เข้าสู่ปีที่ 2 ของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาหรือที่รู้จักกันดีในนามโควิด-19 ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี การแพร่ระบาดในครั้งนี้นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นอย่างมากอาทิ ปัญหาการตกงาน/ว่างงานและปัญหารายได้ของประชาชนลดลง ประกอบกับนโยบายและมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาของรัฐบาลส่งผลให้ประชาชนในทุก ๆ Generation เกิดการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับนโยบายและมาตรการของรัฐฯ เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา นับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามทุก ๆ การเปลี่ยนแปลงย่อมมีสิ่งที่เรียกว่าปัญหาหรืออุปสรรคตามมา เนื่องจากการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่ไม่สามารถควบคุมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ยากต่อการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย ดังนั้นคนในแต่ละ Generation จึงเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรครวมถึงผลกระทบที่ได้รับที่แตกต่างกันออกไป

Baby Boomer (1946-1964)

กลุ่มคนที่มีอายุในช่วง 57 ปี ถึง 75 ปี (เกิดในช่วงพ.ศ. 2498-2507) มักเรียกคนกลุ่มนี้ว่าผู้สูงอายุ เป็นช่วงวัยที่ได้ใช้เวลาไปกับการพักผ่อนจากการทำงาน สิ่งที่คนส่วนใหญ่ใน Gen นี้ต้องเผชิญคือปัญหาด้านการดำเนินชีวิต เนื่องจากผู้สูงอายุมีร่างกายที่เสื่อมถอยไปตามอายุ มีความเสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพที่สูงและต้องการความดูแลที่มากกว่า Gen อื่น ๆ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนานี้ทำให้ผู้สูงอายุมีการดำเนินชีวิตที่ยากขึ้น จากผลการสำรวจออนไลน์ เรื่อง‘ผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากการแพร่ระบาดและมาตรการควบคุมโรคระบาด’ จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และทีมงานด้านข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ พบว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุมากที่สุดคือ เรื่องการเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ มากที่สุด รองลงมาเป็นเรื่องการเข้ารับการรักษาพยาบาลและการดูแลตัวเอง นอกจากนี้ยังมีการสำรวจ ‘ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดและมาตรการควบคุมโรคระบาด’ จากหน่วยงานเดียวกัน ผลพบว่า ผู้สูงอายุไม่ค่อยได้รับผลกระทบในด้านการมีงานทำเนื่องจากเป็นช่วงวัยที่เกษียณอายุแล้ว รายจ่ายส่วนใหญ่จะใช้ไปกับการดูแลรักษาตัวเอง เช่น ค่าใช่จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่ายา ค่าคนดูแลในกรณีที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัวหรือจ้างคนดูแลแทน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเสียงสะท้อนที่ปรากฏให้เห็นผ่านสื่อที่นอกเหนือจากผลสำรวจในหลาย ๆ แง่มุม อาทิ ไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือจากรัฐบาลได้เนื่องจากอยู่พื้นที่ห่างไกล กลัวผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ความวิตกกังวลในเรื่องรายได้ของครอบครัว ขาดกำลังใจเพราะว่าลูก ๆ หลาน ๆ ไม่สามารถเดินทางไปเยี่ยมได้เนื่องจากข้อจำกัดในการเดินทางในสถานการณ์การแพร่ระบาด เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าสิ่งที่คนใน Generation Baby Boomer เผชิญในสถานการณ์โควิด-19 จะเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในเรื่องปัญหาสุขภาพเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากความเสื่อมถอยของสภาพร่างกาย เพราะเหตุนี้จึงทำให้คนในกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไวรัสสูงและเมื่อได้รับเชื้อจะมีอาการที่รุนแรงมากจนถึงชีวิต ด้วยความเสื่อมถอยของสภาพร่างกายนี้ก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลประกอบกับนโยบายและมาตรการป้องกันโรคของรัฐบาล ที่มีข้อจำกัดเรื่องการเดินทางและระบบเศรษฐกิจของประเทศที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูงขึ้นอีกด้วย ดั้งนั้นคนในกลุ่มนี้จะต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างมากและจะต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างใกล้ชิด
Gen X (1965-1980) และ Gen Y/Millennials (1981-1996)

กลุ่มคนที่มีอายุในช่วง 41 ปี ถึง 56 ปี (กลุ่มคนที่เกิดในช่วงพ.ศ. 2508-2523) และกลุ่มคนที่มีอายุในช่วง 25 ปี ถึง 40 ปี (กลุ่มคนที่เกิดในช่วงพ.ศ. 2524-2539) มักเรียกคนกลุ่มนี้ว่าวัยทำงาน เป็นวัยที่ทำงานมาได้สักระยะหนึ่งแล้วและอยู่ในช่วงสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพการงาน สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทั้งสอง Gen ต้องเผชิญก็คือเรื่องการทำงานในสถานการณ์โควิด-19 การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในระลอกแรกเมื่อประมาณวันที่ 23 มี.ค. 2563 ทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นเท่าตัวและได้มีการลดลงในช่วงที่ผ่านมาแต่ทว่าการระบาดระลอกที่สองนั้นส่งผลให้อัตราการว่างงานกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง จากการสำรวจภาวการณ์ว่างงานของประชากรไทย ไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2564 ของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานว่า เหตุผลของการออกจากงาน/หยุดทำงานมีสาเหตุมากจากการที่นายจ้างเลิก/หยุด/ปิดกิจการมากที่สุด เกือบทุกอาชีพได้รับผลกระทบแต่ไม่ใช่ทุกอาชีพที่ได้รับผลกระทบจะรับมือไหว การว่างงานของ Gen X และ Gen Y เป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างมากยิ่งในสถานการณ์โควิด-19 โอกาสการว่าจ้างงานนั้นก็น้อยลง สืบเนื่องมากจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีส่งผลให้หลาย ๆ บริษัทหรือหลาย ๆ ธุรกิจต้องปิดตัวลง สิ่งที่ต้องเผชิญนอกจากการว่างงานแล้ว คนทั้งสองกลุ่มนี้ยังต้องเผชิญกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอีกด้วย ในหลาย ๆ หน่วยงานหรือในหลาย ๆ บริษัทมีนโยบายให้พนักงานทำงานแบบ WFH เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาของรัฐบาล ทำให้คนในกลุ่มนี้ต้องเตรียมความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและการทำงานในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเช่นนี้ใน Gen Y อาจไม่ได้มีการปรับตัวมากนัก เนื่องจากคนใน Gen นี้มีความคุ้นชินกับเทคโนโลยีและระบบออนไลน์มากพอสมควร แต่ในส่วนของ Gen X นั้นอาจจะมีการปรับตัวมากพอสมควร ยกตัวอย่างเช่น อาชีพครู/อาจารย์ จากปกติที่เคยสอนหนังสือในห้องเรียนก็ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นรูปแบบออนไลน์ โดยอาศัยเทคโนโลยีและเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โปรแกรมสำหรับจัดการเรียนการสอนและอิเทอร์เน็ต ครูผู้สอนจะต้องเตรียมความพร้อมและศึกษาการใช้งานเครื่องมือช่วยสอนต่าง ๆ นอกจากความพร้อมด้านเทคโนโลยีแล้ว ครูผู้สอนจะต้องเตรียมความพร้อมในด้านเนื้อหาให้เหมาะสมการเรียนในรูปแบบออนไลน์และต้องคอยสังเกตบรรยายกาศในการเรียนเพื่อชักจูงนักเรียนในมีสมาธิกับการเรียนและสร้างปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนให้การเรียนการสอนนั้นมีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์มากที่สุด อีกหนึ่งตัวอย่างอาชีพของคนใน Gen นี้ที่หันมาใช้เทคโนโลยีและเครือข่ายออนไลน์มากขึ้นคือ กลุ่มอาชีพพ่อค้า/แม่ค้า เนื่องจากข้อจำกัดในการเดินทางและมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดในสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เกิดการซื้อขายผ่านทางออนไลน์มากขึ้น ทั้งข้าวของเครื่องใช้ อาหารและเครื่องดื่ม ยังรวมไปถึงการชำระเงินผ่านทางระบบออนไลน์ด้วย เพื่อเพิ่มช่องทางในการจับจ่ายซื้อของที่เอื้ออำนวยความสะดวกสบายต่อลูกค้า เป็นต้น ความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้คนในวัยทำงานสามารถปรับตัวและดำเนินงานหรือประกอบอาชีพต่อไปได้ ในผู้ที่มีความพร้อมก็สามารถปรับตัวได้อย่างไม่มีปัญหาหรือมีเพียงเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีความพร้อม เช่น ไม่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและอินเทอร์และไม่มีทุนนับว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลามากพอสมควรในการปรับตัว ในบางรายที่ปรับตัวไม่ได้ก็ต้องยุติงานหรือเลิกกิจการไป ส่งผลให้คนตกงาน/ว่างงานเพิ่มมากขึ้น และเป็นเรื่องยากที่จะหางานใหม่หรือเริ่มธุรกิจใหม่เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาทำให้ระบบเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยต่อการหางานใหม่หรือเริ่มธุรกิจใหม่ จนนำคนกลุ่มนั้นไปสู่ภาวะความวิตกกังวลในการทำงานหรือประกอบอาชีพและคุณภาพชีวิตที่ลดลง ปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขก่อนที่จะนำไปสู่ภาวะที่เลวร้ายและรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ เกือบทุกอาชีพได้รับผลกระทบแต่ไม่ใช่ทุกอาชีพที่ได้รับผลกระทบแล้วจะรับมือไหว
สิ่งที่คนใน Gen X และ Gen Y เผชิญในสถานการณ์โควิด-19 จะเกี่ยวกับการทำงานหรือการประกอบอาชีพเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต เนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจในประเทศหยุดชะงักประกอบกับนโยบายและมาตรการป้องกันโรคของรัฐบาลทำให้ประชาชนมีรายได้ที่น้อยลง เสี่ยงต่อภาวะการตกงาน/ว่างงานมากขึ้น โอกาสในการหางานใหม่ที่น้อยลงและโอกาสที่จะเกิดความล้มเหลวในการเริ่มกิจการหรือธุรกิจใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ภาวะความเครียดได้ นอกจากนี้คนทั้งสอง Generation ยังต้องปรับตัวหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีในการทำงานหรือการประกอบอาชีพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
Gen Z (1997-2012)

กลุ่มคนที่มีอายุในช่วง 9 ปี ถึง 24 ปี (กลุ่มคนที่เกิดในช่วงพ.ศ. 2540-2553) เป็นช่วงวัยที่เวลาส่วนใหญ่จะใช้ไปกับการเรียนและการทำกิจกรรม ส่วนมากจะเป็นนักเรียน นักศึกษาและนักศึกษาจบใหม่ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ใน Gen นี้ต้องเผชิญคือการปรับตัวในด้านการเรียนและการหางาน ในกลุ่มนักเรียนและนักษานั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูแบบการเรียนจากที่เคยเรียนในห้องเรียน (On site) ก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นเรียนในรูปแบบออนไลน์ (Online) แทน เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา โดยอาศัยเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการเรียนหนังสือ ทั้งเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนออนไลน์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสื่อกลางในการเรียนการสอน ในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาที่มีความพร้อมทั้งเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตนั้นจะไม่เกิดปัญหาในการเรียนหรือเกิดปัญหาไม่มาก แต่สำหรับกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาที่ไม่มีความพร้อมในด้านนี้ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ทั้งตัวนักเรียนและนักศึกษารวมไปถึงครอบครัว ปัญหาส่วนใหญ่ของกลุ่มที่ไม่มีความพร้อมคือขาดแคลนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการเรียน เช่น โทรศัพท์มือถือ โน้ตบุ๊ค ไอแพดและคอมพิวเตอร์ เป็นต้น หรือขาดแคลนอินเทอร์เน็ตรวมไปถึงการอยู่ในพื้นที่ ๆ สัญญาณอินเทอร์ไม่สามารถเข้าถึงได้ ส่งผลให้นักเรียนและนักศึกษารวมไปถึงครอบครัวต้องดิ้นรนขวนขวายเพื่อที่จะได้สิ่งเหล่านั้นมา บางครอบครัวที่ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอจะต้องพยายามทำงานหาเงินมากขึ้น บางทีก็ต้องกู้หนียืมสิน หรือเลือกแก้ปัญหาโดยการไม่ส่งลูกเรียนหนังสือทำให้เด็กหยุดเรียนและขาดโอกาสทางการศึกษา ยกตัวอย่างเช่น เด็กบางกลุ่มเลือกที่จะไม่เรียนหนังสือหรือไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำงานเนื่องจากค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวไม่เพียงพอจึงต้องหันมาทำงานแทนทำให้เด็กไม่ได้เรียนหนังสือ จากผลการสำรวจของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในปี 2563 ที่ผ่านมาพบว่ามีเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 43,060 คน และมีเด็กยากจนเพิ่มขึ้นถึง 128,524 คน บางส่วนก็ได้รับความช่วยเหลือจากทางรัฐบาล/หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ใจบุญที่บริจาคอุปกรณ์การเรียน แต่บางส่วนก็ไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้ อีกหนึ่งอุปสรรคที่พบเจอในการเรียนออนไลน์คือประสิทธิภาพในการเรียนออนไลน์ สืบเนื่องมาจากความพร้อมด้านเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียน อาทิ บรรยายกาศในการเรียนและสิ่งรบกวนต่าง ๆ จนทำให้นักเรียนและนักศึกษาไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับการเรียนซึ่งอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในการเรียนลดน้อยลงและส่งผลกระทบต่อผลการเรียนที่ไม่น่าพึ่งพอใจอีกด้วย รศ. ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษากล่าวว่า อุปสรรคเหล่านี้สามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพทั้งด้านกายภาพและด้านสภาพจิตใจได้ เนื่องจากเด็กมีความกังวลกับการเรียน รู้สึกเบื่อหน่าย เหนื่อยล้าจากการนั่งเรียนเป็นเวลานาน ไม่มีสมาธิในการเรียน ต้องเผชิญกับภาวะความรู้ถดถอยและเกิดความเครียดสะสมเพราะไม่ได้ออกไปเจอเพื่อนและสังคมภายนอก ในส่วนของนักศึกษาจบใหม่ในสถานกรณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาทำให้โอกาสในการเกิดจากจ้างงานมีน้อยลง เกิดการแข่งขันมาขึ้น เนื่องจากบริษัทภาคเอกชนต่างชะรอการจ้างงาน ส่งผลให้นักศึกษาจบใหม่มีแนวโน้มการว่างงานที่สูงขึ้น
สิ่งที่คนใน Gen Z กำลังเผชิญและเป็นปัญหาอยู่ขณะนี้คือเรื่องการปรับเรียนรูปแบบการเรียนการสอนของนักเรียนและนักศึกษา และเรื่องแนวโน้มการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ที่สูงขึ้น ซึ่งทั้งสองปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจได้ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนทำให้มีค่าใช่จ่ายมากขึ้น และการว่างงานก็ทำให้คนไม่มีรายได้หรือรายได้ลดน้อยลง นอกจากนี้ยังสามารถนำไปสู่ภาวะความเครียดสะสมและสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงอีกด้วย
Gen Alpha (2011-2024)

กลุ่มเด็กรุ่นใหม่ที่มีอายุตั้งแต่ 11 ปีลงไป (กลุ่มคนที่เกิดในช่วงพ.ศ. 2554-2567) เป็นช่วงวัยที่เด็กกำลังมีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ และเกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย สิ่งที่เด็กส่วนใหญ่ใน Gen นี้ต้องเผชิญในสถานการณ์โควิด-19 คือ พัฒนาการด้านต่าง ๆ ได้แก่ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และด้านสังคม เด็ก ๆ ใน Gen นี้ ควรมีการพัฒนาทางด้านต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เด็กได้เติบโตได้อย่างเต็มที่และมีความพร้อม/ความสามารถในการปรับตัวในภาวะใหม่ ๆ ได้ ครอบครัวและสภาวะแวดล้อมรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญต่อเด็กใน Gen นี้เป็นอย่างมาก เด็กจะต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการตามช่วงวัย แต่เนื่องจากสถาณการณ์โควิด-19 ในปัจจุบันทำให้เด็กในวัยนี้มีความใกล้ชิดกับเทคโนโลยีมากขึ้น ประกอบกับนโยบายและมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาของรัฐบาลที่ประกาศให้โรงเรียนทำการเรียนการสอนแบบออนไลน์ อาจะส่งผลให้เด็กไม่สามารถมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมได้ ในด้านร่างกาย การนั่งเรียนติดต่อกันเป็นเวลนานและไม่ได้ออกไปทำกิจกรรมภายนอกอาจส่งผลให้มีการพัฒนาการทางด้านร่างกายที่ช้า ด้านสติปัญญา เด็กวัยนี้ไม่ค่อยมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เรียนได้นานและหากบรรยายกาศในชั้นเรียนไม่สามารถดึงดูดได้อาจทำให้เด็กไม่เข้าใจบทเรียนส่งผลให้เด็กขาดความรู้เข้าใจและยากต่อการปัญหาต่าง ๆ ของตนเองได้ ด้านอารมณ์ เด็กในวัยนี้สามารถรับรู้อารมณ์ของผู้ใหญ่ได้แต่ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าอารมณ์นั้นเกิดจากอะไร การที่ผู้คนรอบข้างมีความเครียด วิตกกังวล โกรธ และอารมณ์อื่น ๆ ใน สถารการณ์โควิด-19 เด็กอาจจะมีการซึมซับอารมณ์เหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว อาจส่งผลให้เด็กมีการแสดงพฤติกรรมที่แสดงออกมาอย่างไม่เหมาะสม เช่น พ่อและแม่ทะเลาะและใช้ความรุนแรงต่อกันให้ลูกเห็น อาจปลูกฝังให้ลูกมีพฤติกรรมเลียนแบบและมีอารมณ์รุนแรงได้ และด้านสังคม การที่เด็กต้องอาศัยอยู่ในบ้านนาน ๆ ไม่ได้ออกไปทำกิจกรรมหรือพบประเพื่อนฝูงและสังคมภายนอกอาจทำให้เด็กขาดพัฒนาการทางด้านสังคมได้ การมีพัฒนาการทางด้านสังคมจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจตนเองและผู้อื่น มีการปรับตัวได้อย่างเหมาะสม และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติสุข การที่เด็กมีพัฒนาการได้อย่างเต็มที่และสมวัยจะใช้เด็กปรับตัวให้เหมาะสมในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ฉะนั้นคนที่มีความใกล้ชิดกับเด็กกลุ่มนี้อย่างเช่นครอบครัวควรหันมาดูแลและใส่ใจเด็กให้มีพัฒนาการที่สมวัย
สิ่งที่เด็ก ๆ ใน Gen Alpha กำลังเผชิญในสถานการณ์โควิด-19 นั้นจะเกี่ยวกับพัฒนาการตามช่วงวัย ซึ่งเด็ก ๆ ไม่สามารถมีพัฒนาการที่ดีได้หากไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีและความเอาใจใส่ของคนในครอบครัว ยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดแบบนี้เด็ก ๆ ยิ่งต้องได้รับการดูแลและการเอาใจใส่เป็นพิเศษ ประกอบเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถช่วยให้เด็ก ๆ หาความรู้ได้อย่างกว้าง แต่อย่างไรก็ตามการที่เด็กใช้เวลากับครอบครัวจะช่วยให้เด็กได้รับความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใยและความผูกพัน หากลองดึงประโยชน์จากเทคโนโลยีมาใช้อย่างพอเหมาะรวมกับการดูแลของครอบครัวจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการได้ดีและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและสนุกสนานอย่างเต็มที่
จะเห็นได้ว่าทุก ๆ Generation มีสิ่งที่เผชิญต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสุขภาพ การงาน การเงิน การเรียนและการใช้ชีวิต ทุกคนล้วนแต่ได้รับกระทบกันทั้งสิน แต่ว่าจะได้รับผลกระทบเบาหรือหนักก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละคน คนที่มีความพร้อมก็อาจจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าคนที่ไม่มีความพร้อม สุดท้ายนี้สิ่งที่คนในแต่ละ Generation กำลังเผชิญอยู่สามารถสะท้อนปัญหาของสังคมไทยในขณะนี้ได้ ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในทุก ๆ Generation ควรได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐฯและหน่อยงานที่เกี่ยวข้อง และการเข้าใจถึงปัญหาที่แต่ละ Generation เผชิญนั้นจะช่วยให้คนในสังคมเข้าใจและมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันละกันมากขึ้น
ที่มา:
https://pr.moph.go.th/?url=pr/detail/2/07/163139/
https://sites.google.com/site/janetewit/phathnakar-4-dan-khxng-dek-pthmwa
https://tdri.or.th/2020/09/the-impact-of-covid-19-on-older-persons/
https://www.eef.or.th/news-eef-world-bank-raise-the-quality-of-the-school/
http://www.nso.go.th/sites/2014/DocLib13/ด้านสังคม/สาขาแรงงาน/ภาวะการทำงานของประชากร/2564/summary_64.pdf
https://www.phyathai.com/article_detail/2548/th/พัฒนาการด้านสังคมในเด็ก_สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย?branch=PYT2
https://www.prachachat.net/education/news-773403
ร่วมแสดงความคิดเห็น