“เรือหางแมงป่อง” เรือในตำนานของเชียงใหม่ที่กำลังจะถูกลืม 

การเดินทางของผู้คนในสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นการทางด้านการค้าขาย การเดินทางไกล หรือแม้กระทั่งการสร้างมิตรไมตรีของผู้คนสมัยก่อน จะก็เลือกการสัญจร “ทางน้ำ” เป็นหลัก เพราะในช่วงเวลานั้นการใช้เรือถือว่าเป็นความสะดวกสบายหลักที่ดีที่สุด  โดยในวันนี้ทาง “เชียงใหม่นิวส์” จะนำพาทุกคนไปรู้จักกับ “เรือหางแมงป่อง” ซึ่งถือว่าหนึ่งในเรือที่ได้รับความนิยมในการใช้สัญจร-ติดต่อค้าขายของผู้คนในช่วงเวลานั้น  ประวัติและที่มาของเรือมีดังนี้..

เรือหางแมงป่อง เป็นเรือของจังหวัดเชียงใหม่ สันนิษฐานว่า เรือหางแมงป่องมีใช้ในสมัยพระนางจามเทวีแห่งกรุงหภุญชัย เกิดขึ้นจากจินตนาการของสล่าทำเรือในสมัยก่อน ที่บังเอิญไปเจอกาบมะพร้าวลอยอยู่เหนือน้ำในฤดูน้ำหลาก และบนกาบมะพร้าวมีพวก มด หนอน แมลง และ แมงป่อง อาศัยอยู่ แล้วแมงป่องชี้หางไปบนฟ้า ซึ่งดูแล้วเหมือนโครงสร้างของเรือในยุคต้น

“เรือหางแมงป่อง” เป็นเรืองของจังหวัดเชียงใหม่ มีการสันนิษฐานว่า เรือนี้มีการใช้ในช่วงสมัยของพระนางจามเทวี แห่งกรุงหริภุชัย โดยมีแนวคิดที่ว่า เกิดขึ้นจากจินตนาการของสล่าทำเรือในสมัยก่อน ที่บังเอิญไปเจอกาบมะพร้าวลอยอยู่เหนือน้ำ ในฤดูน้ำหลาก และบนกาบมะพร้าวก็มีพวก มด หนอน แมลง และแมงป่อง อาศัยอยู่ แล้วมองป่องชี้หางไปบนฟ้า ซึ่งดูเหมือนโครงสร้างของเรือในยุคต้น 

อีกทั้งเรือหางแมงป่อง มีการใช้เป็นเรือของ “เจ้านายฝ่ายเหนือ” โดยยุคทองที่มีการนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย อยู่ในช่วงรัชสมัยของเจ้าอินทรวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ลำดับที่ 7 ซึ่งเป็นพระบิดาของเจ้าดารารัศมี และในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  ได้ทรงทูลขอเจ้าดารารัศมีไปเป็นชายา มีการจัดสร้างเรือหางแมงป่องขึ้น เพื่อให้เจ้าดารารัศมีเสด็จไปยังพระนคร แต่ยุคหลัง จุดประสงค์ในการใช้เรือหางแมงป่อง ถูกใช้ในการขนส่งสินค้าระหว่าง กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 เดือน ถึง 9 เดือน 

เรือตามเสด็จ หรือเรือของข้าราชบริพาร ที่ใช้ตามเสด็จอารักษ์ขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 ) นั้น ก็มีแรงบันดาลใจในการสร้างเรือ โดยใช้โครงสร้างของเรือหางแมงป่องหรือเรือแม่ปะเป็นแบบ โดยกลางลำเรือใส่ประทุนเป็นที่อยู่อาศัย ตอนท้ายเก๋งเป็นที่เก็บสัมภาระ ใช้เสด็จตามขบวนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรกิจการบ้านเมือง ตามเมืองใหญ่น้อย ในพระราชอาณาเขตทั่วทุกเมืองไม่มีเว้น ในราวปี พ.ศ. 2444

การสร้างเรือหางแมงป่องยุคหลังต้องหยุดชะงักลง เพราะไม้สักขนาดใหญ่หาได้ยาก เนื่องจากมีการตัดไม้ ค้าไม้ พอนำไปขายยังกรุงเทพฯ และตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟเข้าสู่เมืองเชียงใหม่และการทำเขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตาก จึงทำให้เรือหางแมงป่องหายจากน่านน้ำแม่ปิง จนถึงปัจจุบันก็ยังบางตาไปอยู่มาก สมัยนี้บางคนก็แทบจะไม่รู้จักเลย

ในช่วงยุคหลังนั้น การสร้างเรือหางแมงป่องมีการหยุดชะงักลง สาเหตุมาจากไม้สักขนาดใหญ่เริ่มหาได้ยากมากขึ้น เนื่องจากมีการตัดไม้ – ค้าไม้ – เพื่อนำไปขายยังกรุงเทพฯ นอกจากนี้การสร้างเส้นทางรถไฟ ที่เป็นระบบขนส่งที่มีความรวดเร็วกว่าทางเรือ รวมไปถึงการสร้างเขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตาก ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้เรือหางแมงป่องนั้นหายไปจากน่านน้ำปิง จนถึงปัจจุบันก็ยังพบเห็นได้บางตาอยู่มาก สมัยนี้บางคนก็แทบจะไม่รู้จักเลย 

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าในช่วงสมัยก่อน  “การสัญจรทางน้ำ” ถือเป็นหัวใจหลักของผู้คน ไม่ว่าจะเป็น ตั้งแต่ระดับชาวบ้านไปจนถึงชาววัง ก็จะมีการใช้เรือหางแมงป่องใช้ทั้งการขนส่งสินค้าและการเดินทาง ความสมัยที่เข้ามา ทำให้ทางเลือกในการสัญจรและขนส่งสินค้าของผู้คนมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม จึงทำให้เรือหางแมงป่องนั้นเริ่มหายไปจากสังคม แต่ทั้งนี้ หากใครที่มีความสนใจเกี่ยวกับ “เรือหางแมงป่อง” ยังสามารถหาดูได้ที่วัดพระนอนหนองผึ้ง – พิพิธภัณฑ์เรืองหางแมงป่อง หรือพิพิธภัณฑ์ย่อมๆ โดยสถานที่เหล่านี้มีการอนุรักษ์ไว้ใชนรุ่นหลังได้มีการศึกษา ไม่ว่จะเป็นเยาวชน หรือแขกบ้านแขกเมืองเชียงใหม่ที่มาเที่ยว แล้วมีความสนใจ 

เรียบเรียงโดย : “เชียงใหม่นิวส์”

อ้างอิงข้อมูล : พิพิธภัณฑ์เรือหางแมงป่อง วัดพระนอนหนองผึ่ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่, www.wikipedia.org

ร่วมแสดงความคิดเห็น