ชป.เดินหน้า “ผันน้ำยวม” 7.1 หมื่นล้าน ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามเร่งรีบทั้งที่หลายประเด็นยังไร้คำตอบ

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล หรือ “โครงการผันน้ำยวม” มูลค่ากว่า 7.1 หมื่นล้านบาท ส่งหนังสือถึงองค์การบริหารส่วนตำบลหลายแห่งในพื้นที่ จ.ตาก แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ เพื่อแจ้งการขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติสำหรับก่อสร้างโครงการ ขณะที่ อบต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ มีมติไม่เห็นชอบ อ้างประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วย ด้านเครือข่ายลุ่มน้ำฯ ตั้งข้อสังเกตกระบวนการเดินหน้าโครงการ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำระบุยังมีหลายประเด็นทางวิชาการที่ต้องตอบให้ชัดเจน

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปกครอง สุดใจนาค ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 1 จ.เชียงใหม่ ได้ทำหนังสือถึงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน รวมถึง อ.ฮอด และ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เพื่อแจ้งการขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ สำหรับการก่อสร้าง “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล” หรือโครงการผันน้ำยวม

หนังสือดังกล่าวระบุว่า การขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2568 ซึ่งกำหนดให้ต้องแนบหลักฐานการแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ทราบ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาต โดยมอบหมายให้นายอัษฎางค์ เครือวรรณ นายช่างโยธาอาวุโส เป็นผู้ประสานงาน

รายงานข่าวระบุว่า เอกสารประกอบที่กรมชลประทานส่งให้ท้องถิ่น อธิบายเหตุผลและความจำเป็นของโครงการ โดยระบุถึงความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นของพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว

สำหรับผลประโยชน์ของโครงการ ระบุว่าสามารถเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกฤดูแล้งในโครงการกำแพงเพชรและโครงการเจ้าพระยาใหญ่รวมประมาณ 1,610,026 ไร่ เพิ่มปริมาณน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคให้การประปาส่วนภูมิภาคประมาณ 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และการประปานครหลวง 250 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี รวมถึงมีผลประโยชน์ด้านพลังงานไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม จุดที่ถูกตั้งคำถามคือ ในเอกสารระบุหัวข้อ “ผลลัพธ์ด้านลบ” ว่า “ไม่มี” ขณะที่โครงการมีวงเงินลงทุนประมาณ 71,000 ล้านบาท ใช้งบประมาณปกติต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 7 ปี

นายสะท้าน วิชัยพงษ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำเงา ยวม เมย สาละวิน กล่าวว่า สมาชิก อบต.หลายพื้นที่รู้สึกแปลกใจที่กรมชลประทานส่งหนังสือขอใช้พื้นที่ป่าสงวนเพื่อดำเนินโครงการ เนื่องจากขณะนี้ประชาชนในพื้นที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ และคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการส่งคำให้การและคำคัดค้าน

นายสะท้านกล่าวว่า แม้กระบวนการในระดับพื้นที่เกี่ยวกับรายละเอียดและผลกระทบของโครงการยังไม่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน แต่กรมชลประทานกลับเร่งดำเนินการในขั้นตอนขอใช้พื้นที่ ทำให้สมาชิกและประธานสภา อบต.ในพื้นที่เกิดความสับสน

“โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านแน่ ๆ แต่ในเอกสารแนบกลับระบุว่าไม่มีผลลัพธ์ด้านลบ ขณะที่สมาชิก อบต.จำนวนไม่น้อยยังไม่รู้รายละเอียดและผลกระทบของโครงการ แล้วจะให้สภา อบต.ลงมติได้อย่างไร” นายสะท้านกล่าว

นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่กรมชลประทานมีการประสานงานเรื่องโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กควบคู่กับโครงการผันน้ำยวม จึงเกิดคำถามว่าเป็นการนำโครงการขนาดเล็กมาประกบกับโครงการขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดความเห็นชอบจากสภา อบต.หรือไม่

นายอรรถพล บำรุงสุข ประชาชนในพื้นที่แนวอุโมงค์ผันน้ำ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ได้รับข้อมูลจากผู้นำและสมาชิก อบต.อมก๋อยว่า เจ้าหน้าที่กรมชลประทานได้ส่งหนังสือและเข้าชี้แจงในที่ประชุมสภา อบต. รวมทั้งเข้าร่วมประชุมในระดับอำเภอและท้องถิ่น

นายอรรถพลระบุว่า เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่เป็นหลัก แต่ไม่ได้พูดถึงโครงการอุโมงค์ผันน้ำยวมอย่างชัดเจน ทำให้ชาวบ้านเกิดข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้วการเข้าพื้นที่อาจเกี่ยวข้องกับโครงการผันน้ำยวม ขณะที่ทราบว่า อบต.อมก๋อยยังไม่ได้มีมติหรือข้อตกลงใดเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว

ด้านนางยุพา จ่อแผ สมาชิก อบต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า อบต.นาคอเรือได้รับหนังสือจากกรมชลประทานเกี่ยวกับการขอใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเช่นเดียวกัน ก่อนนำเข้าสู่การประชุมและมีมติ ไม่เห็นด้วยกับโครงการ

โดยในการประชุมมีสมาชิก อบต. 10 คน รวมถึงนายก อบต. รองนายกฯ และเลขานุการนายกฯ แสดงความเห็นร่วมกันว่าไม่เห็นด้วย เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการ และปลัด อบต.ได้ดำเนินการส่งหนังสือตอบกลับกรมชลประทานแล้ว

หนังสือที่นายเอกรินทร์ เม็ดโท นายก อบต.นาคอเรือ ส่งถึงผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 1 ระบุว่า ที่ประชุมสภา อบต.นาคอเรือ สมัยที่ 3 เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2569 ได้รับทราบการขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าอมก๋อยและป่าแจ่ม–ป่าแม่ตื่น ในพื้นที่ ต.อมก๋อย และ ต.นาเกียน เพื่อก่อสร้างโครงการดังกล่าว และที่ประชุมพิจารณาแล้ว ไม่เห็นชอบ เนื่องจากราษฎรใน ต.นาคอเรือ ไม่เห็นด้วยกับโครงการ

ขณะที่ รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งข้อสังเกตถึงการเร่งผลักดันโครงการผันน้ำยวม ซึ่งมีวงเงินก่อสร้างประมาณ 70,000 ล้านบาท

รศ.ดร.สิตางศุ์ ระบุว่า จากการติดตามข้อมูลของคณะทำงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ รวมถึงข้อมูลจากกรมชลประทานและบริษัทที่ปรึกษา ยังมีประเด็นทางวิชาการที่ต้องตอบอีกหลายเรื่อง ทั้งด้านวิศวกรรม ประมง สิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ตลอดจนความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

นอกจากนี้ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับรูปแบบการลงทุนและภาระงบประมาณของรัฐ รวมถึงประเด็นคุณภาพน้ำและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเห็นว่าหลายประเด็นยังมีความคลุมเครือ แต่กรมชลประทานกลับเดินหน้าโครงการอย่างรวดเร็ว

สำหรับโครงการผันน้ำยวม เครือข่ายลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน และผู้ฟ้องคดีรวม 66 คน ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่เมื่อเดือน ต.ค. 2566 ขอให้เพิกถอนและระงับโครงการ โดยกล่าวอ้างว่ากระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA รวมถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งรับฟ้องในเดือน ม.ค. 2567 และปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการส่งคำให้การและคำคัดค้านของคู่ความ ขณะเดียวกันมีข้อมูลว่า EIA ของโครงการดังกล่าวจะครบกำหนดอายุในเดือน ต.ค. 2569

ทั้งนี้ ประเด็นการขอใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและการเดินหน้าโครงการยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ท่ามกลางข้อคัดค้านจากประชาชนในบางพื้นที่ ขณะที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลโครงการและผลกระทบอย่างรอบด้าน ก่อนเดินหน้าในขั้นตอนสำคัญต่อไป

ร่วมแสดงความคิดเห็น