วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ ห้อง Exhibition Hall STep CMU มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ และสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา เชียงใหม่ จัดงาน From Pitch to Partnership : Northern Business Mtaching โอกาสเชื่อมต่อทางธุรกิจ ผ่านโครงการ Northern Digital Connect Project
.
ซึ่งภายในงานนี้ นอกจากการจับคู่ธุรกิจแล้ว ยังมีการเสวนาที่น่าสนใจในหัวข้อเรื่อง “Megatrends for SMEs” โดยคุณธัญลักษณ์ เตชะเพิ่มผล CEO & Founder บริษัท คัสโตแคร์ จำกัด ผู้ให้คำปรึกษาทางด้านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์
.
ในปี พ.ศ. 2569 นี้ เทรนด์สำคัญที่กำหนดอนาคตธุรกิจ ได้แก่
.
Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ และ Automotion ทั้งหุ่นยนต์ ระบบการทำงานแบบดิจิทัลและอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้วิธีการทำงานเปลี่ยนไป โดยได้ผลผลิตที่สูงขึ้น แต่ต้นทุนลดลง
.
Demographic Change การเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร เมื่อคนเกิดน้อย แต่มีผู้สูงวัยมากขึ้น ทำให้ขาดแคลนแรงงาน ขณะที่แรงงานคนรุ่นใหม่เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานไปจากเดิม ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME หาคนยากขึ้น ทำให้จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมาทดแทนแรงงานที่หายไป
.
Climate & Sustainability เทรนด์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศโลก อาทิ ESG , Net Zero , Circular Economy , Green Business ซึ่งปัจจุบัน ลูกค้า นักลงทุน คู่ค้า เริ่มเลือกผู้ประกอบการที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผู้ประกอบการควรที่จะศึกษาเทรนด์ดังกล่าวในการทำธุรกิจมากขึ้น
.
Digital Economy อาทิการใช้เทคโนโลยี Cloud , Data , Platform , E- Commerce และ Cashless เนื่องจากทุกธุรกิจกลายเป็น Digital Business แล้ว ผู้ประกอบการจึงจำเป็นที่ต้องวางรากฐานดิจิทัลเพื่อให้ธุรกิจของตนเท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่
.
Customer Expectations หรือความคาดหวังของลูกค้าต่อสินค้าหรือบริการ ซึ่งปัจจุบัน ผู้บริโภคต้องการสินค้าหรือบริการที่รวดเร็วขึ้น มีความปรับให้เป็นส่วนตัว ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น และมีการเชื่อมช่องทางทั้งแบบ Online , Offline ให้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และทำให้ลูกค้ามีประสบการณ์ในการใช้บริการและสินค้าที่ดี เป็นต้น
.
Geopolitics & Supply Chain ผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์ต่อธุรกิจ ถือเป็นอีกประเด็นที่ผู้ประกอบการจะต้องจับตา ทั้งสงครามการค้า การย้ายฐานการผลิต และความเสี่ยงของซัพพลายเชน
.
สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศไทยนั้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยชะลอตัวจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ดันต้นทุนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นตาม เช่นเดียวกับการท่องเที่ยว การลงทุนเอกชน ที่เริ่มชะลอลง ค่าเงินบาทที่ผันผวนตามสถานการณ์โลก ทำให้ผู้บริโภคใช้เงินระวังมากขึ้น แม้ตลาดแรงงานยังคงแข็งแรง แต่ภาคธุรกิจยังคงขาดแรงงานคุณภาพ และการจ้างงานยังทรงตัว
.
เช่นเดียวกับจังหวัดเชียงใหม่ ทางสำนักงานคลังจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่าปีนี้เศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่โตเพียง 1.5% ชะลอลงจากปีก่อนซึ่งเคยขยายตัวที่ 2.2 % โดยการท่องเที่ยวยังคงเป็นเครื่องยนต์หลัก ซึ่งยังคงขยายตัวได้ดี เช่นเดียวกับการใช้จ่ายของภาครัฐ ขณะที่การบริโภคของภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวเล็กน้อย สวนทางกับการลงทุนของภาคเอกชน ภาคเกษตรกรรมที่หดตัวจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปีนี้
.
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะหยุดลง แต่กำลังเปลี่ยนเกม โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อาทิ การท่องเที่ยวและโรงแรม , เทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล , เศรษฐกิจสร้างสรรค์ , การศึกษาและวิจัย , สุขภาพและเวลเนส รวมทั้งเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูป ด้วยความท้าทายในปัจจุบัน ทั้งกำลังซื้อ่อนลง , ต้นทุนและการแข่งขันที่สูงขึ้น , การลงทุนชะลอลง ทำให้ธุรกิจจะโตยากกว่าเดิม แต่โอกาสทางธุรกิจไทยยังมีอยู่ เห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวยังเพิ่ม , เศรษฐกิจดิจิทัล , โครงการ Smart City , Wellness และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
.
ในยุคนี้ ที่ A.I. จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับธุรกิจทุกประเภท ผู้ประกอบการที่ใช้ A.I. , Data และความคล่องตัวขององค์กรจะได้เปรียบในการแข่งขันในช่วง 1 – 3 ปีข้างหน้า จากยุคดิจิทัลที่สอนให้เราเชื่อมต่อธุรกิจบนโลกออนไลน์ สู่ยุค A.I. ที่สอนให้เราใช้เทคโนโลยีคิดและทำแทน
.
โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคในการค้นหาบริการหรือสินค้าที่ตรงความต้องการ จากเดิมจะต้องค้นหาบนเว็ปไซต์ ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาใช้ A.I. ซึ่งจะแนะนำคำตอบที่ตรงใจความต้องการของลูกค้าทันที
.
และฝั่งผู้ประกอบการเอง การทำแบรนดิ้งในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากการทำเว็ปไซต์ , SEO , Logo และสื่อสังคมออนไลน์ มาเป็นการนำเสนอให้ A.I. เลือกมานำเสนอต่อลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอ , รีวิว , ข้อมูล , ความน่าเชื่อถือ และการปรากฏบนคำตอบของ A.I. เพราะยุคนี้ ถ้า A.I. ไม่รู้จัก ผู้บริโภคก็อาจไม่รู้จักสินค้าและบริการของผู้ประกอบการ
.
สิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในปัจจุบัน คือเปลี่ยนวิธีการแข่งขันด้วย A.I. ไม่ใช่ A.I. มาเปลี่ยนธุรกิจ โดยแข่งขันกันด้วยคุณค่า , ทำงานร่วมกับ A.I. Workforce , ใช้ Productivity , ตัดสินใจจาก Data + A.I. , ให้ A.I. ทำงานซ้ำๆ และช่วยหาลูกค้า รวมทั้งผู้ประกอบการต้องเรียนรู้และปรับตัวเร็วกว่า เพราะธุรกิจที่อยู่รอด ไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด
.
เพราะ A.I. คือระบบที่เรียนรู้จากข้อมูลและทำงานตามที่ออกแบบไว้ โดยทำงานได้ดีเมื่อมีข้อมูลพอ การตั้งคำถามชัดเจน และวัดผลที่ออกมาได้ ซึ่ง A.I. ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษที่มาแทนที่คน แต่ช่วยให้ธุรกิจทำงานได้เร็ว แม่นยำขึ้น และเติบโตได้จริง โดยการนำ A.I. มาประยุกต์ในการทำธุรกิจ อาทิ การหาลูกค้าใหม่และติดตามโอกาสขาย , การสร้างแคมเปญและวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า , การวิเคราะห์ตัวเลข คาดการณ์รายได้ , การสรรหาคนและประเมินงาน , การจัดการงาน ตอบแชทลูกค้า พร้อมแก้ไขปัญหาและแจ้งเตือนอัตโนมัติ เป็นต้น
.
สุดท้าย ก่อนจะเริ่มใช้ A.I. ในการทำธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องสำรวจปัญหาจริงจากการทำธุรกิจ ทั้งปัญหาภายในองค์กร การทำงาน จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมพร้อม เช่นข้อมูลที่จะป้อนให้ A.I. ทำงานมีครบถ้วนหรือไม่ , ทีมงานพร้อมเปลี่ยนหรือยังกลัวการเข้ามาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ , ขั้นตอนการทำงานชัดเจนแล้วหรือไม่ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับพร้อมแล้วหรือยัง จากนั้นถึงจะกำหนดให้คนในทีมเป็น AI Champiom ภายในองค์กร พร้อมวางขั้นตอนการทำงาน และการวัดผลในตอนท้าย เพื่อให้การใช้ A.I. ในการทำธุรกิจราบรื่นและได้ผลที่ดีมากขึ้น


ร่วมแสดงความคิดเห็น