สสส. จับมือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปั้นต้นแบบชุมชนท้องถิ่น

สสส. จับมือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปั้นต้นแบบชุมชนท้องถิ่น สร้างความมั่นคงทางอาหารรับมือภัยพิบัติน้ำท่วม

คณะทำงานภายใต้การนำของ ศ.ดร. พวงรัตน์​ แก้วล้อม จาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลงพื้นที่ ชุมชนบ้านเปียง ตำบลบ้านแม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสำรวจ วางแผน และสัมภาษณ์ชุมชนต้นแบบ ภายใต้แนวคิด “การสร้างความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤติ เพื่อรับมือภัยพิบัติน้ำท่วม” โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนา ต้นแบบชุมชนท้องถิ่น ในการจัดการอาหารเมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม โดยไม่มองการช่วยเหลือด้านอาหารเป็นเพียงการแจกถุงยังชีพหลังเกิดภัย แต่ยกระดับสู่การสร้าง “ระบบอาหารเพื่อสุขภาวะในภาวะวิกฤติ” ที่ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังเกิดภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหาร น้ำดื่ม และความช่วยเหลือได้อย่างเพียงพอ ปลอดภัย และเหมาะสมต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ เด็กเล็ก และผู้มีโรคประจำตัว

นางรัตนาภรณ์ กัญญาราช นายกเทศมนตรีตำบลบ้านแม กล่าวว่า เทศบาลตำบลบ้านแมให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของชุมชนในการรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งด้านที่อยู่อาศัย การเดินทาง การประกอบอาชีพ และการเข้าถึงอาหารในช่วงวิกฤติ​“เทศบาลพร้อมร่วมมือในการพัฒนาบ้านแมให้เป็นต้นแบบชุมชนท้องถิ่นด้านการจัดการอาหารในภาวะวิกฤติ เพราะหากชุมชนรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อมล่วงหน้า และมีแผนช่วยเหลือที่ชัดเจน ก็จะช่วยลดผลกระทบต่อประชาชน และทำให้การดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น”​นายกเทศมนตรีตำบลบ้านแมกล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานร่วมกันระหว่างเทศบาล ชุมชน และทีมวิชาการ จะช่วยให้การรับมือภัยพิบัติของพื้นที่มีความเป็นระบบมากขึ้น และสามารถต่อยอดจากประสบการณ์เดิมของชุมชนไปสู่แผนที่นำไปใช้ได้จริง

ด้าน ศ.ดร. พวงรัตน์ แก้วล้อม กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านน้ำหรือความเสียหายต่อบ้านเรือนเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อระบบอาหารของชุมชน ตั้งแต่แหล่งผลิตอาหาร พื้นที่เกษตร ร้านค้า เส้นทางขนส่ง ไปจนถึงความสามารถของประชาชนในการเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและเหมาะสมต่อสุขภาพ

“เวลาพูดถึงน้ำท่วม เรามักนึกถึงการอพยพ การแจกถุงยังชีพ หรือการซ่อมแซมความเสียหายหลังน้ำลด แต่ในความเป็นจริง น้ำท่วมกระทบต่อระบบอาหารทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ และผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งอาจไม่สามารถออกไปรับอาหารหรือเข้าถึงความช่วยเหลือได้เหมือนคนทั่วไป โครงการนี้จึงต้องการเปลี่ยนจากการรอช่วยเหลือหลังเกิดภัย ไปสู่การวางแผนล่วงหน้า เพื่อให้ชุมชนรู้ว่าเมื่อเกิดน้ำท่วม อาหารอยู่ที่ไหน เส้นทางใดใช้ได้ ใครต้องได้รับความช่วยเหลือก่อน และจะฟื้นฟูระบบอาหารอย่างไรหลังน้ำลด”

ศ.ดร. พวงรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจของโครงการคือแนวคิด “รู้ล่วงหน้า เตรียมล่วงหน้า ช่วยเหลือให้ตรงจุด” โดยมุ่งพัฒนาแผนที่เชื่อมโยงข้อมูลพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม แหล่งอาหาร จุดวางเสบียง เส้นทางกระจายอาหาร ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง การสื่อสารเมื่อเกิดภัยพิบัติ และการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลด

“อาหารในภาวะวิกฤติไม่ใช่แค่เรื่องความอิ่มท้อง แต่เป็นเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของประชาชน เราต้องการให้ชุมชนและเทศบาลมีเครื่องมือในการตัดสินใจล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้เกิดภัยแล้วค่อยจัดการ”

ในด้านเทคโนโลยี คณะทำงานได้นำแนวคิดการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และเทคโนโลยี Remote Sensing เข้ามาสนับสนุนการสำรวจและวางแผน โดยเฉพาะการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศ เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม พื้นที่เกษตรที่อาจได้รับผลกระทบ เส้นทางที่อาจถูกตัดขาด และตำแหน่งของกลุ่มเปราะบางที่ควรได้รับความช่วยเหลือเป็นลำดับแรก

นายศิลป์ ขจิตวิชยานุกูล คณะทำงานเทคโนโลยี Remote Sensing กล่าวว่า การใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลเชิงพื้นที่จะช่วยให้การวางแผนรับมือน้ำท่วมมีความแม่นยำและเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อนำข้อมูลจากเทคโนโลยีมาผสานกับข้อมูลจริงจากชุมชน

“ภาพถ่ายดาวเทียมช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของพื้นที่ได้ดีขึ้น เช่น พื้นที่ลุ่มต่ำ แนวทางน้ำ พื้นที่เกษตรที่มีความเสี่ยง พื้นที่ที่อาจถูกน้ำท่วมซ้ำ และเส้นทางคมนาคมที่อาจถูกตัดขาด แต่ข้อมูลจากดาวเทียมอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราต้องนำมาประกอบกับข้อมูลจากชุมชน เช่น จุดที่น้ำเคยเข้าจริง บ้านของผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียง เส้นทางที่ชาวบ้านใช้จริง และจุดที่สามารถใช้เป็นศูนย์อาหารหรือจุดวางเสบียงได้”

นายศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการทำงานจะเริ่มจากการสำรวจข้อมูลเชิงพื้นที่ร่วมกับชุมชน จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียม แผนที่พื้นที่เสี่ยง และข้อมูลกลุ่มเปราะบาง เพื่อจัดทำแผนที่สนับสนุนการตัดสินใจของเทศบาลและชุมชน ทั้งในด้านการวางจุดเสบียง การกำหนดเส้นทางกระจายอาหาร และการจัดลำดับครัวเรือนที่ต้องได้รับความช่วยเหลือก่อน

โครงการนี้จะนำข้อมูลจากการลงพื้นที่ไปพัฒนาต่อเป็นแผนการจัดการอาหารในภาวะวิกฤติที่ครอบคลุม 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนเกิดภัย เน้นการสำรวจพื้นที่เสี่ยง แหล่งอาหาร จุดวางเสบียง กลุ่มเปราะบาง และแผนฝึกซ้อมรับมือ ระหว่างเกิดภัย เน้นการสื่อสารแจ้งเตือน การเปิดจุดกระจายอาหาร การจัดลำดับความช่วยเหลือ และการติดตามสถานการณ์ และ หลังเกิดภัย เน้นการฟื้นฟูระบบอาหาร ความปลอดภัยของอาหารและน้ำ และการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลด ชุมชนท้องถิ่นตำบลบ้านแม เชียงใหม่ จะเป็นต้นแบบของการจัดการอาหารในภาวะวิกฤติที่เชื่อมโยงพลังชุมชน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ทางวิชาการ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เสริมความพร้อมของท้องถิ่น และลดผลกระทบต่อประชาชนจากภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างยั่งยืนเพื่อใช้ในการขยายผลในอนาคตของชุมชนต่างๆ ต่อไป

ร่วมแสดงความคิดเห็น