

ต้องยอมรับเลยว่าทุกวันนี้ กระแสการดูแลสุขภาพกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ในกลุ่มวัยรุ่นไปจนถึงกลุ่มวัยทำงาน โดยวิธีดูแลสุขภาพนั้นมีหลากหลายวิธี เช่น การออกกำลังกาย การกิน โดยบางคนก็จะเลือกตามความเหมาะสมและความสะดวก ในวันนี้แอดจะมาให้ข้อมูลการดูแลสุขภาพในเรื่องของการกิน โดยเชียงใหม่นิวส์จะยกวิธีการกิน ที่เป็นที่นิยมในกลุ่มทุกเพศทุกวัย มาให้ผู้อ่านได้ศึกษาและตัดสินใจเลือกกันก็คือ การกินคลีน และการกินคีโต แต่ละแบบคืออะไรและเหมาะกับใคร มาดูกันเลย

อาหารคลีน (Clean Food) คือ อาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งของสารเคมีต่าง ๆ หรือผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด อาหารเหล่านี้จะเป็นอาหารที่สดสะอาด ผ่านขั้นตอนการปรุงแต่งมาน้อย หรือไม่ผ่านขั้นตอนการปรุงแต่งเลย เน้นธรรมชาติของอาหารเป็นหลัก ไม่ผ่านการหมักดองหรือปรุงรสใด ๆ มากจนเกินไป เช่น เค็มจัด หวานจัด หรือ มัน เป็นต้น

การรับประทานอาหารแบบคลีน คือ การรับประทานอาหาร 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม คือต้องมีทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ผัก ผลไม้ และไขมัน ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ไม่ใช่เน้นรับประทานผักเยอะ ๆ เพียงอย่างเดียว (กุสุมา ไชยสูตร, คณะแพทยศาสตร์สิริราชพยาบาล)
โดยอาหารคลีนเป็นอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ และมีสรรพคุณที่ดีสำหรับคนที่อ้วน เนื่องจากไม่มีการปรุงแต่งเพิ่มเติม ทั้งไขมัน ความเค็ม และความหวาน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อคนที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือลดไขมันนั่นเอง
การกินคลีนเหมาะกับใคร
- คนที่ชอบทำอาหารรับประทานเอง ในกรณีที่อยากมั่นใจว่าเป็นอาหารคลีนจริง ๆ หรือกำลังต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ชีวิตให้มีสุขภาพดีกว่า
เดิม
- ผู้ที่อยากเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย
- ผู้ที่เป็นมังสวิรัติหรือไม่รับประทานอาหารที่มาจากสัตว์นั้น ก็เลือกรับประทานอาหารคลีนได้เช่นกัน เพราะไม่จำเป็นต้องรับประทานเนื้อสัตว์ ไข่ และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ก็ได้ แต่เลือกอาหารประเภทโปรตีนจากถั่วเหลือง ธัญพืช ผักผลไม้ และพืชตระกูลถั่วทั้งหลายแทน

กรมอนามัย (2563) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรับประทาน คีโต (Ketogenic) ไว้ว่า การกินอาหารแบบคีโตเจนิก ไดเอต (Ketogenic Diet) คือการกินที่เน้นไขมันสูง รองมาด้วยโปรตีน โดยลดคาร์โบไฮเดรตให้เหลือในปริมาณที่น้อยมาก ๆ ลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาลให้น้อย แต่ให้แทนที่ด้วยไขมันทั้งจากพืชและสัตว์แทน

แล้วไขมันจะไปช่วยลดไขมันได้จริงเหรอ หลายคนคงเกิดคำถาม คำตอบคือ ลดได้เพราะว่าเมื่อเราลดปริมาณการกินคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาลลงอย่างมาก ร่างกายอันน่าทึ่งของเราจากเดิมที่เคยนำกลูโคสในเลือด ที่มาจากอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล มาใช้เป็นพลังงาน ร่างกายจำต้องหาแหล่งพลังงานอื่นมาแทนที่ นั่นคือมาจากไขมันนั่นเอง กระบวนการนี้ก่อให้เกิดสภาวะการเผาผลาญที่เรียกว่า คีโตสิส (Ketosis) ทำให้เกิดสารที่เรียกว่า คีโตน (Ketone) ในตับ โดยหลังจากเริ่มการกินแบบคีโตเจนิกไปหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ร่างกายและสมองอาจรู้สึกอ่อนล้า เหนื่อยง่าย มีกลิ่นปาก แต่จะค่อย ๆ ปรับจนสามารถนำไขมัน และคีโตนมาใช้เป็นพลังงานได้อย่างมีประ สิทธิภาพแทนที่คาร์โบไฮเดรตนั่นเอง

การกินคีโตเหมาะกับใคร
- คนทั่วไปที่ต้องการลดน้ำหนัก
- คนอ้วน คนที่มีไขมันสะสมมาก
- ผู้ป่วยที่น้ำหนักมากแต่ไม่สามารถออกกำลังกายได้ เช่น มีโรคข้อเสื่อม
- ผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีอาการหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea)
- ผู้ป่วยโรคหัวใจ (Heart Diseases) การกินคีโตจะช่วยเพิ่ม HDL หรือคอเลสเตอรอลชนิดดีต่อร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิตและลดน้ำตาลในเลือด
- ผู้ป่วยมะเร็ง โดยการกินอาหารคีโตมีส่วนช่วยให้เนื้องอกโตช้าลง
- ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เนื่องจากการกินคีโตจะช่วยลดอาการของโรค และชะลอการพัฒนาของโรค
- ผู้ป่วยโรคลมชัก มีการศึกษาระบุว่าการกินคีโต ช่วยลดอาการชักในเด็กที่เป็นโรคลมชักได้
- ผู้ป่วยภาวะถุงน้ำในรังไข่ เนื่องจากสาเหตุของภาวะนี้ เกิดจากระดับอินซูลินสูง เมื่อกินอาหารคีโตทำให้ระดับอินซูลินลดลง ภาวะดังกล่าวจึงลดลงด้วย
รับรู้ถึงคุณประโยชน์ของทั้งคลีนและคีโตไปแล้ว และเหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ เชียงใหม่นิวส์ได้รวบรวมผลกระทบหรือผลเสีย ของการรับประทานคลีนและคีโตมาให้ผู้อ่านทุกท่านได้นำไปพิจารณา ในการตัดสินใจก่อนที่จะตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารสุขภาพรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ผลเสียของการกินคลีน
- ขาดสารอาหาร ถ้าทานไม่ถูกวิธีหรือทานแบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เช่น ทานแต่ผัก ไม่ทานโปรตีน ก็อาจส่งผลให้ร่างกายขาดสารอาหาร
- เสี่ยงการรับสารตกค้างจากยาฆ่าแมลง เพราะในปัจจุบันมีการใช้ยาฆ่าแมลงมากขึ้นทำให้เราอาจได้รับสารตกค้างที่มาจาก ผัก และผลไม้ได้
- รสชาติไม่อร่อยและจืด
- หากอาหารไม่สดใหม่และไม่สะอาดในช่วงอากาศร้อน อาจทำให้ท้องเสียได้
- เสี่ยงเกิดภาวะ ออโทเรกเซีย (Orthorexia) คือคลั่งการมีสุขภาพดีมากจนเกินเหตุ เคร่งครัดในการทานอาหาร หมกมุ่นในเรื่องสุขภาพของตัวเอง จะทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างแย่ลง ใช้เวลาง่วนอยู่แต่กับเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย อยู่กับตัวเอง ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง จนสุดท้ายอาจคลั่งผอมแล้วกลายเป็นอะนอเร็กเซีย (Anorexia) ได้เหมือนกัน
ผลเสียของการกินคีโต
- เนื่องจากต้องตัดผัก ผลไม้ และอาหารบางอย่างออก อาจทำให้ขาดสารอาหาร หรือเกิดท้องผูกได้
- อาจส่งผลต่อร่างกายในระยะสั้น อาจทำให้รู้สึกเหนื่อย ปวดศีรษะ ภาวะสมองล้า ท้องไส้ปั่นป่วน หรือที่เรียกว่า “Keto flu” ส่วนในระยะยาว อาจทำให้เกิดนิ่วในไต ภาวะตับผิดปกติ ไขมันพอกตับ และเกิดโรคกระดูกพรุนได้
- หลายคนที่กินอาหารคีโต แต่มีปัญหากับการทานอาหารอย่างจำกัดเหล่านี้ อาจนำไปสู่พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ผิดปกติ (Eating disorder) ได้
- น้ำหนักอาจกลับขึ้นมาเร็ว มีกลิ่นปากและกลิ่นตัวแรง

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 อย่างนี้ มีประโยชน์และประสิทธิภาพที่ผ่านการรับรองจากผู้เชี่ยววชาญมาแล้ว แต่อยู่ที่ผู้อ่านว่าท่านจะเลือกวิธีการไหนที่เหมาะสมทั้งเวลา สุขภาพ บุคลิกการใช้ชีวิตประจำวันของท่านมากที่สุด แต่สุดท้ายแล้วเชียงใหม่นิวส์อยากจะฝากว่า เมื่อเราควบคุมการกินแล้วก็ควรหาเวลาว่างมาออกกำลังกายกันด้วย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของเราเอง
ร่วมแสดงความคิดเห็น