ่งพบว่ามีพิรุธหลายอย่างจากผู้เสียหาย เช่น ระยะเวลาในการครอบครองสร้อย (เป็นสร้อยที่ยืมจากมารดา) ผู้เสียหายตกงานหลายเดือน ประกอบกับปัญหาเรื่องครอบครัว อีกทั้งพบว่าผู้ก่อเหตุ (คนร้าย) สภาพความเป็นจริง ในที่เกิดเหตุ พฤติการณ์การเกิดเหตุ ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ ไม่อาจสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามีอยู่จริงตามที่ผู้เสียหายแจ้ง

จึงตั้งประเด็นคำถามแล้วตรวจสอบตามที่ผู้เสียหายอ้าง แต่ไม่พบข้อมูล กับพบว่าผู้เสียหายมีหนี้สินล้นพ้นตัว มีปัญหาด้านการเงิน รับปากจะนำสร้อยที่ยืมมารดาไปคืนให้มารดาในวันเกิดเหตุ แต่ไม่สามารถไถ่ถอนคืนจากสถานธนานุเคราะห์ได้ทัน จึงกุเรื่องขึ้น เพื่อให้มารดาเกิดความเชื่อและสงสาร ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับสารภาพต่อหน้ามารดา ญาติ และเจ้าหน้าตำรวจ สภ.นิคมฯ ว่ากุเรื่องขึ้นมาจริง จึงได้บันทึกคำรับสารภาพไว้ ส่งมอบพนักงานสอบสวน พร้อมกับแจ้งข้อหาในความผิดฐาน “แจ้งความอันเป็นเท็จต่อพนักสืบสวน/สอบสวนว่ามีคดีอาญาเกิดขึ้นฯ” เพื่อดำเนินคดีต่อไป

อ่านข่าวก่อนหน้า :

สาวโดน 3 โจร ปล้นกลางทาง เสียทรัพย์สินหลายรายการ ตร.สอบพิรุธ ผู้เสียหาย หวั่นกุเรื่อง
https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/1267914

ร่วมแสดงความคิดเห็น