ห้ามสงฆ์พำนักดำเนินการใดๆ ในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาตสร้างวัด

นายอินทพร จั่นเอี่ยม รอง ผอ.รักษาราชการแทน ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ระบุว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 25/2565 นั้น เลขาธิการมหาเถรสมาคมเสนอว่า ตามคำสั่งมหาเถรสมาคม สั่ง ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2530 เรื่อง ห้ามภิกษุสามเณรเข้าไปพำนักอาศัยหรือดำเนินการใดๆ ในสถานที่ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด พ.ศ. 2530 ข้อ 3 กำหนดว่า “ห้ามภิกษุสามเณรเข้าไปพำนักอาศัยหรือดำเนินการใดๆ ในสถานที่ซึ่งยังไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎกระทรวง แม้จะเป็นการชั่วคราว เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าคณะจังหวัดเจ้าสังกัดท้องที่”

ทั้งนี้ปรากฎ ตามที่สังคมรับทราบคือสภาพปัจจุบัน ที่พักสงฆ์ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของทางราชการ หรืออยู่ในที่สาธารณประโยชน์ ได้มีพระภิกษุ สามเณร เข้าไปพำนักอาศัยยังคงมีอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ได้ขออนุญาตต่อเจ้าคณะจังหวัดเจ้าสังกัดเป็นลายลักษณ์อักษร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เห็นควรนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อโปรดพิจารณา เพื่อให้พระภิกษุ สามเณรได้ถือปฏิบัติตามคำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง ห้ามภิกษุสามเณรเข้าไปพำนักอาศัยหรือดำเนินการใดๆ ในสถานที่ซึ่งยังไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด พ.ศ. 2530 อย่างเคร่งครัด

เพื่อให้สอดคล้องกับมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 10/2565 มติที่ 354/2565 เรื่อง การขออนุมัติ/แต่งตั้งรองเจ้าคณะอำเภอ และรองเจ้าคณะจังหวัด ที่กำหนดให้นับจำนวนวัด สำนักสงฆ์ และที่พักสงฆ์ทั้งหมด มาเป็นปริมาณในการขออนุมัติตำแหน่งหรือเสนอแต่งตั้ง รองเจ้าคณะอำเภอ/รองเจ้าคณะจังหวัด ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบ และมอบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แจ้งเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 2 ฝ่าย ทราบ และแจ้งวัดในเขตปกครองปฏิบัติตามคำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง ห้ามภิกษุสามเณรเข้าไปพำนักอาศัย หรือดำเนินการใด ๆ ในสถานที่ซึ่งยังไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด พ.ศ. 2530 อย่างเคร่งครัด และให้ดำเนินการได้ทันที ด้านเครือข่ายปกป้องพระพุทธศาสนาภาคเหนือ (จ.เชียงใหม่ ) เปิดเผยว่า สภาพการณ์ในปัจจุบันจะพบเห็นการจัดตั้ง ก่อสร้าง ศาสนสถาน ถาวรวัตถุ ในชุมชน กันเป็นจำนวนมาก ทั้งในวัดและสำนักสงฆ์ อาราม สถานที่ต่างๆ โดยมุ่งเน้นพุทธพาณิชย์มากกว่า เผยแผ่หลักธรรมคำสอน

“ต้องยอมรับว่า หลายๆชุมชน หมู่บ้าน มีทั้งวัด ทั้งสำนักสงฆ์ จนสะท้อนภาพ ความเห็นต่างในสิ่งที่ยึดเหนี่ยวตามศาสนา ซึ่งพระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็ตั้งมั่นในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา มีบางส่วนเท่านั้น ที่สร้างผลกระทบในแวดวงสงฆ์ เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล

ดังนั้น เหล่าพุทธศาสนิกชนต้องร่วมมือพระภิกษุสงฆ์ ที่มุ่งมั่น จรรโลง เผยแผ่หลักธรรมคำสอน มากกว่า เน้นไปในด้านถาวรวัตถุ การก่อสร้างศาสนสถานหรือ กิจพิธี ที่ไม่มีในหลักศาสนา

อย่างไรก็ตาม หลักการกรอบแนวทางที่คณะสงฆ์ มติมหาเถรสมาคม วางไว้ เป็นกรอบแนวทางที่ยึดจรรโลงหลักศาสนา และต้องได้รับความร่วมมือกับทุกๆฝ่าย ที่เคารพ ศรัทธาตามความเชื่อ และปฏิเสธไม่ได้ว่า วัด สำนักสงฆ์ พื้นที่อาราม ที่ปรากฎในชุมชน ส่วนหนึ่งมีเจตนาดี ที่จะดำเนินการ ให้สอดรับกับสภาพสังคม แต่ก็ควรต้องเน้นหลักปฏิบัติ เป็นวัด เป็นสถานที่สุขสงบ ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวที่แอบอิงธรรมด้านเดียว โดยอ้าง ประโยชน์ที่พื้นที่จะได้รับ โดยไม่คำนึงถึงแก่นแท้ของหลักศาสนา ที่มุ่งกล่อมเกลาจิตใจให้ปฎิบัติ

ในขณะที่ เจ้าหน้าที่ หน่วยงานที่กำกับดูแลผืนป่า ในพื้นที่เชียงใหม่ เปิดเผยว่า การเข้าไปดำเนินการจัดตั้งสำนักสงฆ์ สถานที่เผยแผ่ศาสนา ทางหน่วยงาน มีการบูรณาการร่วมกับชุมชน ผู้นำท้องถิ่น หากฝ่าฝืน ผิดกฎระเบียบจะมีขั้นตอนปฏิบัติ และการบุกรุกพื้นที่เฉพาะ ไม่ว่าจะเขตอุทยานฯเขตป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน ป่าชุมชน ผิดระเบียบ และเจตนารมณ์ของกฎกติกาสังคมที่กำหนดไว้อยู่แล้ว

“ทางหน่วยงานรัฐไม่ว่าจะที่ดิน,ป่าไม้,สำนักพุทธ มีการร่วมมือติดตามตรวจสอบสถานที่ ซึ่งไม่ขออนุญาต และถ้ามีการขออนุญาต ก็จะทำดำเนินการตรวจแนวเขตให้ถูกต้อง โดยสำนักพุทธฯ จะเป็นแกนกลางดำเนินการ ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต”

ร่วมแสดงความคิดเห็น